อารยัน–ศากยะ–พระพุทธเจ้า ? คำถามที่แท้จริงไม่ได้จบแค่ใช่หรือไม่ใช่? หากแต่เป็นคำว่าอารยันหมายถึงอะไรในแต่ละยุค

อารยัน–ศากยะ–พระพุทธเจ้า ? คำถามที่แท้จริงไม่ได้จบแค่ใช่หรือไม่ใช่? หากแต่เป็นคำว่าอารยันหมายถึงอะไรในแต่ละยุค

หากมีคำถามใดที่สะท้อนการปะทะกันระหว่าง “ประวัติศาสตร์จริง” กับ “จินตนาการสมัยใหม่” ได้อย่างชัดเจน คำถามเรื่องสายเลือดของพระพุทธเจ้าก็คงเป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าพระองค์ทรงสืบเชื้อสายจากชาวอารยันโบราณและมีลักษณะทางกายภาพแบบดวงตาสีฟ้าและผมหยิกเป็นลายก้นหอย ซึ่งฟังดูใกล้เคียงกับภาพจำของชาวยุโรปมากกว่าชาวชมพูทวีป แต่เมื่อเรานำเรื่องนี้มาวางกางบนโต๊ะผ่านมุมของนักประวัติศาสตร์ คำถามที่แท้จริงไม่ได้จบแค่ใช่หรือไม่ใช่? หากแต่เป็นคำว่าอารยันหมายถึงอะไรในแต่ละยุค?  หลักฐานที่เรามีบอกอะไรได้ในข้อเท็จจริงบ้าง? ซึ่งบทความนี้จะพยายามตีแผ่ทุกแง่มุมแบบทีละขั้น จากศากยะ สู่คำว่าอารยัน จากคัมภีร์สู่โบราณคดี และจากอินเดียโบราณไปจนถึงเยอรมนียุคสมัยใหม่

พระพุทธเจ้า หรือพระนามเดิมคือเจ้าชายสิทธัตถะ โคตมะ ประสูติในกลุ่มชนที่เรียกว่า “ศากยะ (Śākya)” บริเวณเชิงเขาหิมาลัย ใกล้กับพื้นที่ลุมพินีในเนปาลปัจจุบัน ศากยะมิใช่อาณาจักรยิ่งใหญ่ หากเป็นรัฐขนาดเล็กแบบคณาธิปไตย (Oligarchic Republic) มีผู้นำหลายคนร่วมกันบริหาร รวมถึงมีความสัมพันธ์ทั้งทางเครือญาติและการเมืองกับรัฐใกล้เคียงอย่างแคว้นโกลิยะและแคว้นโกศล ในคัมภีร์พุทธโดยเฉพาะคัมภีย์อัมพัฏฐสูตรได้กล่าวว่าศากยะสืบเชื้อสายจากราชวงศ์ของพระเจ้า “โอกกากะ (Okkāka / Ikṣvāku)” ซึ่งเป็นกษัตริย์ในตำนานอินเดียโบราณ ทว่ากลับไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัด เพราะสิ่งหนึ่งที่พบทั่วไปในโลกโบราณคือราชวงศ์จำนวนมากในสมัยก่อนมักโยงตนเองเข้ากับวีรบุรุษหรือกษัตริย์ในตำนานเพื่อยกระดับสถานะ ไม่ใช่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ตรวจสอบได้โดยตรง

          หัวใจของความเข้าใจผิดทั้งหมดอยู่ที่คำว่า “อารยัน (Aryan)” ในบริบทอินเดียโบราณคำว่า ārya ไม่ได้หมายถึงเชื้อชาติ แต่หมายถึงผู้เจริญ ผู้มีวัฒนธรรม หรือผู้พูดผู้ใช้ภาษากลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่เรียกตนเองว่า “อารยัน” นั้นคือผู้ใช้ภาษาในตระกูลอินโด - อิหร่าน (Indo - Iranian) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลภาษาใหญ่ที่เรียกว่าอินโด - ยูโรเปียน หรือจะกล่าวให้ชัดที่สุดคือ “อารยัน” ในยุคพระเวท แทนความหมายในความเป็นอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรม ไม่ใช่เชื้อชาติ

กลับมาที่คำถามหลัก แล้วเมื่ออารยันแทนความหมายในอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรม ดังนั้นพระพุทธเจ้านั้นอยู่ในโลกของ “อินโด - อารยัน” หรือไม่..? คำตอบที่ได้คือใช่ พระพุทธเจ้าอยู่ในโลกของ “อินโด - อารยันในเชิงวัฒนธรรม” ด้วยเหตุผลสำคัญคือพระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาในกลุ่มเดียวกับมคธ/บาลี ซึ่งมีรากจากอินโด - อารยัน แนวคิดบางส่วน เช่น กรรม วรรณะ พราหมณ์ มีพื้นฐานจากสังคมเวท และภูมิภาคที่พระองค์ประสูติเป็นพื้นที่ที่วัฒนธรรมอินโด - อารยันแพร่ขยายมาแล้วหลายศตวรรษ ดังนั้นหากใช้คำว่า “อารยัน” ในความหมายดั้งเดิม องค์พระพุทธเจ้าสามารถถูกจัดอยู่ในโลกวัฒนธรรมอินโด-อารยันได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ไม่ใช่การบอกว่า…พระองค์มีเชื้อสายบริสุทธิ์แบบใดแบบหนึ่ง…

งานวิจัยทางพันธุกรรมและการสืบสายเลือดเผ่าพันธุ์สมัยใหม่ ชี้ว่าประชากรในอนุทวีปอินเดียเกิดจากการผสมกันของกลุ่มใหญ่สองกลุ่มคือ

Ancient Ancestral South Indians (AASI) กลุ่มประชากรมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เป็นนักล่าและเก็บของป่า (Hunter-gatherers) กลุ่มแรก ๆ ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในอนุทวีปอินเดียเมื่อประมาณ 50,000 - 65,000 ปีที่แล้ว มีความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมกับกลุ่มชาวเอเชียตะวันออกและชาวอันดามัน ถือเป็นบรรพบุรุษหลักของประชากรในเอเชียใต้ปัจจุบัน ซึ่งผลการศึกษาดีเอ็นเอจะพบ AASI ในสัดส่วนที่สูงในกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองอินเดียใต้และศรีลังกา เช่น ชาว Paniya ชาว Irulas ชาว Vedda

Ancient Ancestral North Indians (มีองค์ประกอบจากอินโด - อารยัน) กลุ่มประชากรโบราณที่เป็นบรรพบุรุษทางพันธุกรรมกลุ่มหนึ่งของชาวอินเดียในปัจจุบันโดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคเหนือ มีสายเลือดเชื่อมโยงกับกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์จากทุ่งหญ้าสเตปป์ (Steppe pastoralists) ในเอเชียกลางซึ่งอพยพเข้ามาอนุทวีปอินเดียเมื่อประมาณ 4,000–1,800 ปีก่อนคริสตกาล เกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของภาษาอินโด - อารยัน (Indo - Aryan languages) แต่ไม่ใช่ประชากรบริสุทธิ์ เพราะเป็นการผสมของสายเลือดชาวอิหร่านโบราณ (Iranian-related Ancestry) และสายเลือดจากทุ่งหญ้าสเตปป์ จนเมื่อเวลาผ่านไปได้ผสมกับกลุ่มบรรพบุรุษอินเดียใต้ (AASI - Ancestral South Indians) โดยประชากรทางเหนือของอินเดียปัจจุบันมักจะมีสัดส่วนสายเลือด ANI สูงกว่าประชากรทางใต้

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น นั่นหมายความว่าแนวคิดเรื่อง “เชื้อสายอารยันแท้” เป็นสิ่งที่แทบไม่มีอยู่จริงในเชิงชีววิทยา และการพยายามจัดพระพุทธเจ้าให้อยู่ในเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่งแบบบริสุทธิ์… จึงถือเป็นการใช้กรอบแนวคิดสมัยใหม่ไปครอบอดีต

อีกหนึ่งในข้ออ้างสำคัญคือพระพุทธเจ้ามีดวงตาสีฟ้าและผมหยิกเป็นลายก้นหอย? แต่เมื่อพิจารณาจากคัมภีร์อย่างละเอียดจะพบว่าดวงตาสีฟ้า คำบาลีที่ใช้คือ “นีละ (nīla)” ซึ่งแปลได้หลากหลาย เช่น น้ำเงินเข้ม ดำอมคราม เป็นต้น นักวิชาการจำนวนมากจึงลงความเห็นว่าควรตีความไปเป็นดวงตาสีเข้มลึกมากกว่าสีฟ้าแบบยุโรป ส่วน ผมหยิกก้นหอยเป็นส่วนหนึ่งของ “มหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ” ซึ่งเป็น ลักษณะเชิงอุดมคติของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อบันทึกลักษณะทางกายภาพจริง แต่เป็นการสื่อถึงความสมบูรณ์แบบเหนือมนุษย์ ซึ่งบางครั้งเราต้องคิดคำนวณถึงหลักศิลปะที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน เพราะศิลปะหลาย ๆ วัฒนธรรมก็ทำให้รูปลักษณ์พระพุทธเจ้าเปลี่ยนแปลงออกไปได้ อย่างศิลปะคันธาระ (ได้รับอิทธิพลกรีก) ทำให้พระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเป็นแบบยุโรป หรือศิลปะจีนก็มีพระพักตร์แบบจีนและศิลปะไทยก็มีพระพักตร์แบบไทย ซึ่งแบ่งตามยุคสมัยออกไปได้อีกดังเช่นรูปปั้นพระพุทธเจ้าสมัยสุโขทัย อยุธยา หรือรัตนโกสินทร์  มาถึงตรงนี้จะแสดงให้เห็นแล้วว่าภาพลักษณ์ของพระพุทธเจ้าไม่เคยคงที่ แต่ถูกสร้างใหม่ตามวัฒนธรรมและกาลเวลาต่างหาก

คำถามสำคัญคือพระพุทธเจ้าเป็นอารยันแบบเดียวกับชาวเยอรมันหรือไม่? คำตอบที่ผมสามารถให้ได้ในตอนนี้คือไม่ใช่โดยสิ้นเชิง คำว่า “Aryan” ในยุโรปโดยเฉพาะอุดมการณ์นาซี ถูกนิยามใหม่ให้หมายถึงเชื้อชาติผิวขาวสายพันธุ์นอร์ดิกและความเหนือกว่าทางเชื้อชาติ ถือเป็นการบิดเบือนในยุคใหม่ที่ไม่มีพื้นฐานจากความหมายดั้งเดิมในอินเดียเลย ความจริงมีเพียงว่าภาษาอินโด - อารยันและภาษาเยอรมันมีรากร่วมในตระกูลอินโด - ยูโรเปียนซึ่งย้อนกลับไปไกลหลายพันปี และการมีบรรพบุรุษทางภาษาเดียวกัน… ไม่ได้แปลว่าเป็นหรือมีเชื้อชาติเดียวกัน…

เมื่อแยกทุกชั้นของข้อมูลออกจากกันแล้ว เราจะเห็นภาพชัดเจนว่า

ข้อที่หนึ่ง พระพุทธเจ้ามาจากกลุ่มศากยะซึ่งอยู่ในโลกวัฒนธรรมอินโด-อารยัน

ข้อที่สอง “อารยัน” ในบริบทโบราณหมายถึงภาษาและวัฒนธรรม ไม่ใช่เชื้อชาติ

ข้อที่สาม ไม่มีหลักฐานว่าพระองค์มีลักษณะทางกายภาพแบบยุโรป

ข้อที่สี่ คำบรรยายเรื่องดวงตาและเส้นผมเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา

ข้อที่ห้า อารยันในอินเดียไม่ใช่อารยันในความหมายของชาวเยอรมันยุคใหม่

และประเด็นข้อสุดท้ายถึงการตั้งสมมุติฐานอารยัน – ศากยะ – พระพุทธเจ้านี้ขึ้นมา เหตุใดผู้คนจึงพยายามผูกพระพุทธเจ้าเข้ากับเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง? คำตอบง่าย ๆ ครับ มีคนจำนวนไม่น้อยต้องการสร้างความภาคภูมิใจทางอัตลักษณ์ โดยใช้บุคคลสำคัญเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์นั่นเอง เพียงเพื่อจะชักจูงคน หาแนวร่วม หรือรวบรวมก่อตั้งชักนำคนให้ไปในทิศทางเดียวกัน การกล่าวอ้างถึงบุคคลสำคัญหรือผูกเรื่องราวไปยังมหาบุรุษผู้หนึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่สามารถชักจูงใจคนได้ง่ายกว่า แต่เมื่อมาถึงบทสรุปที่แท้จริง เมื่อตั้งสติและคิดตรึกตรองให้ถ้วนถี่ จะทำให้เห็นได้ว่า ท้ายที่สุดพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงเปลี่ยนโลกเพราะสายเลือด หากแต่เป็นเพราะ “ความคิด” และ “คำสอน” ผ่านพระไตรปิฎกและพระสูตรที่ท้าทายโครงสร้างสังคมเดิม บางทีการพยายามนิยามพระองค์ด้วยคำว่า “อารยัน” หรือ “ไม่อารยัน” อาจเป็นการลดทอนความสำคัญของพระองค์ลงให้เหลือเพียงกรอบแคบ ๆ ที่โลกยุคใหม่สร้างขึ้นเอง เพราะในประวัติศาสตร์จริง สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ว่าพระองค์มาจากไหน…

…แต่คือสิ่งที่พระองค์ทำให้มนุษย์ทั้งโลก “ไปได้ไกลกว่าเดิม”

อารยัน–ศากยะ–พระพุทธเจ้า ? คำถามที่แท้จริงไม่ได้จบแค่ใช่หรือไม่ใช่? หากแต่เป็นคำว่าอารยันหมายถึงอะไรในแต่ละยุค