Live For Peace เสียงเพรียกแห่งสันติภาพ

สงครามคือสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น มันก่อให้เกิดความสูญเสียมากมายอย่างประเมินค่าไม่ได้ ที่สำคัญพรากแทบทุกอย่างไปจากชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคนที่รักหรือทรัพย์สิน นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ดูเหมือนว่ามนุษย์จะไม่เคยเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตเลยแม้แต่น้อย สงครามและความขัดแย้งยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่มีทีท่าจะจบสิ้น แม้คนส่วนใหญ่บนโลกจะโหยหาสันติภาพเพียงใด แต่ดูเหมือนสิ่งนั้นยังคงเป็นสิ่งที่ต้องรอคอยต่อไป
MiX Magazine ฉบับที่ 209 ได้บอกเล่าเรื่องราวของสันติภาพอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ความหมาย เรื่องราวของผู้ที่เกี่ยวข้องในการผลักดันสันติภาพ เหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ รวมถึงแง่มุมเรื่องของสงครามควบคู่สันติภาพกับสถานการณ์และความเป็นจริงของโลก

สำรวจแนวทาง ...สันติภาพ (Peace) แท้จริงคืออะไร?
สันติภาพ (Peace) คือสภาวะแห่งความสงบ สันติ ปราศจากความรุนแรงทั้งการกระทำ คำพูด หรือความคิด ซึ่งนิยามของสันติภาพจะแปรผันไปตามภูมิภาค วัฒนธรรม ศาสนา องค์ความรู้ หรือสาขาวิชา อาทิ สายสังคมอาจบอกว่ามันคือสภาวะไร้สงคราม สายปรัชญาอาจบอกว่ามันคือความสงบสุข สายศาสนาอาจบอกว่ามันคือการไม่เกลียดชังเพื่อนมนุษย์ เป็นต้น และนอกจากนี้นิยามของสันติภาพก็ยังสามารถขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคลได้ด้วยเช่นกัน
Dr. Norbert Ropers อดีตผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเพิ่งจากโลกเราไปเมื่อปลายปี 2025 ได้ทิ้งองค์ความรู้เกี่ยวกับการนิยามความหมายของสันติภาพเอาไว้ โดยแบ่งออกเป็น 2 มุมมองที่แตกต่างกัน ได้แก่
1.สันติภาพเชิงลบ (Negative Peace) หมายถึง สภาวะที่ไม่มีการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ ไม่เข่นฆ่า ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน
2.สันติภาพเชิงบวก (Positive Peace) หมายถึง สภาวะที่ไม่มีการปฏิบัติแย่ ๆ หรือเหยียดหยาม เพราะทุกชีวิตเสมอภาคกัน
แม้สังคมจะปราศจากการเข่นฆ่าหรือการทำร้ายกันด้วยความรุนแรง แต่การเหยียบย่ำศักดิ์ศรีหรือการแยกปฏิบัติต่อกัน สุดท้ายแล้วก็นับว่ายังไม่ใช่สันติภาพอันแท้จริงอยู่ดี ดังนั้นเราจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่านิยามของสันติภาพตามความคิดเราคือด้านไหน เรากำลังเรียกร้องสันติภาพในรูปแบบใดอยู่ และหากต้องการให้โลกนี้มีสันติภาพทั้งเชิงบวกเชิงลบ เราควรทำเช่นไรให้มันเกิดขึ้นได้จริง
แนวทางการสร้างสันติภาพ (Peace Building)
การสร้างสันติภาพในภาพใหญ่ (Peace Writ Large) ผู้เกี่ยวข้องจะมีจุดประสงค์แต่แรกเริ่มว่าเป้าหมายในการยุติความขัดแย้งระหว่างกันคืออะไร แล้วจึงค่อยดำเนินตามแผนเพื่อให้มันบรรลุผล อาทิ ข้อมติสหประชาชาติ (UN) ที่กำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ หรือกฎหมายที่ร่างออกมาเพื่อป้องกันการปะทะกันในภายหลัง เป็นต้น
การสร้างสันติภาพในภาพย่อย (Peace Writ Little) วิธียุติความขัดแย้งจะไม่ได้มีการกำหนดข้อตกลงหรือร่างกฎหมายใด ๆ ขึ้นมา แต่มุ่งเน้นไปที่ความพยายามในการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนโดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อน อาทิ รณรงค์ ชุมนุม เปิดพื้นที่พูดคุยกัน เป็นต้น
เมื่อแบ่งแยกประเภทและแนวทางแล้วจะเห็นเลยว่า “สันติภาพ” นั้นมีหลากหลายแง่มุมมากกว่าที่คิด ซึ่งเราก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายประสานกันไป ทั้งกลุ่มด้านบน (หน่วยงาน รัฐบาล องค์กร ฯลฯ) ที่ต้องขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว รวมถึงกลุ่มด้านล่าง (ประชาชนทั่วไป) ที่ต้องคอยตระหนักรู้และผลักดันสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ เพื่อสันติภาพจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงในสักวันแม้ว่ามันไม่ง่ายเลยก็ตามที

The Power of Peace Symbols สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ
ความเลวร้ายของสงครามทำให้เกิดความสูญเสียมากมายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน หรือแม้แต่สภาพจิตใจ คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการสงครามและความรุนแรง จึงมีความพยายามคัดค้านด้วยการแสดงออก ด้วยการสร้างสัญลักษณ์ง่าย ๆ เพื่อบอกถึงคำว่าสันติภาพ เรามาดูกันว่ามีสัญลักษณ์ใดบ้างที่นิยมใช้กัน
สามแฉกในวงกลม (CND Symbol)
มองดูแวบแรกอาจคล้ายกับยี่ห้อของรถยนต์เยอรมันยี่ห้อหนึ่ง แต่ความจริงสัญลักษณ์นี้ถือกำเนิดมาในปี ค.ศ. 1958 ออกแบบโดยเจอรัลด์ โฮลทอม (Gerald Holtom) ศิลปินชาวอังกฤษ เพื่อใช้ในการเดินขบวนของกลุ่มรณรงค์ปลดอาวุธนิวเคลียร์ (Campaign for Nuclear Disarmament หรือ CND) โดยการออกแบบนี้มีตัวอักษร CND ซ่อนอยู่ในวงกลม ซึ่งโฮลทอมไม่ได้จดลิขสิทธิ์แต่ประการใด เนื่องจากเขาตั้งใจให้มันเป็นเครื่องหมายที่ทุกคนนำไปใช้ได้อย่างเสรี และมันยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพที่น่าจดจำจนถึงวันนี้
นกพิราบขาว (The White Dove)
ทำไมนกพิราบถึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพไปได้ ทั้งที่มีนกจำนวนมากที่อยู่บนโลก เรื่องนี้เริ่มจากตำนานที่เกี่ยวเนื่องกับพระเจ้าและเรือโนอาร์ เมื่อวันหนึ่งน้ำท่วมโลก นกพิราบได้ถูกปล่อยออกไปหาแผ่นดิน ในภายหลังพวกมันสามารถบินกลับมาอย่างปลอดภัย จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและชีวิตใหม่
ในปี ค.ศ. 1949 ปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) สร้างงานศิลปะภาพพิมพ์หินรูปนกพิราบให้กับการประชุมสันติภาพโลกที่กรุงปารีส ยิ่งเป็นการตอกย้ำสัญลักษณ์แห่งสันติภาพของโลกยุคใหม่ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
นกกระเรียนกระดาษ (Origami Peace Crane)
ย้อนกลับไปปี พ.ศ. 2547 ในช่วงรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้เริ่มทวีความรุนแรง หนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลเลือกใช้คือขอความร่วมมือประชาชนทั้งประเทศช่วยพับนกกระดาษ 62 ล้านตัว เพื่อแสดงพลังความห่วงใยประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่แม้ 20 ปีกว่าผ่านไปวิธีนี้ก็แทบไม่ได้ผลอะไรกลับมาเลย
โดยจุดเริ่มต้นของนกกระเรียนกระดาษ มาจากซาดาโกะ ซาซากิ (Sadako Sasaki) เด็กหญิงชาวฮิโรชิมะที่รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูตั้งแต่อายุ 2 ขวบ แต่ภายหลังล้มป่วยด้วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวจากรังสีตกค้าง ซึ่งตำนานของชาวญี่ปุ่นบอกไว้ว่าใครที่สามารถพับนกกระเรียนกระดาษครบ 1,000 ตัวจะสมปรารถนาในสิ่งที่ขอ เธอจึงตั้งใจพับมันเพื่อว่าสักวันจะหายป่วย แต่ไร้ปาฏิหาริย์ไม่นานเธอก็เสียชีวิตลง เรื่องราวของเธอกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนจำนวนมาก มีการสร้างอนุสาวรีย์สันติภาพที่สวนสันติภาพฮิโรชิมะ เพื่อเป็นตัวแทนของเหยื่อสงครามที่อยากให้มีสันติภาพบนโลกใบนี้
กิ่งมะกอก (The Olive Branch)
ในยุคกรีกโบราณ ต้นมะกอกถือเป็นของขวัญจากเทพีอาธีนา ตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ ความสงบ และการปรองดอง นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและชัยชนะ มักปรากฏคู่กับนกพิราบเสมอ ในโลกยุคใหม่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2004 (เอเธนส์เกมส์) จัดขึ้นที่ประเทศกรีซ จะเห็นว่ามีกิ่งมะกอกเป็นสัญลักษณ์สำคัญของโอลิมปิกในครั้งนั้นด้วย หรือแม้แต่โลโก้ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations หรือ UN) ก็ใช้กิ่งมะกอกโอบล้อมแผนที่โลกซึ่งแสดงถึงสันติภาพเช่นกัน
องค์กรสันติภาพโลก
การทำสงครามระหว่างชนชาติต่าง ๆ ของมนุษย์มีมาโดยตลอดไม่เคยหยุด จนกระทั่งเดินทางเข้าสู่รัฐชาติยุคใหม่ มีความพยายามรวมกลุ่มในระดับนานาชาติเพื่อยับยั้งและป้องกันความขัดแย้งไม่ให้เกิดสงครามขนาดใหญ่ขึ้น นี่คือ 4 องค์กรแห่งสันติภาพที่มีบทบาทในโลกปัจจุบันนี้
1. องค์การสหประชาชาติ (United Nations หรือ UN)
สืบเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 องค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations) ได้ตั้งมาเพื่อยับยั้งสงครามที่จะเกิดขึ้น แต่ผ่านไปไม่กี่ปีองค์กรนี้ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ดี ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศมหาอำนาจจึงได้ชักชวนประเทศประเทศต่าง ๆ ร่วมกันจัดตั้งองค์การสหประชาชาติหรือ UN (ในครั้งแรกมีประเทศร่วมก่อตั้ง 51 ประเทศ) เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 โดยกลไกสำคัญคือคณะมนตรีความมั่นคงที่มีอำนาจสั่งการคว่ำบาตรหรือปฏิบัติการทางทหารเพื่อรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ ซึ่งแม้จะไม่สามารถหยุดสงครามได้ทุกที่ แต่ก็ยับยั้งได้ในบางส่วน
2. คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross หรือ ICRC)
องค์กรนี้อาจไม่ได้มีบทบาทในการยับยั้งความขัดแย้งมากนัก แต่เน้นไปที่การช่วยเหลือบรรเทาทุกจากภัยสงครามโดยเฉพาะผู้ได้รับบาดเจ็บ คุ้มครองพลเรือนและเชลยศึกในภาวะสงคราม คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1863 โดยอองรี ดูนังต์ (Henry Dunant) นักธุรกิจชาวสวิส ช่วงแรกเข้าไปช่วยเหลือทหารบาดเจ็บในสมรภูมิโซลเฟริโน (Battle of Solferino) ประเทศอิตาลี ต่อมามีการผลักดันให้เกิดอนุสัญญาเจนีวาและองค์กรที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในสงครามก่อนจะขยายไปทั่วโลก ซึ่งยังมีบทบาทมาจนถึงทุกวันนี้
3. องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization หรือ UNESCO)
เรารู้จักกันดีในชื่อ UNESCO เนื่องจากเป็นองค์กรที่รับรองการขึ้นทะเบียน โบราณสถานหรือศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าของมนุษย์ แต่ความจริงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการก่อตั้งคือการสร้างสันติภาพผ่านความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม พอมีเรื่องของวิทยาศาสตร์เข้ามาหลายคนงงว่ามันใช่ UNESCO จริงไหม? แต่มันคือเรื่องจริง
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการถกเถียงกันเรื่องสาเหตุการก่อสงคราม โดยสรุปได้ว่ามันมาจากความคิดของมนุษย์ซึ่งเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว UNESCO จึงถือกำเนิดขึ้นมาในปี ค.ศ. 1945 เพราะสันติภาพที่ยั่งยืนควรเริ่มจากการปลูกฝังความเข้าใจ การเคารพความแตกต่าง และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ปัจจุบันองค์กรนี้ทำหน้าที่ได้ดีพอสมควร แม้จะมีดราม่าประจำในเรื่องการเคลมวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ ก็ตาม
4. คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace)
องค์กรน้องใหม่ล่าสุด ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ค.ศ. 2026 ที่งาน World Economic Forum เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ และแน่นอนว่าเขาเองก็เป็นประธานตลอดชีพ ขณะนั้นมีประเทศสมาชิกกว่า 25 ประเทศเข้าร่วม (ประเทศไทยยังรอพิจารณา) Board of Peace ถูกวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องอำนาจที่ขึ้นอยู่กับประธานคนเดียว นอกจากนี้ประเทศสมาชิกยังต้องบริจาคเงินถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 32,000 ล้านบาท) ด้วย ส่งผลให้เกิดคำถามถึงการเป็นองค์กรสันติภาพจริงหรือเพียงแค่รวมกลุ่มมิตรทางการเมืองและผลประโยชน์กันแน่ หลังจากสหรัฐฯ ติดสงครามกับอิหร่าน ชื่อขององค์กรนี้ก็เงียบหายไปเลย
ทำเนียบบุคคลดัง เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ (Nobel Peace)

อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) นักเคมีชาวสวีเดนผู้คิดค้นระเบิดไดนาไมต์สำเร็จ แต่ผลงานของเขาดันไม่ได้สร้างคุณประโยชน์มากมายอย่างที่คิด เพราะมันถูกนำไปใช้ในสงครามเพื่อคร่าชีวิตเพื่อนร่วมโลกนับล้านแทน...
จากความรู้สึกผิดบาปที่ติดตามตัวเขาไปแทบจะทุกห้วงลมหายใจ พินัยกรรมสุดท้ายที่ชายคนนี้ทิ้งไว้จึงเป็นการบริจาคทรัพย์สินเพื่อใช้ก่อตั้งมูลนิธิ สำหรับมอบรางวัลแก่ผู้ที่สร้างคุณูปการต่อมนุษยชาติในชื่อ ‘โนเบล’ โดยแบ่งออกเป็น 6 สาขา ได้แก่ เคมี ฟิสิกส์ วรรณกรรม เศรษฐศาสตร์ แพทย์สรีรวิทยา และสันติภาพ จากบทเรียนอันสุดสะเทือนใจที่ทำให้รู้ว่าเก่งแค่ไหนก็ไร้คุณค่า หากโลกเรานั้นปราศจากมนุษยธรรม
.jpg)
เบอร์ธา ฟอน ซุตเนอร์ (Bertha Von Suttner) หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพเมื่อปี ค.ศ. 1905 เธอคือนักประพันธ์ผู้เขียนหนังสือต่อต้านสงครามที่มีชื่อว่า ‘Lay Down Your Arms! (Die Waffen Nieder!)’ ในยุคสมัยที่ยุโรปชักปืนรบกันแทบทุกวี่ทุกวัน อีกทั้งยังพยายามอย่างมากเพื่อผลักดันแนวคิดสันตินิยม (Pacifism) ด้วยความเชื่อว่าสันติภาพจะกลายเป็นความก้าวหน้าอันสูงสุดของมนุษยชาติในอนาคต แม้ ณ ขณะนั้นจะยังมีคนตระหนักรู้ค่อนข้างน้อยต่างจากทุกวันนี้

เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) ชายคนนี้ไม่เพียงเรียกร้องสิทธิ์แก่คนผิวดำเท่านั้น แต่ยังยืนหยัดเพื่อคนผิวขาวในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติด้วย โดยหลังแอฟริกาใต้ยกเลิกกฎหมายแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) เขาก็ถูกปล่อยตัวจากการถูกคุมขัง 27 ปีข้อหาล้มล้างรัฐบาล นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่คนดำคนขาวสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้อย่างเท่าเทียม ทำให้เนลสัน แมนเดลาชนะโหวตขาดลอย ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้อย่างถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย

ธนาคารกรามีน (Grameen Bank) ก่อตั้งโดย มูฮัมหมัด ยูนูส (Muhammad Yunus) เพื่อริเริ่มโครงการสินเชื่อรายย่อย (Microcredit) แก่ผู้ยากไร้ในบังกลาเทศ ซึ่งมีข้อกำหนดแตกต่างจากแห่งอื่นอยู่ 3 ข้อ ได้แก่
ผู้กู้ไม่ต้องใช้โฉนดที่ดินหรือทรัพย์สินเพื่อยืนยันสถานะทางการเงิน
ผู้กู้สามารถผ่อนชำระหนี้ด้วยเงินงวดเล็ก ๆ รายสัปดาห์หรือรายเดือนได้
ผู้กู้ต้องรวมกลุ่ม 5 คนเพื่อค้ำประกันซึ่งกันและกัน (ใช้กฎความเกรงใจเป็นหลักและผู้หญิงไม่ต้องพึ่งพาสามีก่อนกู้เงินอีกต่อไป)
ผลลัพธ์คือสินเชื่อระบบกลุ่มนอกจากจะช่วยให้หลาย ๆ บ้านพ้นสภาพความขัดสนและเพิ่มโอกาสทางสังคมแก่ผู้หญิงแล้ว มันยังสามารถสร้างสันติภาพในชุมชนได้ผ่านการพึ่งพาอาศัยกัน กระทั่งนำไปสู่ความขัดแย้งที่ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญด้วย

หลิวเสี่ยวโป (Liu Xiaobo) สำนักข่าว BBC กล่าวว่าเขาคืออาจารย์วรรณกรรม นักเขียน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และผู้ก่อความไม่สงบต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) เพราะชายคนนี้อุทิศตนกว่า 20 ปีเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปทางการเมืองและอีก 11 ปีในการจำคุกข้อหายุยงบ่อนทำลายอำนาจรัฐ โดยวีรกรรมเด่นของเขาคือเข้าไปช่วยเหลือเหล่านักศึกษาจีนในเหตุการณ์ประท้วง ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน การสังหารหมู่ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ก่อนจะได้รับโนเบลสันติภาพเมื่อปี ค.ศ. 2010 ขณะที่ยังถูกจองจำอยู่ ซึ่งปัจจุบันแม้หลิวเสี่ยโปจะเป็นชาวจีนคนแรกและคนเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ ทว่าคนทั่วโลกกลับรู้จักชื่อเขามากกว่าเพื่อนร่วมชาติเดียวกันเสียอีก
Move for Peace in History วีรกรรมเพื่อสันติภาพบนหน้าประวัติศาสตร์โลก
Walk for Peace พระสงฆ์เดินธุดงค์ รณรงค์สันติภาพ
เดินจงกรม... คือส่วนหนึ่งในการปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธที่ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบสุขของคนทุกศาสนา เมื่อพระสงฆ์ 19 รูปกับสุนัข 1 ตัว (น้องอโลกา – Aloka) ตัดสินใจเดินเท้าจากรัฐเท็กซัสไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมระยะทางกว่า 3,700 กิโลเมตร เพื่อจุดกระแสสันติภาพขึ้นท่ามกลางเหตุขัดแย้งทั่วโลกผ่านภารกิจที่เรียกว่า Walk for Peace
แม้จะเป็นการแสดงออกอย่างสันติ ไม่เรี่ยไรเงิน ไม่ขอที่พัก และรับเพียงอาหารจากการบิณฑบาต แต่พระสงฆ์เอเชียเหล่านี้ก็ยังคงได้รับความเกลียดชังจากคนบางส่วน ถึงขั้นเกิดเหตุสลด รถพุ่งชนพระมหาดำ พรหมสาน (Bhante Dam Phommasan) จนต้องสูญเสียขาข้างซ้ายไป ทว่าท่านยังคงให้อภัยและน้อมรับชะตาด้วยรอยยิ้ม ทั้งยินดีหากเรื่องราวครั้งนี้จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งสันติภาพแก่มวลมนุษยชาติได้ ท่ามกลางโลกอันแสนวุ่นวายที่เต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้งอย่างไม่มีสิ้นสุด
#BlackLivesMatter ขบวนการเรียกร้องสันติภาพ ผ่านโลกออนไลน์
ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 2020 ตำรวจอเมริกันผิวขาว 4 นายได้เข้าจับกุมจอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd) พลเมืองชายผิวดำคนหนึ่ง เพราะสงสัยว่าอาจใช้ธนบัตรปลอม 20 ดอลลาร์จ่ายเงินซื้อของในร้านสะดวกซื้อ แต่แทนที่หลังจากใส่กุญแจมือแล้วจะสอบสวนตามปกติ พวกเขากลับใช้วิธีการรุนแรง ขึ้นคร่อมกดคอชายคนนี้ลงพื้นนานกว่า 9 นาทีจนเสียชีวิต โดยไม่สนใจประโยค “I can’t breathe…” ที่ถูกเอ่ยออกมาเพื่อร้องขอให้ปล่อยเลยสักนิด
พฤติกรรมนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติจากความอคติและเหยียดสีผิว เพราะมันไม่ใช่กรณีแรกที่ตำรวจคนขาวสังหารคนดำโดยไม่ไตร่ตรองความผิดเสียก่อน ทำให้แฮชแท็ก #BlackLivesMatter ขึ้นเทรนด์อันดับ 1 บนโซเชียลมีเดียทันที กลายเป็นคดีดังที่มีตั้งแต่อินฟลูเอนเซอร์ไปจนถึงนักแสดงฮอลลีวูดพากันออกมาช่วยกระจายข่าว หลังจากนั้นอเมริกาก็เกิดการปฏิรูปกฎหมาย ปรับโครงสร้างภายในองค์กร และสอบสวนการทำงานของตำรวจ จึงนับว่านี่คือขบวนการเรียกร้องสันติภาพและสิทธิมนุษยชนผ่านโลกออนไลน์ครั้งใหญ่สุดในศตวรรษที่ 21
Heal The World by Michael ราชาเพลงป๊อปกับดนตรีสร้างสันติภาพ
ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson) ศิลปินเจ้าของตำแหน่ง King of Pop ผู้ใช้พริวิลเลจที่ตนมีอย่างเต็มกำลังรณรงค์เรื่องสันติภาพและความสงบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์อัลบั้ม Dangerous ที่บอกเล่าถึงปัญหาความรุนแรงทางสังคมและการเมือง ต่อต้านการเหยียดเพศ เชื้อชาติ และศาสนาผ่านเพลง Black or White ที่หยิบเอาความหลากหลายของเพื่อนมนุษย์มาใส่ในมิวสิควิดีโอ (มีประเทศไทยด้วย) นอกจากนี้เขายังได้เชิญชวนศิลปินชื่อดังระดับโลกมากมายมาร่วมร้องเพลง Heal The World เพื่อนำค่าลิขสิทธ์ไปมอบแก่มูลนิธิสำหรับช่วยเหลือเด็ก ๆ จากสงครามที่ก่อตั้งโดยตนเองในชื่อเดียวกันอย่าง Heal The World Foundation เมื่อปี ค.ศ. 1992 รวมถึงทำการเดินสายเล่นคอนเสิร์ต Dangerous World Tour ที่สร้างกำไรมหาศาลกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะบริจาคเงินทั้งหมดนั้นให้แก่องค์กรการกุศลต่าง ๆ ได้นำไปสร้างประโยชน์แก่สังคม
ไมเคิล แจ็กสัน คือปรากฏการณ์ระดับตำนานของ Pop Culture ที่แม้ตัวจะจากไปแต่ผลงานต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนเจตจำนงอันน่าประทับใจของเขาก็ยังคงส่งอิทธิพลต่อให้ก้องอยู่ในใจคนฟังทั้งโลกได้จนถึงทุกวันนี้ เรียกว่าวีรกรรมที่ฝากเอาไว้นั้น ยิ่งใหญ่ไม่แพ้บทเพลงใด ๆ เลยทีเดียว


Why War? สงครามและความย้อนแย้งบนโลกมนุษย์
มีคำอธิบายมากมายว่าทำไมมนุษย์ถึงใช้ความรุนแรง ทั้งในแง่ของจิตวิทยาที่ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เคยกล่าวเอาไว้ว่าความรุนแรงคือผลพวงจากความเกลียดชัง และความเกลียดชังอยู่ตรงข้ามกับความรัก ซึ่งเปรียบเสมือนอารมณ์ Love – Hate ควบคู่กันไป หรือจะเป็นในด้านวิทยาศาสตร์ที่สมองส่วน Amygdala ผู้ทำหน้าที่ประมวลผลอารมณ์ เกิดไม่ประสานงานกันกับสมองส่วน Prefrontal Cortex ผู้คอยยับยั้งชั่งใจเพื่อควบคุมอารมณ์ ดังนั้นมันเลยเกิดกรณีที่มนุษย์บางคนโมโหเกินกว่าปกติ จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงตามมานั่นเอง
ในมุมสังคมและประวัติศาสตร์ พวกเขาวิเคราะห์ว่าตั้งแต่โบราณกาล มนุษย์อยู่คู่กับความรุนแรงอย่างการต่อสู้ไปจนถึงเข่นฆ่ามาโดยตลอด ทั้งจากสัญชาตญาณเอาตัวรอดบ้าง แย่งชิงดินแดนบ้าง เพื่ออุดมการณ์ของกลุ่มบ้าง ดังที่เรามักจะเห็นว่าชัยชนะจากสมรภูมิรบในอดีต ได้กลายมาเป็นเกียรติยศที่ผู้คนต่างยกย่องในปัจจุบัน แถมมันยังถูกนำมาใช้สร้างความสมัครสมานให้คนในชาติเองเสียด้วยซ้ำ
สงครามเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง นี่คือวลีเด็ดจากหนังสือ WAR : How Conflict Shaped Us ที่เขียนโดยมาร์กาเร็ต แมคมิลลัน (Margaret MacMillan) เพราะต่อให้เราจะพร่ำบอกกันว่าสงครามคือความโหดร้าย แต่รอบตัวเราก็ยังคงชื่นชมสงคราม อาทิ อเมริกามีเกมส์ Call of Duty หรือ Battlefield ที่จำลองอาวุธสงครามแบบสมจริงมาให้เล่น จีนมีสามก๊กที่เป็นวรรณกรรมกึ่งตำราพิชัยสงครามชื่อดังก้องโลก และปัจจุบันนักธุรกิจก็มักจะเอามาอ่านเพื่อลับเหลี่ยมคมฝีมือกัน หรือแม้แต่ไทยเองยังนิยมละครผู้ชนะสิบทิศ ยกย่องพระเอกอย่าง ‘จะเด็ด’ ที่เก่งการรบ ภูมิใจในมหากาพย์การศึกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นี่ยังไม่นับสื่อบันเทิงยุคปัจจุบันอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวพันกับความรุนแรงทั้งทางตรงทางอ้อมอีกมากมายเต็มไปหมด ดังนั้นการจะบอกว่าสงครามเป็นสิ่งไม่ดี มันก็คงขัดแย้งกับสภาพจริงที่เห็น
นักวิชาการหลายคนมองว่าตราบใดที่โลกยังคงมีความขัดแย้งทางการเมือง สงครามก็ไม่มีทางหายไปได้จริง ๆ แค่เปลี่ยนรูปแบบจากต่อสู้ด้วยกำลังมาเป็นใช้กลยุทธ์ปะทะกันเอง แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อพูดถึงเรื่องสันติภาพ สงครามก็มักจะถูกโยงให้เกี่ยวข้องกันอยู่เสมอเพราะมันคือขั้วตรงข้ามกัน ซึ่งหากเราจะศึกษาเกี่ยวกับสงครามทั้งที่มาและผลกระทบ เราก็ควรต้องทำความเข้าใจเรื่องสันติภาพเอาไว้ด้วยเพื่อถอดบทเรียนจากมัน

Peace of Mind สันติภาพในใจเราเอง
ทุกวันนี้เพียงแค่เปิดโทรศัพท์มือถือ เราจะถูกยัดข้อมูลจากข่าวทันทีโดยเฉพาะข่าวสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน หรือแม้แต่ไทย – กัมพูชาเองก็ตาม บางส่วนถูกปั่นกระแสเรียกยอดวิวทั้งที่อาจเป็นเรื่องจริงหรือเท็จก็ได้ การรับเอาสื่อเหล่านี้เข้าสมองมักเพิ่มความเครียดและสร้างความเกลียดชังให้กับผู้เสพสื่อโดยไม่รู้ตัว
นอกจากเรื่องสงครามแล้ว ยังมีเรื่องราวมากมายที่บั่นทอนจิตใจในสังคม หวังผลสร้างความเกลียดชังผ่านโซเชียลมีเดียผ่านการคอมเมนต์ การแชร์ การบูลลี่ รวมถึงคำพูดรุนแรงหยาบคาย ถูกใช้เป็นอาวุธทำร้ายจิตใจผู้อื่น ในสังคมยังมีข่าวอีกจำนวนมาก เช่น อาชญากรรม เรื่องทุจริต และสิ่งที่ทำลายชาติมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือการแบ่งขั้วทางการเมือง สร้างให้ประชาชน 2 ฝ่ายเป็นศัตรูโกรธแค้นเกลียดชังกันเอง แล้วนักการเมืองก็คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากช่องว่างนี้
ในโลกที่มีความสับสนวุ่นวายไม่เคยจบสิ้น สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการสร้างความสงบให้ได้ในใจตัวเอง ไม่ตามกระแสสังคม เสมือนเป็นก้าวแรกที่ทำให้ชีวิตกลับมามีสติและความสุข บางคนพึ่งความเชื่อหลักธรรมคำสอนของศาสนา ช่วยขัดเกลาจิตใจให้อ่อนโยนและมีสติ เมื่อเกิดปัญหาก็สามารถแก้ไขผ่านไปได้ด้วยดี
การฝึกจิตจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มีสติ โดยมีแนวคิดการให้อภัยเป็นสำคัญ แม้ว่าจะต้องเผชิญความเลวร้ายมาแค่ไหนก็ตาม เพราะสิ่งที่ทำนอกจากจะอุทิศกรรมดีให้กับผู้อื่นแล้ว ยังเป็นการปลดปล่อยตัวเราเองจากพันธนาการของความเจ็บปวดที่เคยผูกเอาไว้ เพื่อให้ใจของเราได้เบาลง มีความรักความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ และความเมตตามากขึ้นอีกด้วย
ในเรื่องการให้อภัยนี้เอง มีการวิจัยในโครงการ Stanford Forgiveness Project ของ Fred Luskin ที่ศึกษาเรื่อง "การให้อภัย (Forgiveness)" กับผลต่อสุขภาพจิต สุขภาพกาย และความสัมพันธ์ เขาได้ทำการช่วยเหลือผู้สูญเสียสมาชิกครอบครัวจากความรุนแรงในไอร์แลนด์เหนือด้วยเทคนิคทางจิตวิทยาต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้ทำใจยอมรับความเป็นจริงรวมถึงการปล่อยวาง พบว่าอาการซึมเศร้าของผู้เข้าร่วมลดลงถึงร้อยละ 40 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความที่ว่าการปล่อยวางในชีวิตไม่ใช่เพียงเรื่องของศีลธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับสุขภาพร่างกายของตนเองด้วย
แม้ว่าสันติภาพในเรื่องของสงครามเป็นเรื่องยากที่จะสงบลงในเร็ววันนี้ ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวมากและเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าที่คนคนเดียวจะหยุดยั้งสงครามได้ แถมยังต้องเผชิญความวุ่นวายในสังคม เรียกว่าโดนไป 2 เด้ง แต่ถ้าเราทำใจให้สงบเพื่อหาสันติภาพในใจของเราเองก่อน ปิดประสาทการรับรู้ไปชั่วขณะ จะทำให้จิตใจสบายมากขึ้นจนเมื่อเจอกับปัญหาเล็กหรือใหญ่ก็สามารถผ่านมันไปได้ และถ้าทุกคนร่วมใจกันสร้างสันติภาพด้วยตัวเองได้แล้ว เชื่อว่าสันติสุขที่แท้จริงของโลกก็จะเกิดขึ้นจริง แม้ว่าจะอีกนานแค่ไหนก็ตาม

Peace on Paper ความท้าทายของหลักการสันติภาพ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ทุกประเทศเล็งเห็นถึงความบอบช้ำและความสูญเสียอย่างมหาศาล จึงร่วมกันก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อสร้างกติกาใหม่ยับยั้งความขัดแย้งไม่ให้เกิดสงครามในอนาคต แต่ในความจริงตั้งแต่มีการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้นมา ความขัดแย้งและสงครามก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ไม่ได้ขยายวงกว้างออกไปในแบบเดิมแค่นั้นเอง
ในปี ค.ศ.2025 จากรายงานของ Uppsala Conflict Data Program (UCDP) องค์กรวิชาการด้านสันติภาพและความขัดแย้ง และ Peace Research Institute Oslo (PRIO) สถาบันวิจัยอิสระ ชี้ตรงกันว่ามีความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับรัฐถึง 65 ความขัดแย้งใน 35 ประเทศ ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลหลังปี ค.ศ. 1946 และแน่นอนว่ามันรวมประเทศไทยกับกัมพูชาเข้ามาด้วย
ณ วันนี้มีนักวิชาการหลายท่านเริ่มวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงในการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 แม้ว่าที่ผ่านมาจะดูเหมือนโลกมีความสงบ แต่หลายประเทศยังคงมีความขัดแย้งและความเกลียดชังซ่อนอยู่ เห็นได้จากมีการแข่งขันสะสมอาวุธระหว่างประเทศคู่ขัดแย้ง การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เป็นผลให้ธุรกิจอุตสาหกรรมค้าอาวุธสงครามเฟื่องฟู บริษัทชั้นนำในการผลิตอาวุธสงครามมีออเดอร์สั่งเข้ามาจำนวนมาก หลายประเทศที่มีเงินก็ซื้ออาวุธสั่งได้อย่างไม่จำกัด ตรงกันข้ามกลไกสากลที่พยายามควบคุมเรื่องนี้กลับอ่อนแอลง เวทีสหประชาชาติแทบไม่มีความหมายอีกต่อไป
ในขณะที่องค์กรสหประชาชาติและประเทศมหาอำนาจที่เป็นความหวังในการสร้างสันติภาพกลับกลายเป็นตัวปัญหาแทน บางองค์กรยังเป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจในการควบคุมเพียงประเทศเล็ก ๆ เท่านั้น เนื่องจากมีเรื่องของผลประโยชน์และอิทธิพลเหนือหลักการร่วมอยู่ด้วยเสมอ ทั้งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือภูมิรัฐศาสตร์
อย่าลืมว่าองค์การสหประชาชาติไม่มีทหารเป็นของตัวเอง แถมเงินเดือนในตำแหน่งต่าง ๆ ของพวกเขาก็ได้มาจากประเทศสมาชิก โดยสหรัฐฯ เป็นประเทศที่จ่ายมากสุดถึง 22% แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางขององค์กรที่ไม่เป็นเอกภาพอย่างแท้จริง ประเทศมหาอำนาจไม่ต้องทำตามกฎที่ออกมาจากสหประชาชาติก็ได้
แล้วคำว่า ‘สันติภาพ’ จะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่? ถ้าเราย้อนมองกลับไปในอดีตจากประวัติศาสตร์โลก เราไม่สามารถหยุดสงครามได้เลย โดยสิ่งที่ทำให้เกิดสงครามมีหลายปัจจัย แต่หนึ่งในนั้นมาจากกิเลสของมนุษย์ โดยเฉพาะชนชั้นผู้ปกครองที่ยึดเอาผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองเป็นที่ตั้ง มันจึงเป็นเรื่องยากที่สงครามจะจบลงในเร็ววัน
สิ่งที่ทำได้จริงในตอนนี้คือการเจรจายับยั้งไม่ให้เกิดสงครามและความขัดแย้งให้ได้มากที่สุด ซึ่งอาจเป็นเรื่องของทฤษฎีการประนีประนอม ใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการเคารพกฎหมายสากล ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้กับคู่กรณีของประเทศเล็ก ๆ เท่านั้น แต่เชื่อว่าความขัดแย้งคงไม่ลุกลามไปทั่วโลกเหมือนอดีตที่ผ่านมา แม้อนาคตโลกของเราจะไม่เคยหยุดการสู้รบก็ตาม
เชื่อได้ว่าหากวันใดที่จิตใจของมนุษย์ทุกคนทุกหมู่เหล่ามีความประเสริฐแบบสุด ๆ แบ่งปันความรักความเมตตาระหว่างกัน คำว่า ‘สันติภาพ’ คงไม่ไกลเกินจริง



