Power, Profit and Peace เมื่อผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ในสงคราม รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล
ถ้าไม่นับสงครามโลกที่เป็นสงครามขนาดใหญ่ซึ่งมีผลกระทบต่อคนส่วนมาก ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติล้วนเต็มไปด้วยความขัดแย้งมาโดยตลอดไม่เคยหายไปไหน การก่อสงครามมักเกิดจากไม่กี่ปัจจัย ตั้งแต่การอยากได้พื้นที่และทรัพยากร แย่งชิงอำนาจขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง หรือแม้แต่ประเด็นเชื้อชาติและศาสนา โดยสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงในยุคนี้ด้วยซ้ำ
ประเทศไทยเองก็ไม่ต่างกันยังต้องเผชิญกับความขัดแย้งในหลายมิติ ตั้งแต่เรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือแม้กระทั่งล่าสุดคือการปะทะกันทางชายแดนกับกัมพูชา ที่สร้างความปั่นป่วนในสังคมเป็นอย่างมาก
รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุลอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ได้นำองค์ความรู้มาวิเคราะห์ควบคู่กับการเมือง ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ อย่างตรงไปตรงมา พูดแทนประชาชนในประเด็นสำคัญอยู่บ่อยครั้ง จนกลายเป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
แต่เบื้องหลังของอาจารย์ชิดตะวัน ผู้มีจุดยืนชัดเจนในเรื่องคุณธรรมความถูกต้อง ได้รับอิทธิพลมาจากครอบครัวที่ปลูกฝังคุณธรรมมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและประสบการณ์ชีวิต ได้สร้างวิธีคิดให้กับเธอจนเป็นอย่างทุกวันนี้

บทเรียนแรกของชีวิต
“ดิฉันมีพื้นเพเป็นลูกครึ่งอุบลราชธานี-ยโสธร โดยคุณแม่เป็นคนยโสธรและคุณพ่อเป็นคนอุบลราชธานี บรรพบุรุษของครอบครัวมีอาชีพชาวนา ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะย้ายมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ หลังจากสอบบรรจุเป็นข้าราชการได้
“ประมาณ 3 ขวบ คุณแม่ได้พาดิฉันไปพบปะกับชุมชนชาวอโศก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกฝังคุณธรรมและศีล 5 ให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ หลักคำสอนที่ได้รับคือ การเป็นคนดีมีคุณธรรมสำคัญกว่าความเก่ง และหากเรายึดมั่นในศีล 5 ทั้งตัวเราและสังคมก็จะมีความสุข
“ในวัยเด็ก ดิฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดและเรียนไม่เก่งนัก จึงมักจะเรียนอยู่รั้งท้ายของห้องเสมอ ทำให้คุณพ่อคุณแม่มีความกังวลว่าดิฉันจะรู้สึกกดดัน แต่ท่านมักจะย้ำเตือนเสมอว่า‘ขอให้เป็นคนดีก็พอแล้ว และขอให้พยายามทำให้ดีที่สุด ท่านจะภูมิใจมากหากลูกเป็นคนดีรับผิดชอบในหน้าที่คือการเรียนส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ไม่มีปัญหา’
“คำสอนนี้ได้ถูกทดสอบเมื่อดิฉันสอบเทียบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (คณะเศรษฐศาสตร์) ตั้งแต่ชั้น ม.4เนื่องจากไม่มีพื้นฐานวิชาแคลคูลัสหรือสถิติมาก่อน การเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.จึงเป็นเรื่องยากลำบากมาก จึงได้พยายามอย่างเต็มที่ จัดตารางเวลาชีวิต อ่านหนังสือจนจำได้ทุกหน้าในตำรา แต่กลับทำข้อสอบได้เพียงข้อเดียวเพราะลืมอ่านหน้าที่สำคัญ ผลคือได้เกรด C ซึ่งทำให้รู้สึกผิดหวังอย่างมาก
“แต่คุณพ่อได้เข้ามาปลอบใจว่า ‘พ่อเห็นหนูพยายามและตั้งใจอ่านหนังสือ ดังนั้น ต่อให้ได้เกรดอะไรพ่อก็ภูมิใจ เพราะหนูได้ทำดีที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องเกรดมันเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุมของเรา’ คำพูดนี้เองที่ทำให้ดิฉันมีมุมมองที่ดีต่อชีวิต ไม่ได้มองแค่ผลลัพธ์ แต่ให้ความสำคัญกับการได้ทำเต็มที่และดีที่สุดแล้ว ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในแบบของดิฉัน
“อีกประเด็นหนึ่งที่หล่อหลอมดิฉันคือการรับรู้ถึงความลำบากของคุณพ่อคุณแม่ในวัยเด็ก บางครั้งท่านยอมเดินไปทำงานประหยัดค่ารถเมล์เพื่อเก็บเงินให้ลูกได้เรียนหนังสือสูงๆ ท่านประหยัดอย่างมากและไม่ยอมซื้อรถ ทำให้ดิฉันพยายามอย่างเต็มที่และไม่เคยเกเร
“เมื่อโตขึ้นดิฉันยิ่งเข้าใจลึกซึ้งว่าการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทนตามหลักพระพุทธศาสนานั้นนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง แม้ว่าความสุขนี้อาจเป็นสิ่งที่คนภายนอกเข้าใจได้ยากเช่น การทำความดีโดยไม่มีใครรู้ หรือการที่ไม่มีรถหรูหรือบ้านหลังใหญ่ แต่เรากลับนอนหลับสบายและมีความสุขอยู่ภายในใจ และสังคมก็ดีขึ้นได้จากการที่เรามีคุณธรรม นี่คือรากฐานที่สำคัญในการดำเนินชีวิตของดิฉัน”

จากสัจธรรมใกล้ความตายสู่ความหมายของชีวิต
“ดิฉันชอบอ่านอัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญ และมีความประทับใจในมหาบุรุษ รัฐบุรุษ ที่หาญกล้าใช้ชีวิตเป็นเดิม ทำในสิ่งที่ดีงาม ทำเพื่อแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประทับใจที่ท่านยอมหักไม่ยอมงอไม่ยอมทำในสิ่งที่เสียหายต่อประเทศชาติ ดิฉันจึงอยากเป็นคนแบบท่าน คือทำเพื่อประเทศชาติให้ดีที่สุดเมื่ออยู่ในตำแหน่ง
“ด้วยความประทับใจนี้ทำให้ตัดสินใจเลือกเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนอยู่ ม.1 ที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)เมื่อต้องเลือกสายการเรียนตอน ม.2 ดิฉันเลือกสายศิลป์-คำนวณ ทันทีเพราะรู้ว่าไม่ชอบวิทยาศาสตร์ และไม่ได้อยากเป็นหมอหรือวิศวกร แต่อยากไปทางสังคมศาสตร์เช่น นักเศรษฐศาสตร์หรือนักกฎหมาย พอตอนสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ดิฉันเลือกคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอันดับหนึ่งและก็สอบได้ตามที่ตั้งใจค่ะ
“หลังจากเรียนจบเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดิฉันลองไปสมัครงานก่อน ตอนนั้นสอบติดที่กรมสรรพากร (คะแนนดีมาก) และบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น คุณพ่อคุณแม่อยากให้รับราชการที่กรมสรรพากรเพราะมีโอกาสเติบโตเป็นอธิบดีและมีทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ดิฉันประเมินตัวเองว่าเป็นคนเข้าหาผู้ใหญ่ไม่เก่งและไม่ชอบระบบเส้นสาย จึงคิดว่าอาจไม่รุ่งในระบบราชการไทย
“ดิฉันจึงเลือกทำงานบริษัทข้ามชาติ ซึ่งได้ใช้ความสามารถจริง เงินเดือนและสวัสดิการดีมาก เจ้านายชื่นชม แต่หลังจากทำได้ 1 ปี ดิฉันเริ่มรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรบางอย่าง รู้สึกไม่มีคุณค่าประกอบกับตอนนั้นป่วยหนักด้วยอาการปวดท้อง โรงพยาบาลแรกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่ในวัยเพียง 19-20 ปี ทำให้ดิฉันทุกข์มากและเริ่มคิดถึงความตาย
“เหตุการณ์นั้นทำให้ดิฉันฉุกคิดว่า เราเกิดมาดีแต่เราจะจากไปดีหรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาเรายังไม่ได้สะสมกรรมดีไว้มากมายนัก ดิฉันจึงไม่อยากสนใจเรื่องความรวยแล้ว แต่อยากทำอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าทุกวันที่ตื่นมาและยังมีลมหายใจอยู่ได้สะสมกรรมดีให้กับชีวิต
“สุดท้ายดิฉันไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราชอีกครั้ง ปรากฏว่าเป็นเพียงช็อกโกแลตซีสต์ ไม่ใช่มะเร็ง แต่มันทำให้ดิฉันตระหนักว่าความตายอยู่ใกล้ตัวมากแม้อายุยังน้อย ดังนั้นหากยังมีโอกาส ต้องรีบสะสมกรรมดีเพื่อจะได้ไม่เสียใจเมื่อถึงวันใกล้หมดลมหายใจค่ะ
“หลังจากผ่าตัดเสร็จ ดิฉันไปเรียนภาษาที่มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา เนื่องจากทางบ้านไม่ได้มีเงินส่งเสียมาก จึงต้องทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร ทำให้รู้ซึ้งถึงความเหนื่อยยากของคนใช้แรงงานที่ต้องยืนและเดินแบกกะละมังจานหนักๆ ตั้งแต่เช้าจนถึงสี่ทุ่มจนเล็บแทบหลุด ประสบการณ์นี้สอนเรื่องความอดทนได้มาก
“เมื่อเก็บเงินได้ระดับหนึ่ง ดิฉันสมัครเรียนต่อปริญญาโท แม้จะสอบติดมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในสหรัฐฯ แต่ตัดสินใจไปเรียนที่มหาวิทยาลัยไฟรบวร์ก (Freiburg) ประเทศเยอรมนีแทน เพราะสนใจในแนวทางรัฐสวัสดิการของยุโรปที่เน้นประโยชน์ของสังคมมากกว่าระบบทุนนิยมแบบสหรัฐฯ ที่เน้นกำไรเป็นแรงขับเคลื่อน โดยดิฉันเรียนด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง
“หลังจากเรียนจบปริญญาโท ดิฉันอยากอยู่ต่างประเทศต่อ จึงไปเรียนต่อปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนา (University of Vienna) เพื่อทำวิทยานิพนธ์กับศาสตราจารย์เดนิส มุลเลอร์ (Dennis Mueller) ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง
“พอเรียนปริญญาเอกจบแล้วจึงกลับมาเป็นอาจารย์ เพราะดิฉันรู้ตัวตั้งแต่ตอนทำงานบริษัทเอกชนแล้วว่างานเอกชนไม่เหมาะกับตัวเอง เพราะแม้จะได้เงินเยอะแต่ไม่รู้สึกว่าได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติอย่างที่ควรจะเป็น จึงมาสมัครมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
“ตอนแรกตั้งใจจะทำเพียง 1 ปี แล้วจะไปปฏิบัติธรรม ไปเป็นครูในถิ่นทุรกันดารเพื่อช่วยเด็กด้อยโอกาส แต่พอได้เป็นอาจารย์ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จริงๆ กลับรู้สึกว่าเป็นงานที่ใช่ เป็นสิ่งที่เราถนัด และมีความสุขมาก ได้เปลี่ยนนิสิตให้เป็นคนดีและเป็นความหวังของสังคม ทำให้มี Passion ในการทำงานนี้มาต่อเนื่องจนถึงตอนนี้ก็ 10 กว่าปีแล้วค่ะ
“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในการทำการสอนด้วยสภาพสังคมของระบบทุนนิยมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อนิสิตเป็นอย่างมาก ที่ดิฉันได้สัมผัสมามีหลายรูปแบบ และไม่ใช่ทุกคนที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดิฉันตั้งใจได้ แต่ไม่เคยหมดกำลังใจค่ะ สมมุตินิสิต 400 คนในแต่ละปี หากมีเพียง 1 หรือ 2 คนที่ดีขึ้นได้ดิฉันก็คิดว่าคุ้มแล้ว เพราะการเปลี่ยนคนนั้นยาก แต่เชื่อว่าเราทำได้มากกว่านั้น (เกินครึ่ง) วันนี้เขาอาจจะยังคิดไม่ได้ แต่สักวันหนึ่งเขาจะคิดได้และไม่ถลำไปทำสิ่งที่ชั่วร้ายเกินไปเพราะมีเครื่องยึดเหนี่ยวใจที่เราเคยสอนไว้ จึงไม่เคยท้อค่ะ เพราะงานที่ทำอยู่นี้มีความหมายและสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นได้แน่นอน เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่คน”

“กลุ่มทุน” เบื้องหลังฉากทัศน์สงคราม
เรื่องของสงครามในศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนไปจากสงครามในยุคเก่าค่อนข้างมากโดยเฉพาะเทคโนโลยีและไม่ได้เป็นการรบกันระหว่างกองทัพเพื่อชิงดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศค่อนข้างมาก รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุลได้วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศไว้อย่างน่าสนใจ
“โดยหลักการทุกประเทศยึดผลประโยชน์ของชาติตนเองเป็นสำคัญอยู่แล้วแต่มันอาจจะเกินเลยไปหากมีกลุ่มอิทธิพลหรือกลุ่มทุนอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่ายุคไหนสงครามมักจะมีกลุ่มทุนพลังงานหรือกลุ่มทุนอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาเกี่ยวข้องเสมออย่างสงครามในตะวันออกกลางที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลร่วมมือกันโจมตีอิหร่าน จะเห็นได้ชัดว่ากลุ่มที่ได้รับประโยชน์มหาศาลคือกลุ่มทุนพลังงาน
“มีการทำบทวิเคราะห์ในช่วงเดือนมีนาคม หลังจากที่สหรัฐ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านได้ไม่นาน พบว่าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลก ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยชั่วโมงละประมาณ 30ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังไม่นับรวมบริษัทค้าอาวุธที่ได้ประโยชน์จากการสร้างกระแสภัยคุกคามซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ กลุ่มทุนย่อมต้องการแสวงหากำไรสูงสุด
“เพราะระบบทุนนิยมขับเคลื่อนโลกด้วยเป้าหมายเรื่องกำไร โดยใช้กิเลสหรือความต้องการของคนเป็นแรงขับเคลื่อน แม้จะมีการบอกว่ามันทำให้สังคมดีขึ้น แต่ความจริงมันดีขึ้นเฉพาะบางกลุ่ม ขณะที่กลุ่มส่วนใหญ่เสียประโยชน์
“ย้อนกลับไปสงครามเวียดนามก็มีเบื้องหลังเป็นประเทศมหาอำนาจและบริษัทค้าอาวุธสุดท้ายประธานาธิบดี จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ เคนเนดี (JFK) พยายามจะถอนทัพออกจากเวียดนามรวมถึงอีกหลายสาเหตุที่ JFK พยายามทำ ซึ่งทำให้หลายกลุ่มเสียประโยชน์ และ JFK ก็ถูกลอบสังหาร แม้แต่ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดีน้องชายที่พยายามหาความจริงก็ถูกลอบสังหารเช่นกัน เพื่อไม่ให้คนในตระกูลนี้เข้าสู่อำนาจรัฐและไปสืบถึงต้นตอผู้บงการ
“โลกจะมีสันติภาพได้หากคนลดกิเลสลง ทรัพยากรในโลกนี้มีเพียงพอสำหรับทุกคน แต่จะไม่เพียงพอสำหรับคนโลภแม้เพียงคนเดียว ตามคำกล่าวของท่านมหาตมะ คานธี
“สำหรับคำถามที่ว่าตอนนี้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือยัง ดิฉันมองว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น แต่อาจนำไปสู่จุดนั้นได้หากกลุ่มทุนกดดันเพื่อผลประโยชน์จนเกินไปอย่างไรก็ตาม ก็ยังมองในแง่ดีว่าทุกประเทศรวมถึงกลุ่มทุนเองก็คงไม่อยากเดินไปถึงจุดที่ทุกคนได้รับหายนะร่วมกันค่ะ”
บทเรียนโลกถึงรัฐไทยไม่มีมิตรภาพใดแลกได้ด้วยเอกราช
ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่กองทัพไทยเปิดแนวรบกับกัมพูชา หลายเรื่องที่ประชาชนไม่เคยรับรู้ก็ค่อยๆ เผยออกมา ทั้งผลประโยชน์ของนักการเมืองและทหารบางกลุ่ม กัมพูชามีการรุกยึดดินแดนไทยบางส่วน และท่าทีการรบที่ขัดใจประชาชน จนเกิดคำถามว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นไปเพื่ออธิปไตยของชาติ หรือเพื่อผลประโยชน์ของใคร
“เราจะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติเพราะประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ หากเป็นเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดน เขาจะยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่หนึ่ง ไม่ได้ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษหรือเน้นมนุษยธรรมจนเสียอธิปไตยตัวอย่างเช่น กรณีอินโดนีเซียกับมาเลเซียที่มีข้อพิพาททางทะเล เมื่ออินโดนีเซียยอมเอาเรื่องขึ้นศาลโลกในปี ค.ศ.1996แล้วแพ้คดีเสียเกาะเล็ก ๆ ไป
“หลังจากนั้นอินโดนีเซียยืนกรานว่าจะไม่ยอมเอาข้อพิพาทใดๆขึ้นศาลโลกอีกเด็ดขาด และใช้ทุกมาตรการทั้งทางการทหารและการทูตเพื่อพิทักษ์พื้นที่ที่เหลือหรือกรณีเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเรื่องหมู่เกาะด็อกโด (เกาหลีใต้) หรือเกาะทาเคชิมะ (ญี่ปุ่น) เกาหลีใต้ก็ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องขึ้นศาลโลก เพราะอธิปไตยเหนือดินแดนชัดเจนอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศต้องมาเป็นลำดับแรก เพราะหากประเทศไม่มีความมั่นคง มีภัยคุกคาม ก็จะเกิดหายนะต่อเศรษฐกิจอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงของไทยควรตระหนักค่ะ
“ปราสาทพระวิหารก็เหมือนกันเป็นเรื่องที่น่าแปลกมากเพราะจริงๆ แล้วศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา แต่ที่น่าแปลกคือรัฐบาลไทยหลายยุคที่ผ่านมา ปล่อยให้กองกำลังกัมพูชาเข้ามาพิทักษ์หรือยึดทั้งวัดแก้วและพื้นที่รอบๆ ปราสาทพระวิหารไปได้อย่างไร
“ในขณะที่รัฐบาลไทยและฝ่ายความมั่นคงกลับบอกว่า ไม่เป็นไร ให้เขาเข้ามาเถอะ เราไม่ต้องไปจัดการให้เขาโดยอ้างว่าเพื่อรักษาผลประโยชน์เรื่องการค้า เม็ดเงิน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเท่าที่ดิฉันศึกษามา ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่สนใจเรื่องเม็ดเงินและการค้ามากกว่าอธิปไตยเหนือดินแดน
“ท้ายที่สุดต้องถามว่า เม็ดเงินหรือผลประโยชน์นั้นเป็นของใคร เพราะผ่านมา 40 กว่าปี คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ยังยากจนอยู่เหมือนเดิม ในขณะที่คนที่อ้างเรื่องผลประโยชน์การค้ากลับร่ำรวยเอาๆ พร้อมกับกลุ่มทุนบางกลุ่ม ดังนั้นคนไทยทั้งประเทศต้องตระหนักว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ยอมให้อีกฝ่ายรุกล้ำดินแดนเพียงเพื่อแลกกับการค้า นอกจากรัฐบาลที่เป็นพวกขายชาติเท่านั้นค่ะ”
ไทยต้องเลิกเป็นเด็กดีในเกมการเมืองระหว่างประเทศ
“หากย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2554 ที่ไทยกับกัมพูชาเคยรบกัน หลังจากการหยุดยิงมีข้อตกลงว่า ใครอยู่ตรงไหน ให้อยู่ตรงนั้น แต่ความจริงคือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา กองกำลังกัมพูชาไม่ได้หยุดอยู่ตรงนั้น แต่รุกคืบเข้ามาในแผ่นดินไทยหลายจุด โดยที่รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงไทยหลายยุคไม่ได้ทำอะไรเพื่อผลักดันกองกำลังกัมพูชาให้ออกไปจากพื้นที่ที่ไทยมีสิทธิอธิปไตยเลย
“จนกระทั่งมีการรบกันอีกครั้งในช่วงปีพ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา เราสูญเสียชีวิตทหารไปถึง 42 นาย และบาดเจ็บอีกหลายร้อยนาย บางคนกะโหลกเปิด ตาบอด หรือพิการ พอถึงวันหยุดยิง เมื่อทางกัมพูชาขอนำ MOU 43 ที่ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มาเจรจาปักปันเขตแดนต่อ ทำไมรัฐบาลไทยถึงยอมเป็นเด็กดีและว่านอนสอนง่ายขนาดนั้น
“ในเมื่อทหารไทยเพิ่งสละชีพนำแผ่นดินที่ถูกรุกล้ำมานานกว่า 10 ปีกลับคืนมาได้ ทำไมรัฐบาลถึงจะไปเจรจาเพื่อยกแผ่นดินตรงนี้คืนให้เขาอีก มันเป็นวิสัยที่ไม่ควรจะเป็นค่ะ สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำคือทำตามอย่างที่นานาอารยประเทศเขาทำกัน คือยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ
“เมื่อประเทศใดเคยรบกันมา แสดงว่ามีความขัดแย้งสูงมาก แต่ละประเทศจึงต้องมีการคุมเชิงกันเสมอ เหมือนความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่นกับจีน ที่แม้ปัจจุบันจะมีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่ใช่ในลักษณะญาติพี่น้องหรือเพื่อนรัก แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุด แล้วต้องทำให้อีกฝ่ายเกรงใจ
“เราเพิ่งหยุดยิงมาได้เพียงไม่กี่เดือน จึงยังไม่ใช่เวลาที่จะไปเจรจาใดๆ ฮุนเซ็นเคยท้าให้ปิดด่านไปเลย 500 ปี ถ้าเขาขอมาขนาดนั้นแล้วรัฐบาลไทยยังอยากไปเปิดด่านอีก มันก็ไม่สมเหตุสมผล ดิฉันมองว่าอย่างน้อยควรรอให้ผ่านไป 10 ปี เหมือนกรณีแอลจีเรียกับโมร็อกโกที่ปิดด่านกันถึง 30 ปี เพื่อส่งสัญญาณว่าประเทศเราไม่ใช่ใครจะมาคุกคาม หยามเกียรติ หมิ่นเกียรติภูมิเช่นใดก็ได้ หากรัฐบาลไทยยังยอมตาม MOU 43 เราจะเสียดินแดนให้กัมพูชาแน่นอน”
เมื่อความมั่นคงถูกลดทอนด้วยผลประโยชน์
“ดิฉันเคยได้ยินฝ่ายความมั่นคงบางท่านอ้างเรื่องมนุษยธรรม หรือการค้าชายแดน ซึ่งความจริงนั่นไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพ รัฐธรรมนูญมาตรา 52 บัญญัติชัดเจนว่า กองทัพมีหน้าที่พิทักษ์รักษาดินแดนและอธิปไตย
“ถ้าท่านอยากสนใจเรื่องการค้าหรือสิทธิมนุษยชน ท่านต้องลาออกจากทหารไปสมัครเป็นคณะกรรมการสิทธิฯ หรือไปเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์แทน หน้าที่เดียวของทหารคือรักษาความมั่นคงและดินแดน ไม่ใช่มาอ้างเรื่องการค้า มันไม่ใช่หน้าที่ของทหาร แต่กองทัพต้องแสดงแสนยานุภาพให้เขาเห็น คำว่าแสนยานุภาพไม่ใช่การไปทิ้งระเบิด แต่คือการทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำกับเรานั้นมีราคาที่ต้องจ่ายค่ะ
“ข้อแรกคือการปิดด่านอย่างเคร่งครัด เพื่อตัดวงจรเม็ดเงินจากนักพนันไทยที่จะไปเข้ากาสิโนในกัมพูชาและปัญหาจากสแกมเมอร์ซึ่งเป็นรายได้ของเขา ข้อสองคือยกเลิกความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจทุกอย่างที่เคยมีให้ เพื่อส่งสัญญาณว่าเราไม่ยอมรับการที่ทหารและประชาชนไทยต้องเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยอาวุธอย่าง BM21 เราควรตัดความสัมพันธ์และไม่ฟื้นฟูอย่างน้อย 10 ปี ไม่มีความช่วยใดๆ อีกต่อไป
“ส่วนการเจรจานั้นทำได้ค่ะ แต่ถ้าเจรจาในขณะที่เราอ่อนแอหรือเป็นเบี้ยล่าง เราจะเสียเปรียบเสมอ ดูอย่างสิงคโปร์ที่เป็นประเทศเล็กมาก แต่เขามีงบประมาณด้านการป้องกันประเทศสูงเป็นอันดับหนึ่ง ประกอบกับไม่มีเงินรั่วไหลจากการทุจริตนอกจากนี้ ยังมีการเกณฑ์ทหาร เพื่อส่งสัญญาณว่าแม้สิงคโปร์ไม่รุกรานใคร แต่ใครก็อย่ามาละเมิดอธิปไตย เพราะเขาจะจัดการขั้นเด็ดขาด
“ความมั่นคงทางการทหารคือพื้นฐานของความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ถ้าประเทศอ่อนแอเศรษฐกิจก็ไม่โต ปัจจุบันหลายประเทศ ต่างก็เข้ามาลูบหัวเราเพราะไทยมีภาพลักษณ์เป็นประเทศที่อ่อนแอ
“ตัวอย่างเช่น เมื่ออเมริกาบอกจะยึดกรีนแลนด์ รัฐบาลเดนมาร์กที่เล็กกว่ามากก็ส่งสัญญาณพร้อมรบทันที มีการซ้อมรบและเตรียมทำลายทางบินไม่ให้เครื่องบินอเมริกาลงจอดได้ การส่งสัญญาณว่า "พร้อมสู้" ทำให้มหาอำนาจต้องชะงักและคำนวณความคุ้มค่าใหม่ ที่สำคัญคือรัฐบาลเดนมาร์ก (นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ) ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและมีคอร์รัปชันต่ำที่สุดในโลก
“แต่ในกรณีของไทย ที่ผ่านมาเราจะพบว่า นักการเมืองหรือผู้แทนราษฎรแทนที่จะยืนเคียงข้างผลประโยชน์ของชาติ กลับไปยืนเคียงข้างผลประโยชน์ของเขมร ต่างชาติเขาจึงรู้ว่าไทยเป็นประเทศที่แทรกแซงได้ ส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบทางเศรษฐกิจ ถูกสูบผลประโยชน์ไปได้ง่ายขึ้นค่ะ”
โลกนี้ไม่เคยมีสันติภาพ
“ดิฉันมองว่าท้ายที่สุดแล้ว โลกนี้ไม่ว่าจะยุคใดก็ไม่มีความสงบสุขได้ตลอดไปตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลสที่รุนแรงจนถึงระดับที่สามารถทำลายล้างคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ได้ ความขัดแย้งแบบนี้ก็จะยังคงมีต่อไปเรื่อย ๆ แต่ถามว่าจะทำให้เบาบางลงได้ไหม ก็สามารถทำได้ในลักษณะที่ว่า หากเราทำให้จิตใจมนุษย์สูงขึ้น มีความพอเพียง และไม่มองเม็ดเงินมหาศาลเป็นที่ตั้งสำคัญ โลกนี้ก็จะมีสันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ค่ะ
“อยากให้ดูกรณีของประเทศภูฏาน เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก เพราะเขาไม่ได้มองความสำเร็จของประเทศในแง่เม็ดเงินหรือตัวเลข GDP แต่เขาสนใจเรื่อง ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness)คนไทยบางส่วนอาจจะดูถูกภูฏานว่ายังเป็นประเทศยากจนและไม่มั่งคั่งเท่าประเทศไทยแต่ความจริงแล้วภูฏานก้าวหน้ากว่าประเทศไทยและหลายประเทศในโลกในหลายด้านตัวอย่างเช่น ดัชนีการทุจริตคอร์รัปชัน ภูฏานติด 1 ใน 20 ประเทศที่มีการทุจริตต่ำที่สุดในโลกจากข้อมูลล่าสุดขององค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (Transparency International) ภูฏานอยู่อันดับที่ 18 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 116 ซึ่งห่างกันถึง 100 กว่าลำดับ
“แม้ภูฏานจะเป็นประเทศเล็กและมี GDP ต่อหัวต่ำ แต่ประเทศมหาอำนาจก็ให้ความเกรงใจเพราะรู้ว่าภูฏานมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นคนจริงและรักชาติบ้านเมือง ไม่หิวเงินเมื่อไม่ยึดเม็ดเงินเป็นที่ตั้ง เขาก็จะไม่ยอมเสียผลประโยชน์ของชาติ
“ในขณะที่ประเทศไทยของเรามองว่าอยากร่ำรวย แต่ท้ายที่สุดเมื่อรากฐานของประเทศเราคือทรัพยากรมนุษย์ ยังไม่มีความเป็นคนที่เต็มในตัวเอง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือภูฏานจึงเป็นต้นแบบให้หลายประเทศได้เห็นว่า ประเทศที่ต้องการพัฒนาเรื่องทรัพยากรมนุษย์ก่อน คือการสร้างอัตลักษณ์ให้คนมีความภูมิใจในชาติ ไม่ใช่ว่าพอมีกระแสต่างประเทศเข้ามาก็ลืมความเป็นชาติของตัวเองไป ท้ายที่สุดแล้วหลายประเทศในโลกจึงพยายามกลับไปศึกษาภูฏานเป็นต้นแบบ ว่าเขาทำอย่างไรถึงไม่ยึดเรื่องความรวยเป็นหลัก แต่ประเทศเขากลับสามารถแซงหน้าประเทศมหาอำนาจได้ในหลายมิติค่ะ”
สันติภาพอยู่ในใจสู้ภัยโลกที่วุ่นวาย
“ดิฉันมองว่าต่อให้โลกจะวุ่นวายหรือคนจะฆ่ากันขนาดไหน หากใจเราไม่ทุกข์ เราก็มีสันติภาพในตัวเองเราห้ามคนอื่นไม่ได้ แต่หากเรามีหลักธรรมอยู่ในใจจริงๆ ไม่ใช่แค่การท่องจำ ความดีจะคุ้มครองเรา และเมื่อต้องเจอเรื่องเลวร้าย เราจะก้าวข้ามได้เพราะความเข้าใจ ยอมรับ และปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางได้ใจเราก็ไม่ทุกข์ค่ะ
“คนส่วนใหญ่พยายามจะเปลี่ยนแปลงโลกและเปลี่ยนแปลงคนอื่น แต่สิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงตัวเอง ดังนั้น ก่อนจะปฏิรูปสังคม เราต้องปฏิรูปตัวเองให้เป็นคนดี เสียสละ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมให้ได้ก่อน เพราะหากเราเรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยนแต่ตัวเองยังไม่เปลี่ยน คำพูดเราก็ไม่มีน้ำหนัก
"แบบอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอนสังคมจะเปลี่ยนได้ถ้าตัวเราเปลี่ยนและเป็นแบบอย่างให้คนอื่นเห็นว่าเราไม่ได้ดีแต่พูด แต่มีการกระทำที่บ่งชี้ถึงความเจริญจริงๆ เหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้วที่พ่อแม่และคนในสังคมเป็นแบบอย่างที่ดี เคารพกฎหมาย ไม่ทุจริต สังคมเขาก็จะมีรากฐานที่ดีจากรุ่นสู่รุ่น ท้ายที่สุดแล้ว คำสอนใดๆ ก็ไร้ค่าถ้าไม่ทำดังนั้นหากอยากเปลี่ยนอะไร ให้เริ่มต้นที่การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้ก่อนค่ะ”
Profile
รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล
รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล เป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เชี่ยวชาญด้านหลายด้าน อาทิเศรษฐศาสตร์ การคลัง นโยบายสาธารณะ ระบบบำนาญแห่งชาติ รัฐสวัสดิการ และเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นนักวิจัย ที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาผลงานวิชาการ วิทยากรพิเศษ รวมถึงได้รับเชิญวิเคระห์ประเด็นสำคัญของประเด็นตามสื่อชั้นนำ นอกจากนี้ยังมีคุณวุฒิด้านกฎหมายและได้รับใบอนุญาตว่าความจากสภาทนายความ
การศึกษา
การศึกษาระดับมัธยมศึกษา
- โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
- Manchester Memorial High School มลรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
สาขาเศรษฐศาสตร์
- ปริญญาตรี เศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ปริญญาโท (Economics & Politics) University of Freiburg ประเทศเยอรมนี
- ปริญญาเอก (Ph.D. in Economics) University of Vienna ประเทศออสเตรีย
สาขากฎหมาย
- เนติบัณฑิตไทย
- ปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ประกาศนียบัตร Public Law จาก University of Muenster ประเทศเยอรมนี
- ใบอนุญาตว่าความจากสภาทนายความ



