The Mind Behind Imagination ห้วงความคิดของ (คุณหมอ) นักเล่าเรื่อง นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ

The Mind Behind Imagination ห้วงความคิดของ (คุณหมอ) นักเล่าเรื่อง นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ

หากย้อนกลับไปราว 30 ปีก่อน นามปากกา ‘พงศกร’ จะเป็นที่คุ้นเคยและมีชื่อเสียงแนวลึกลับ สืบสวนสอบสวน โดยตัวนักเขียนเองมีจุดต่างจากนักเขียนท่านอื่น นั่นคือการเป็นคุณหมอที่มีความสามารถในเชิงวรรณศิลป์ ถ่ายทอดเรื่องราวบนหน้ากระดาษออกมาได้อย่างลึกซึ้งและชวนติดตาม

นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ นักเขียนที่ผ่านกาลเวลามาตั้งแต่ยุครุ่งเรืองของสื่อสิ่งพิมพ์ มีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารและสำนักพิมพ์ชั้นนำจำนวนมาก นอกจากนี้นวนิยายหลายเรื่องของท่านยังถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์มากมาย และเมื่อสังคมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่นักเขียนหลายคนค่อย ๆ เลือนหายไปจากวงการ แต่คุณหมอยังคงทำงานเขียนอย่างต่อเนื่องเหมือนเดิม พร้อมทั้งรวมกลุ่มเพื่อนนักเขียนสร้างเว็บไซต์ ‘อ่านเอา’ (www.anowl.co) ที่ช่วยส่งเสริมวรรณกรรมในโลกออนไลน์ ตลอดจนก่อตั้งสำนักพิมพ์ GROOVE PUBLISHING และ NEXT PUBLISHING เพื่อรักษาพื้นที่ของคนรักนิยายให้ยังคงมีลมหายใจอยู่เสมอ

จุดเริ่มต้นของความฝันบนหน้ากระดาษ

คุณหมอเติบโตมาในครอบครัวนักอ่าน โดยมีคุณพ่อเป็นทหารและคุณแม่เป็นครูซึ่งทั้งสองคือนักอ่านตัวยง ทำให้ท่านเติบโตมาในบรรยากาศของกองหนังสือและนิตยสาร ได้ซึมซับเอาสาระบันเทิงจากนิยายหรือเรื่องสั้นแทบทุกวัน จนกระทั่งเริ่มอยากจะเป็นนักเขียน จึงส่งแต่งเรื่องประกวดตามนิตยสารที่เปิดรับในสมัยนั้น

 “งานเขียนแรกจริง ๆ ของผมเริ่มจากการส่งประกวดคอลัมน์ ทั้งเรื่องสั้นและแต่งเรื่องจากภาพ ได้ลงพิมพ์บ้างไม่ได้ลงบ้าง แต่เรื่องที่เป็นชิ้นเป็นอันและได้ตีพิมพ์จริง ๆ คือเรื่องสั้นชื่อ ‘ปุกปุย’ (คนละเรื่องกับที่เป็นภาพยนตร์) เป็นเรื่องราวของกระต่าย 2 ตัวที่มีเด็กคนหนึ่งเลี้ยงแล้วปล่อยกลับไปในป่า วันหนึ่งเกิดอันตรายมีคนมาล่าสัตว์ยิงปืน กระต่ายก็เห็นว่าบ้านนี้คือเซฟโซนจึงกลับมาหาเด็กที่เคยเลี้ยงมันอีกครั้ง เป็นความคิดเด็ก ๆ สั้น ๆ ที่มาจากตอนนั้นบังเอิญผมเลี้ยงกระต่ายอยู่และเห็นพฤติกรรมของมันจึงเอามาเขียนเป็นเรื่องสั้น เขียนจบแล้วก็ส่งไปที่นิตยสารเด็กชื่อ ‘สวิตา’ (นิตยสารเล็ก ๆ ที่ออกมาได้ประมาณ 8 – 9 ปีก็ปิดตัวไป) เรื่องนี้ผมได้รับเลือกลงตีพิมพ์ ตอนนั้นตื่นเต้นมาก เด็กอายุประมาณ 10 - 11 ขวบ ได้รับค่าตอบแทน 200 บาท ซึ่งในปี พ.ศ. 2524 – 2525 ถือว่าเยอะมากสำหรับเด็ก ป.5 - ป.6 ทำให้รู้สึกว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือความภูมิใจและทำให้รู้สึกสนุกกับการเขียนตั้งแต่นั้นมาครับ”

 “ในช่วงอายุประมาณ 11 ปีนี้เองก็มีความคิดว่าอยากทำนิตยสาร จึงชวนเพื่อนแถวบ้านมานั่งทำด้วยกัน เป็นวารสารทำมือเล็ก ๆ แบ่งกันเขียนคนละหน้า แล้วเอามาเย็บรวมเล่ม ผลัดกันอ่าน ตั้งชื่อว่า ‘ละแวกบ้านเรา’ ที่พูดว่าทำเล่น ๆ แต่ก็ทำต่อเนื่องได้ถึง 25 เล่ม ออกประมาณอาทิตย์ละเล่มบ้าง สองอาทิตย์เล่มบ้าง เดือนละเล่มบ้าง แล้วแต่ช่วงเวลาเรียน สุดท้ายพอทำได้ 20 กว่าเล่มก็ต้องเลิกไป เพราะเพื่อน ๆ ในกลุ่มแยกย้ายกันไปเรียนที่อื่น นิตยสารทำมือเล่น ๆ นี้เลยหายไป แต่ผมคิดว่านั่นเป็นพื้นฐานที่ทำให้จากนักอ่านเริ่มอยากจะเขียน เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ต่อมานำไปสู่การเขียนนวนิยายเรื่องยาวอย่างจริงจังมากขึ้นครับ”

เส้นทางสู่การเป็นแพทย์และนักเขียน

แม้ว่าจะรักในการเขียนเพียงใด แต่เรื่องการศึกษานั้นต้องมาก่อน คุณหมอใฝ่ฝันอยากเรียนโบราณคดีเพราะชื่นชอบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แต่เหตุผลสำคัญที่ต้องการเรียนแพทย์มาจากคุณพ่อป่วยหนักและเสียชีวิตอย่างกะทันหัน โดยที่แพทย์ไม่ได้สื่อสารให้เข้าใจนัก จึงเป็นเรื่องที่ยังค้างอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้ จุดนี้เองกลายเป็นแรงผลักดันให้คุณหมอตัดสินใจเรียนแพทย์ จนสามารถสอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ และแม้จะเรียนหนักเพียงใด แต่เรื่องงานเขียนก็ยังคงฝึกฝนผ่านการทำงานในกองบรรณาธิการวารสารของคณะแพทยศาสตร์อยู่เป็นระยะ เปรียบเสมือนการฝึกฝีมือที่ช่วยรักษาทักษะนี้ไว้          

เมื่อเรียนจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในเวลาต่อมาได้มีโอกาสไปเรียนต่อด้านเวชศาสตร์ครอบครัวที่ The Pennsylvania State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว เน้นการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมตั้งแต่ร่างกาย จิตใจ และบริบทของครอบครัว (ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส แผนก BDMS Corporate Communication โรงพยาบาลกรุงเทพ) การทำงานด้านนี้ทำให้ท่านได้สัมผัสผู้คนที่หลากหลายอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งบางส่วนถูกนำไปใช้ในการแต่งเรื่องราวของตัวละครในนิยายอีกด้วย

 “การทำงานเป็นแพทย์และต้องเขียนหนังสือไปด้วย จนบางคนสงสัยว่าทำได้ยังไง ผมเชื่อว่าคนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ความจริงผมเองก็มีช่วงที่ขี้เกียจ บางทีกลับบ้านไปก็ไม่อยากทำอะไร อยากนอนบ้าง แต่ถามว่างานแพทย์เยอะแล้วยังผลิตงานเขียนออกมาได้เยอะได้ยังไง ต้องบอกว่าอย่างแรกต้องทำงานต่อเนื่อง อย่างที่สองต้องมีวินัย ด้วยความที่มีสิ่งที่อยากเขียนเยอะมาก จนถึงวันนี้ก็ยังมีเรื่องที่อยากเขียนอีกเยอะ แต่โชคดีที่ตอนนี้ทำงานในเวลาราชการประมาณ 9 โมงถึง 17 นาฬิกา กลับไปบ้านจึงมีเวลาเขียนงานได้ ผมจึงพยายามเขียนทุกวันครับ”

วิทยาศาสตร์ ความเชื่อ และแรงบันดาลใจ

งานเขียนของคุณหมอจะมีชื่อเสียงในด้านนวนิยายแนวลึกลับ ผจญภัย และโบราณคดี จนเมื่อทำงานเขียนไปได้สักระยะ นวนิยายเรื่อง ‘สร้อยแสงจันทร์’ ก็ไปเข้าตาผู้จัดละครโทรทัศน์ ได้รับการติดต่อเพื่อดัดแปลงไปทำเป็นละคร นับได้ว่าเป็นนวนิยายเรื่องแรกที่เข้าสู่จอแก้ว เป็นความสำเร็จในช่วงแรกของนักเขียนและถือเป็นรางวัลชิ้นสำคัญที่สร้างกำลังใจให้เกิดผลงานชิ้นต่อ ๆ ไป

“งานเขียนส่วนใหญ่ของผมคนอาจมองว่าเป็นแนวลึกลับ เรื่องผี เรื่องเหนือจริง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์มันก็อาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน วิทยาศาสตร์คือกระบวนการศึกษาอะไรบางอย่างที่จะหาคำตอบของบางเรื่อง แต่ผมมองว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่มากจนวิทยาศาสตร์อาจจะเล่าไม่ได้ทุกเรื่อง อธิบายไม่ได้ทุกเรื่อง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีหรือไม่ถูก อย่างเรื่องง่าย ๆ เลยคือคลื่นวิทยุ พอเรามีมือถือมีสัญญาณ เราโทรคุยได้แต่เรามองไม่เห็น แล้วเราจะบอกว่ามันไม่มีก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวิทยาศาสตร์กับเรื่องเหนือจริงบางครั้งก็เป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ทุกเรื่องเท่านั้นเอง

“มีหลายท่านถามผมอยู่เรื่อย ๆ เลยว่าเวลาเขียนเรื่องผีเคยเจอผีไหม เวลาจะเขียนอะไรเคยเกิดนิมิตหมายหรือมีอะไรแปลก ๆ เหนือจริงเกิดขึ้นกับตัวเองหรือเปล่า ต้องเรียนว่าจริง ๆ ไม่ค่อยมี ผมอาจจะไม่มีเซนส์ด้านนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขียนงานแต่ละชิ้นคือการหลั่งไหลของข้อมูล อย่างเวลาผมเขียนนวนิยายบางเรื่องที่มีความติดขัด นึกไม่ออก อย่างเรื่อง ‘เปลวกนก’ ผมหาข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปัญหาคือตอนนั้นผมเล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบ้านบางเบิด จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ แต่ไม่รู้วิถีชีวิตชาวบ้านเขาอยู่กันยังไง วันหนึ่งผมไปเดินงานหนังสือแห่งชาติ แล้วไปเจอหนังสืออัตชีวประวัติของ ‘หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา’ ท่านได้ย้ายครอบครัวไปบุกเบิกทำการเกษตรอยู่ที่บ้านบางเบิด ซึ่งตรงกับเนื้อเรื่องที่เขียนพอดี ตอนนั้นขนลุกเพราะได้คำตอบที่ตามหามานาน

“เรื่อง ‘สาวหลงยุค’ ก็เหมือนกัน เนื้อเรื่องต้องเกี่ยวข้องกับ ‘โรงละครปรีดาลัย’ ซึ่งเป็นโรงละครร้องแห่งแรกในสยาม วันหนึ่งพี่ที่รู้จักชวนไปกินมนต์นมสด แถวเสาชิงช้า จากนั้นก็พาเดินเที่ยวไปแพร่งนรา จนเจอตึกหนึ่งเขาบอกว่าที่นี่เคยเป็น ‘ปรีดาลัย’ ผมก็เออ เราไม่เคยรู้เลย เพราะเมื่อหลายสิบปีก่อนข้อมูลทางออนไลน์ไม่ได้เยอะเหมือนสมัยนี้ สิ่งที่ผมพบอาจไม่ใช่ผี แต่เป็นบางอย่างที่ดลบันดาลส่งคำตอบให้ในสิ่งที่กำลังสงสัย ผมจะเจอความมหัศจรรย์ในลักษณะแบบนี้มากกว่าครับ”

เทคนิคการเขียนนวนิยายสไตล์คุณหมอ

“อันนี้เป็นมุมมองและประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ ผมมองว่าการจะเขียนนวนิยายหนึ่งเรื่องต้องมีพล็อตก่อน พล็อตคือเรื่องจะดำเนินไปอย่างไร แต่สิ่งที่ต้องมาก่อนพล็อตคือเรื่องนี้เราอยากบอกอะไรกับคนอ่าน จากจุดเริ่มต้นเราก็คิดแล้วว่าเรื่องจะเดินทางไปอย่างไร หลังจากนั้นค่อยมีตัวละครที่มีบทบาทเพื่อพานวนิยายไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุด จุดมุ่งหมายที่เป็น Main Idea ที่อยากจะเล่า เพราะฉะนั้นการเขียนนิยายเรื่องหนึ่งต้องประกอบด้วยหลายส่วนมาก และต้องใช้เวลาในการประกอบจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นจนเห็นเป็นภาพใหญ่ ผมถึงจะเริ่มเขียนออกมา นี่เป็นวิธีการทำงานส่วนตัว อาจมีนักเขียนบางท่านที่มีความสามารถอีกแบบนั่นคือเขียนไปด้วยคิดไปด้วยก็มี แต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้

“อย่างเช่นตอนที่ผมจะเขียนนิยายเรื่อง ‘สาปภูษา’ ตอนนั้นไปเดินพิพิธภัณฑ์ช่วงที่มีการแสดงผ้าโบราณในราชสำนักอยู่ ผมเห็นผ้าห่มสะบักผืนหนึ่งซึ่งเป็นผ้าที่ใช้ทับสไบอีกทีนำมาโชว์ มันสวยมากแต่มีรอยเปื้อน ซึ่งน่าจะเป็นรอยของกาลเวลา อาจเป็นฝุ่นหรืออะไรก็ตาม แต่ด้วยความที่ใช้จินตนาการ ผมก็คิดว่าเอ๊ะ! มันเป็นรอยอะไร รอยเลือดไหม ถ้าเป็นรอยเลือดแล้วเลือดของใคร ทำไมมาอยู่ตรงนี้ ประกอบกับที่มีพล็อตและ Main Idea ที่อยากจะเล่าให้คนฟังอยู่แล้ว ผมก็เลยเอาสองอย่างมาประกอบกัน กลายเป็นเรื่องของหยดเลือดที่ ‘เจ้าสีเกด’ เอาเข็มจิ้มนิ้วแล้วหยดเลือดลงไปสาปแช่ง

“ประกอบกับผมเคยเจอบางคนที่มีความโกรธแค้นมาก ๆ จนไม่ปล่อยวางสักที แม้คนที่เขาโกรธจะตายไปแล้วก็ยังไม่หายโกรธ ผมรู้สึกว่าเขาทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ก็เลยคิดว่าคนเราโกรธได้ แต่ถ้าโกรธแบบไม่รู้จักปล่อยวาง  สุดท้ายแล้วเรามีความสุขจริง ๆ หรือเปล่า จึงกลายเป็นแก่นความคิดของ ‘สาปภูษา’ ว่าความโกรธจริง ๆ แล้วทำร้ายใครกันแน่ แล้วถ้าเราโกรธมาก ๆ จนถึงจุดหนึ่ง เลือกที่จะปล่อยวางดีกว่าไหม นี่เป็น Main Idea โดยสร้างพล็อตให้มีผู้หญิงคนหนึ่งโกรธชะตาชีวิต โกรธผู้คนต่าง ๆ มากมายจนไปปักผ้าสาปแช่ง 

“สุดท้ายเมื่อดำเนินไปจนถึงตอนจบ ตัวละครทุกคนก็จะเรียนรู้ว่าความโกรธดีจริง ๆ หรือเปล่า จะดีกว่าไหมถ้าเราให้อภัยและวางความโกรธลง นี่คือจาก Main Idea มาเป็นพล็อต หลังจากนั้นจึงค่อยมีตัวละครเข้ามาว่าใครจะเป็นตัวแทนของเรื่องอะไร ซึ่งแน่นอนต้องมีข้อมูลเข้ามาใช้ด้วย เพื่อให้นวนิยายสมจริงน่าเชื่อถือ และสนุกน่าอ่านมากขึ้นครับ”

ศิลปะของการสร้างตัวละคร

“ถ้าลองสังเกตดี ๆ ตัวละครเอกของผมมักเป็นผู้หญิง เพราะผมว่าบุคลิกของผู้หญิงมีความละเอียดอ่อนกว่าผู้ชาย มีความสนอกสนใจในบางเรื่องบางประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าด้วยความที่เป็นโทนนิยายลึกลับ สืบสวนสอบสวน ตัวเอกเป็นผู้หญิงจะเหมาะกับบุคลิกของนวนิยายและตัวละคร ประกอบกับนักอ่านนิยายส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิง เวลาเราอ่านนิยายหรือหนังสือสักเรื่องหนึ่ง เรามักจะจินตนาการว่าเราเป็นตัวเอก เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันจะ Connect ง่ายกับนักอ่านที่เป็นสุภาพสตรี

 “แต่จุดยากที่สุดของการเขียนนวนิยายหนึ่งเล่มที่เจอบ่อยเลย นั่นคือความเป๋ออกไปจากเส้นทางหลักที่เราวางเอาไว้ เพราะเวลาเราเขียนนวนิยายสักเรื่อง เราจะมีเส้นทางว่าเกิดอะไรขึ้น ดำเนินไปยังไง แล้วก็จบยังไง แต่พอเวลาเขียนจะมีตัวละครหลากหลาย แล้วตัวละครบางตัวพอเราเขียนไปเราจะพบว่าเขามีคาแรกเตอร์บางอย่างที่น่าสนใจมาก จนบางครั้งเราเผลอตามตัวละครนั้นไป พาเรื่องออกจากเส้นหลักไป ซึ่งกว่าจะตบเข้ามาก็ยากมาก เพราะฉะนั้นผมว่ามันเป็นสิ่งที่นักเขียนต้องหนักแน่นกับพล็อตที่เราวางไว้แล้ว ไม่งั้นเรื่องมันจะกลายเป็นว่าคนอ่านติดตามคนนี้มาดี ๆ อ้าว! ทำไมกลายเป็นว่าคนนี้น่าสนใจแล้วล่ะ ตัวเอกหายไปไหน อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวังด้วย”

วินัยสำคัญกว่า ‘Feeling’

“อย่างที่เรียนไปแต่แรกว่าเรื่องของการเขียนแบบมืออาชีพ วินัยเป็นสิ่งสำคัญนะครับ นักเขียนหลายท่านที่ผมเคยได้พูดคุยด้วยจะแนะนำว่าเขียนเถอะ ยังไงก็ต้องเขียนทุกวัน วันนี้ไม่อยากเขียนหรือนึกไม่ออกก็เขียนอะไรก็ได้นิด ๆ หน่อย ๆ  ให้มันได้ฝึกมือ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องของวินัยเราต้องตั้งเอาไว้เป็นสิ่งสำคัญ

“เรื่องของ Emotion หรือ Feeling มีไหม มันก็มีส่วนช่วย แต่ผมมองว่าลึก ๆ แล้วถ้าจะบอกว่าวันนี้ผมไม่มี Feeling เขียนเลย งั้นต้องย้อนกลับไปตรงที่เราคุยกันประเด็นเรื่อง Work Life Balance นั่นแหละ ที่ไม่มี Feeling เพราะนอนแค่ 2 ชั่วโมงหรือเปล่าเมื่อคืน วันนี้มันก็เลยไม่สดชื่น หรือกำลังมีปัญหาสุขภาพหรือเปล่า อาจจะเป็นเบาหวานน้ำตาลสูงมาก อย่างนี้มันก็อ่อนเพลีย Feeling ก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นผมคิดว่า Feeling เป็นปลายเหตุ แต่ต้องดูว่าอะไรที่ทำให้เราไม่มีมัน ย้อนกลับไปดูอีกนิดหนึ่ง เมื่อแก้ปัญหาถูกจุด มันก็จะแก้เรื่อง Feeling ได้

“อีกอย่างคือต้องเซตวินัยตัวเองไว้ นักเขียนหลายท่านที่ผมรู้จัก ขออนุญาตยกตัวอย่าง ‘คุณกฤษณา อโศกสิน’ ท่านจะทำภารกิจประจำวันเสร็จ 9 โมงเช้า นั่งเขียนงานถึงเที่ยงปุ๊บก็หยุดพัก บ่ายโมงมาเขียนต่อจนถึง 4 โมงเย็น หลังจากนั้นไม่เขียนแล้ว อันนี้คือวินัยของท่านซึ่งทำมา 40 - 50 ปี

“หรืออย่างของผมเองก็จะทำงานจนถึงตอนเย็น เสร็จกินข้าว พาหมาวิ่งเล่น พอ 2 ทุ่มผมจะนั่งเขียนงานถึงประมาณ 3 – 4 ทุ่มแล้วนอน ถ้าวันนั้นมันต่อเนื่องหน่อยก็อาจจะเขียนจนดึก แต่ผมทำแบบนี้ทุกวันครับ ฉะนั้นมันก็เลยเป็นคำตอบว่าทำไมปีหนึ่งผมมีงานออกมาหลายเรื่อง เพราะเราทำแบบนี้อย่างสม่ำเสมอ แค่มีข้อยกเว้นบ้าง คนเราทำงานยังมีลาพักร้อน ผมก็อาจจะมีบางสัปดาห์ที่ไม่เขียนอะไรเลยเหมือนกันครับ”

มุมมอง AI ในงานเขียน

“ถ้าพูดถึงจำนวนงานเขียนของผมที่เยอะ เนื่องจากทำงานมาเกือบ 30 ปีกับงานเขียน 70 กว่าเล่ม หากคิดเฉลี่ยต่อปีก็ 1 - 3 เรื่องแค่นั้นเอง เป็นงานที่สะสมมาเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้ตัวเลขจึงดูเยอะ ส่วนเรื่อง AI (Artificial Intelligence) ปัจจุบันก็มีคนเอามาใช้ช่วยงานทั้งงานเขียน งานวาด งานวิจัย ซึ่งผมมองว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยมนุษย์ เพียงแต่เราต้องมีวิธีใช้งานไม่ให้มันมาครอบงำเรา ใช้เพื่อให้มันช่วยค้นหาข้อมูลต่าง ๆ จะย่นเวลาได้มากขึ้น

“ผมมองว่าสิ่งสำคัญที่สุดของงานเขียนคือจินตนาการซึ่งต้องเกิดขึ้นในตัวตนของคนเรา ผมคิดว่า AI เก่งในเรื่องของการรวบรวมข้อมูล เป็นการดึงเอาข้อมูลต่าง ๆ มาใช้แล้วประกอบร่างกัน สิ่งนั้นไม่ใช่จินตนาการ แต่มันเก่งเพราะมีฐานข้อมูลเยอะและดึงจากที่ต่าง ๆ มาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์ต่างจาก AI คือเรื่องของจินตนาการ มันสำคัญมากสำหรับงานเขียน มันทำให้งานของเรามีความใหม่ มีความน่าสนใจอยู่เสมอ ถามว่า AI ทำได้ไหม พอมันรวบรวมข้อมูลจากทั่วโลกก็จะมีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ แต่จินตนาการจะขาดหายไปและเสน่ห์ของภาษาหรือคำก็จะไม่เหมือนมนุษย์เขียน เพราะฉะนั้นถ้าเราไปอ่านงาน AI เราจะรู้สึกว่านี่ไม่ใช่งานที่มนุษย์เขียน วันนี้ผมมองว่านี่คือจุดต่างระหว่างมนุษย์กับ AI ครับ

“AI เป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยดึงข้อมูล สมัยก่อนเราอยากรู้เรื่องอะไรสักเรื่องก็ต้องไปห้องสมุด พอมายุค Google ยุคอินเทอร์เน็ตก็เข้าไปค้น แต่ต้องค้นจากหลายแหล่ง พอมี AI มันคลิกทุกอย่างแล้ววิเคราะห์มาให้เรา ผมว่ามันก็ช่วยได้ ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์จากมันครับ”

‘อ่านเอา’ พื้นที่ออนไลน์ของคนรักการอ่าน

ปัจจุบันเนื้อหาต่าง ๆ ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว คอนเทนต์จำนวนมากถูกย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์ ส่งผลกระทบต่อวงการสื่อสิ่งพิมพ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณหมอและเพื่อนนักเขียนเลือกที่จะปรับตัวแทนที่จะหยุดสร้างสรรค์ผลงาน จนเกิดเป็นเว็บไซต์ ‘อ่านเอา’ (www.anowl.co) เปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากนักเขียนสู่ผู้บริหารสื่อออนไลน์ แน่นอนว่าย่อมมีค่าใช้จ่ายในการดูแลแพลตฟอร์มควบคู่ไปกับงานเขียน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายอย่างมาก

“ต้องบอกว่าตอนช่วงปี พ.ศ. 2550 กว่า ๆ มันเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงของวงการนิตยสารไทย ตอนนั้นเราจะเห็นการปิดตัวของนิตยสารต่อ ๆ กัน ถามว่าตกใจไหมก็ตกใจ เพราะเราอาจจะอยู่แต่ในแพลตฟอร์มที่เป็น Hard Copy (สื่อสิ่งพิมพ์ที่จับต้องได้) อย่างเดียว นักเขียนบางท่านตกใจแล้วหยุดเขียนไปเลยก็มี แต่หลายท่านยังอยากเขียนอยู่ ผมเองไม่มีนิตยสารแต่ก็อยากเขียน ตอนนั้นเริ่มมีการเข้ามาของแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว เราคิดว่านิตยสารไม่มีไม่เป็นไร เดี๋ยวเรามาทำแพลตฟอร์มออนไลน์กันดีกว่า แล้วเอานิยายที่เราเขียนแล้วแต่เดิมลงนิตยสารมาลงตรงนี้แทน เกิดเป็นเว็บไซต์ชื่อ ‘อ่านเอา’ ขึ้นมา โดยเป็นการรวมตัวของผม คุณกิ่งฉัตร  พี่เอียด ปิยะพร ศักดิ์เกษม ทั้งหมดมารวมกันทำ แล้วก็มีน้อง ๆ ที่เป็นทีมงานเบื้องหลังร่วมก่อตั้งอีกหลายท่าน

‘อ่านเอา’ ตอนนี้เปิดตัวมาประมาณ 7 ปีแล้วครับ ตั้งใจว่าจะเป็นพื้นที่ที่นำเสนอนวนิยายแบบฟรีคอนเทนต์ คนอ่านเข้ามาอ่านได้เลยแบบไม่ต้องเสียเงิน โดยพวกผมอาจต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินเข้ามาเลี้ยงเว็บไซต์ หลังจากทำเว็บไซต์ขึ้นก็มีนักเขียนหลายรุ่นเอานิยายมาลงให้ได้อ่านกัน เช่น พ่อครูมาลา คำจันทร์ คุณกฤษณา อโศกสิน พี่นก โสภี พรรณราย ฯลฯ และอีกหลายคนที่เป็นพี่ ๆ น้อง ๆ ในวงการวรรณกรรมนี่แหละ ทุกคนมีไฟมีใจเขียนนิยายอยู่แล้วก็เอามาลงในนี้ เราจะทำตัวคล้าย ๆ กับนิตยสาร ให้อ่านกันสัปดาห์ละตอนไปจนจบเรื่องครับ”

ปัจจุบันคุณหมอยังคงเขียนนวนิยายแนวลึกลับเหนือจริงผสานประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลเว็บไซต์ ‘อ่านเอา’ แหล่งรวมนวนิยายและบทความฟรีจากนักเขียนรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ ไปจนถึงนักเขียนรุ่นใหม่จากโครงการประกวด นอกจากนี้ยังอบรมนวนิยายที่ทางเว็บไซต์ปั้นขึ้นมาเอง ด้วยความพยายามส่งเสริมวงการวรรณกรรมไทยที่เคยซบเซาให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง โดยผลงานเหล่านี้บางส่วนถูกนำไปสร้างละครแล้ว ซึ่งในท้ายนี้คุณหมอก็อยากจะให้ทุกคนช่วยติดตามและสนับสนุนผลงานวรรณกรรมชั้นดีที่ผลิตออกมาต่อไป

ผลงานนวนิยายของคุณหมอมีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงขอคัดสรร 10 เรื่องที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ดังนี้

เบื้องบรรพ์ (2544) : ได้รับรางวัลชมเชยจากมูลนิธิสุภาว์ เทวกุลฯ

สร้อยแสงจันทร์ (2546) : สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง 3 ในปี พ.ศ. 2550

สาปภูษา (2550) : จุดเริ่มต้นของนวนิยาย ‘ซีรีส์ผ้า’ อันโด่งดัง สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง 3 ในปี พ.ศ. 2552

รอยไหม (2550) : ซีรีส์ผ้าลำดับที่ 2 ได้รับรางวัลชมเชย การประกวดหนังสือดีเด่น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2551 ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง 3 ในปี พ.ศ. 2554 

กี่เพ้า (2554) : ซีรีส์ผ้าลำดับที่ 3 สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง 3 ในปี พ.ศ. 2555

สิเน่หาส่าหรี (2554) : ซีรีส์ผ้าลำดับที่ 4 สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง ONE ปี พ.ศ. 2565

กลกิโมโน (2557) : ซีรีส์ผ้าลำดับที่ 6 สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง 3 ในปี พ.ศ. 2558

ลูกไม้ลายสนธยา (2557) : ซีรีส์ผ้าลำดับที่ 7 สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง 7 ในปี พ.ศ. 2561

ลายกินรี (2560) : (ซีรีส์นักสืบสตรีศรีอยุธยาลำดับที่ 1) สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง 3 ในปี พ.ศ. 2565

พนมนาคา (2563) : สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง ONE ปี พ.ศ. 2566

 

The Mind Behind Imagination ห้วงความคิดของ (คุณหมอ) นักเล่าเรื่อง นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ