Begin Again  ไม่มีคำว่าสายกับการเริ่มต้น

Begin Again ไม่มีคำว่าสายกับการเริ่มต้น

     หลายคนเคยประสบปัญหาความผิดพลาด สูญเสียบางอย่างในชีวิต ไร้ซึ่งความฝัน ท้อแท้และสิ้นหวัง สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของชีวิต แต่คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จากอดีต แล้วก้าวเดินให้อยู่ในเส้นทางที่มั่นคงกว่าเดิม “Begin Again ไม่มีคำว่าสายกับการเริ่มต้น” ไม่ใช่เพียงการลบเลือนอดีต แต่ใช้มันเป็นบทเรียนในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ตลอดเวลา

     MiX MAGAZINE Issue ที่ 206 ได้พาไปสำรวจเรื่องราวของแนวคิด แรงบันดาลใจ ผู้คนที่เป็นตัวอย่างของการไม่ยอมแพ้ในโชคชะตา ทำให้รู้ว่าเราควรเริ่มต้นใหม่อย่างไรในโลกโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ เพราะบางครั้งคำตอบของชีวิต อาจไม่ได้อยู่ที่การวิ่งให้เร็วกว่าใคร แต่อยู่ที่การกล้าจะก้าวเดินในจังหวะของตัวเอง เพื่อเริ่มต้นใหม่ในแบบที่เราเป็นจริง ๆ

เริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

     คนบนโลกนี้ล้วนแล้วแต่เคยทำสิ่งที่ผิดพลาด ผ่านการล้มเหลวในหลาย ๆ เรื่อง รู้สึกท้อแท้ใจจนไม่สามารถเดินทางไปสู่เป้าหมายได้ บางช่วงชีวิตช่างดูมืดมน หากคุณเคยรู้สึกแบบนี้แสดงว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพราะใคร ๆ ก็เคยเจอประสบการณ์แบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น มนุษย์เราส่วนใหญ่มักมีสิ่งที่ต้องการ เราสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่คือเรื่องงาน เงิน ชื่อเสียง สุขภาพ และความรัก แน่นอนว่าเราไม่สามารถได้ทุกอย่างพร้อมกัน ความผิดหวังจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะไม่มีใครได้ทุกอย่างตามที่หวังไว้ทั้งหมด

     หลายคนล้มเหลวในหลายเรื่องและหลายครั้ง แต่อยู่ที่ว่าหลังจากล้มแล้วเราเลือกจะนั่งอยู่ตรงนั้น หรือค่อย ๆ ลุกขึ้นมาเดินต่อ คำว่า “Begin Again ไม่มีคำว่าสายกับการเริ่มต้น” จึงไม่ใช่เพียงประโยคสวย ๆ ไว้ปลอบใจตัวเองในวันที่ท้อเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคำพูดสื่อไปถึงแนวคิดที่สะท้อนกลไกของจิตใจมนุษย์ ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง เพราะ “Begin Again” ตามพจนานุกรมของ Cambridge ได้นิยามไว้ว่า “เริ่มใหม่” หรือ “เริ่มอีกครั้ง” มันก็คือการให้โอกาสตัวเอง แล้วนำบทเรียนเหล่านั้นมาแสวงหาสร้างเส้นทางที่ดีกว่าเดิมนั่นเอง

     ในเรื่องของเวลากับความสำเร็จ นักจิตวิทยาได้ค้นพบเรื่องของ “Fresh Start Effect” คือคนเรามักจะมีแรงบันดาลใจหรือพลังเมื่อเข้าสู่วันสำคัญ เช่น ปีใหม่ วันเกิด หรือแม้แต่วันจันทร์ก็ตาม พวกเขาเรียกมันว่า "Temporal Landmarks" (จุดหมายสำคัญทางเวลา) เป็นเส้นแบ่งของตัวตนในอดีตกับตัวตนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยสมองจะเกิดแรงจูงใจทำให้มองโลกในแง่บวกสร้างแนวโน้มในการเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ในอีกด้านหนึ่งมันเหมือนกลายเป็นคนเสพติดวันสำคัญ นั่นคือไม่ทำอะไรเลยหากไม่มีเส้นเวลาผ่านเข้ามา นั่งรอโอกาสหรือความพร้อมสมบูรณ์ไม่ยอมลงมือเริ่มต้น ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ทุกวันอยู่แล้ว

     หลายครั้งเราเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงต้องมาพร้อมการตัดสินใจครั้งใหญ่ เช่น การเปลี่ยนอาชีพ ย้ายที่อยู่ใหม่ หรือการเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ แต่ในความเป็นจริงการเปลี่ยนแปลงชีวิตมักเริ่มจากเรื่องเล็กน้อยก็ได้ อาจเป็นแค่การออกกำลังกายวันละ 10 นาที การทำสมาธิก่อนนอน หรือการจัดห้องให้เป็นระเบียบขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย เพราะงานวิจัยจำนวนมากพบว่าการเปลี่ยนนิสัยไม่จำเป็นต้องทำให้สมบูรณ์แบบ แค่ทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอก็เพียงพอที่จะสร้างแรงส่งให้พฤติกรรมใหม่ค่อย ๆ ฝังรากลงไปในชีวิต "Success Begets Success" ความสำเร็จเล็กน้อยในชีวิตนี้เองที่สร้างแรงจูงใจให้เราไปสู่หนทางที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้นความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ การเริ่มต้นวันนี้จึงดีกว่าการรอพรุ่งนี้เสมอ เพราะชีวิตไม่มีใครรู้ว่ายาวนานแค่ไหน

     ถ้าเรากำลังคิดจะเริ่มต้นอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความฝันเก่าที่ทิ้งค้างไว้ หรือความฝันใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น จงจำไว้ว่ามันไม่มีวันสายเกินไป


Life Theories ทฤษฎีแห่งการเริ่มต้น

     เมื่อชีวิตต้องเผชิญกับปัญหา การมองหาหนทางก้าวต่อไปคือสิ่งสำคัญ เราจึงได้รวบรวมทฤษฎีและแนวคิดต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ได้สำเร็จ ตั้งแต่การสร้างนิสัยที่ดี การตั้งเป้าหมาย หรือการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของชีวิต

Fresh Start Effect

     นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เปิดเผยข้อมูลว่าผู้คนมักตั้งเป้าหมายในการจะทำอะไรสักอย่างเมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญหรือวันที่เฉพาะเจาะจง เช่น วันจันทร์จะเริ่มอ่านหนังสือ วันปีใหม่จะเริ่มกินคลีน วันเกิดจะเลิกสูบบุหรี่ วันที่ 1 ของเดือนหน้าจะเลิกฟุ่มเฟือย เป็นต้น ซึ่งแม้ว่าจะทำได้หรือไม่ได้ก็ตาม แต่การวางเป้าหมายเพื่อมีอะไรให้มุ่งมั่นไปไขว่คว้า ย่อมสร้างแรงบันดาลใจในการดำรงชีวิตแก่เราทุกคน

Resilience Mindset

     แนวคิดของการ ‘ล้มได้ ลุกเป็น’ มีส่วนสำคัญต่อการปรับตัวเมื่อพบเจอปัญหาและสามารถรับมือกับอุปสรรคต่าง ๆ ได้ดี แบ่งออกเป็น 3 สเต็ป ได้แก่ Face Down Reality (ยอมรับความจริง) Search For Meaning (ทบทวนปัญหา) และ Continually Improvise (พัฒนาปรับปรุง) โดยจะทำให้คุณเอาตัวรอดจากโลกยุคใหม่ที่ต้องพบเจอกับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้

21 Days Habit Theory

     ทฤษฎีนี้มีที่มาจากหนังสือ Psycho-Cybernetics เขียนโดย Dr. Maxwell Maltz ศัลยแพทย์ชาวอเมริกัน ซึ่งว่าด้วยการเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านการกระทำซ้ำ ๆ เดิม ๆ ติดต่อกัน 21 วัน หากทำสำเร็จมันจะกลายมาเป็นนิสัยใหม่ของคุณ รวมถึงเป้าหมายที่วางไว้ก็จะสามารถบรรลุได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การออมเงิน การเขียนไดอารี่ หรือแม้กระทั่งการสานสัมพันธ์กับใครสักคน

April Theory (The First 90 Days)

     ใน 1 ปีจะแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ช่วงละ 3 เดือน เรียกกันว่า ‘ไตรมาส’ ดังนั้นเมื่อผ่านพ้น 3 เดือนแรกหรือ 90 วันนับจากปีใหม่ คนก็มักหันมามองว่าชีวิตตัวเองผ่านอะไรไปแล้วบ้าง เป้าหมายใหม่เริ่มต้นไปแล้วหรือยัง รวมถึงมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ อีกทั้งด้วยความที่เป็นเดือนแห่งฤดูร้อน หลาย ๆ คนจึงเชื่อว่านี่คือ Starting Point อันดีงามสำหรับการวางแพลนอนาคตให้สดใสไปตลอดทั้งปี

October Theory (The Last 90 Days)

     ตรงข้ามกับ April Theory เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคมเมื่อไหร่ มันจึงเปรียบเสมือนสัญญาณของวันสิ้นปีที่กำลังจะมาถึง ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มสำรวจตัวเองอีกครั้งว่ามีอะไรสำเร็จ – ไม่สำเร็จบ้าง เพื่อใช้เวลาอีก 90 วันที่เหลือ Reset ชีวิต Work Hard สู่เป้าหมาย ก่อนจะ Start ปีใหม่ได้อย่างภาคภูมินั่นเอง


Life Coach & Mind Therapy เริ่มต้นชีวิตด้วยจิตบำบัด

     ในยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าที่การแข่งขันสูง ทุกคนมุ่งแสวงหาแต่ความสำเร็จ อีกด้านหนึ่งมันกลับบั่นทอนสุขภาพจิตของมนุษย์ให้ย่ำแย่ลง บทความนี้เราจะพาไปสำรวจแต่ละบทบาทของจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักจิตบำบัด และไลฟ์โค้ช ในการเลือกหนทางเยียวยาและพัฒนาตนเองได้อย่างเหมาะสม

จิตแพทย์ (Psychiatrist)

     อาชีพที่ต้องเรียนจบแพทย์โดยตรงก่อนจะเลือกเรียนต่อเฉพาะทางด้านจิตเวช ซึ่งไม่เพียงทำการรักษาเฉพาะผู้ป่วยทางจิตเท่านั้น แต่ยังต้องเชี่ยวชาญด้านสมองเพื่อวิเคราะห์โรคต่าง ๆ อย่างซึมเศร้า ไบโพลาร์ สมาธิสั้น แพนิก ฯลฯ รวมถึงมีหน้าที่จ่ายยาให้กับคนไข้เหล่านี้ด้วย

นักจิตวิทยา (Psychologist)

     อาชีพที่ต้องเรียนจบโดยตรงทางด้านจิตวิทยา มีความเชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมและจิตใจมนุษย์ โดยจะทำหน้าที่วิเคราะห์ ประเมิน รวมถึงให้คำปรึกษาแก่คนที่เข้ารับการรักษา แต่ไม่มีอำนาจในการจ่ายยาใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะหน้าที่นี้ต้องทำโดยจิตแพทย์เท่านั้น

นักจิตบำบัด (Psychotherapist)

     อาชีพนี้ต้องเรียนจบทางด้านจิตวิทยาเช่นกัน แต่เพิ่มเติมคือการเรียนด้านบำบัดและฟื้นฟูสุขภาพจิตโดยเฉพาะ เพื่อเน้นไปที่การดูแลรักษาจิตใจผู้ป่วยให้ปรับตัวได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นหากใครมีปัญหาที่ฝังรากลึก อาจเหมาะสมกว่าหากจะลองพบกับนักจิตบำบัดดูสักครั้ง แม้จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่ทั้ง 3 ศาสตร์นี้ก็มักจะทำงานร่วมกันเพื่อรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังสามารถแยกย่อยไปตามอาการของแต่ละคนได้ด้วย เพราะบางคนจำเป็นต้องใช้ยารักษา บางคนจำเป็นต้องการพื้นที่สำหรับรับฟัง หรือบางคนอาจต้องการเยียวยาบาดแผลทางใจในอดีต ทว่าหลังจากยุคโควิด – 19 เป็นต้นมา หลาย ๆ คนคงจะคุ้นหูคุ้นตากับบทบาทของไลฟ์โค้ช (Life Coach) หรือนักพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจกันมากขึ้น นี่กลายเป็นอีกหนึ่งวิธีสำหรับการบำบัดจิตใจ กลายเป็นอาชีพใหม่ที่ผุดมาในยุคที่โซเชียลมีเดียครองเมือง ซึ่งตามมาด้วยคำวิจารณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบ 

ไลฟ์โค้ช (Life Coach) 

     อาชีพใหม่ซึ่งถือกำเนิดขึ้นบนโลกออนไลน์ พวกเขาจะทำหน้าที่เป็นนักพูด นักเขียน นักสร้างคอนเทนต์แนวให้กำลังใจ เพื่อสอนบทเรียนชีวิตจากประสบการณ์ตรงโดยไม่จำกัดอาชีพ บางคนอาจเรียนจบทางด้านจิตวิทยา บางคนอาจเป็นเพียงใครสักคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่สิ่งสำคัญสุดคือไลฟ์โค้ชล้วนมีทักษะการสื่อสารอันทรงพลังต่อผู้คน

     ปัจจุบันเรามักจะเห็นคำวิจารณ์ต่าง ๆ ที่มีต่อไลฟ์โค้ชในเชิงลบเสียมากกว่า เพราะเมื่อไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองใด ๆ เพียงอาศัยแค่ประสบการณ์ชีวิต (บางคนอาจปลอมแปลงขึ้นมาได้) แล้วทำหน้าที่สั่งสอนผู้คนจนเป็นอาชีพ ทำให้บางครั้งแทนที่จะเป็นการเยียวยาหรือสร้างแรงบันดาลใจ มันกลับกลายเป็นการบั่นทอนและสร้างผลลัพธ์อัน Toxic แทนเสียอย่างนั้น แต่ใช่ว่าการเสพคอนเทนต์แนวบทเรียนชีวิตมันจะแย่เสมอไป เพราะการเยียวยาจิตใจล้วนประกอบด้วยหลายปัจจัยมากกว่าแค่พบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ หากคำพูดจากไลฟ์โค้ชหรือคำแนะนำต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตจริง ๆ ได้อย่างเหมาะสมพอดี มันย่อมเกิดผลลัพธ์ในเชิงบวกได้เช่นเดียวกัน


ชีวิตที่ไม่ยอมแพ้โชคชะตา กับการกลับมาที่โลกต้องจำ

     คนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ทุกคนต้องเผชิญกับความทุกข์ ปัญหา และอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต การล้มแล้วลุกขึ้นสู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตานั้นถือว่าน่ายกย่อง เราจึงขอยกตัวอย่างบุคคลที่ลุกขึ้นสู้จนประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจ และกลายเป็นผู้สร้างคุณประโยชน์อันล้ำค่าให้แก่สังคม

วิคเตอร์ แฟรงเคิล (Viktor Frankl) จิตแพทย์และนักปรัชญาชาวออสเตรีย

     เขาคือคนที่รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซี ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สูญเสียครอบครัวแทบทั้งหมด ชีวิตเผชิญความโหดร้ายจากสงคราม แต่จิตใจของเขาไม่ได้ถูกทำลายไปด้วย เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการศึกษาปรัชญาชีวิต จนเป็นผู้คิดค้นทฤษฎีจิตบำบัดแนวความหมายในชีวิต (Logotherapy) การค้นหาความหมายของการมีชีวิต (Will to Meaning) ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์ก้าวข้ามความทุกข์ยากได้ เขาออกหนังสือชื่อ Man's Search for Meaning (ชีวิตไม่ไร้ความหมาย) ซึ่งไม่ใช่เรื่องการบันทึกสงครามเพียงอย่างเดียว แต่ตอบในเชิงปรัชญาว่า เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร เมื่อทุกอย่างดูเหมือนสิ้นหวัง




เอลิซาเบธ สมาร์ท (Elizabeth Smart) นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

     ชีวิตของเอลิซาเบธแสนจะโหดร้ายเหมือนในละคร เรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นข่าวดังในประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2002 เมื่ออายุ 14 ปี เธอถูกลักพาตัวจากห้องนอนของตัวเอง ถูกทารุณกรรม ล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ หลังจากเธอหายไป 9 เดือน ทุกคนคิดว่าเธออาจจะตายไปแล้ว แต่ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นเมื่อสามารถจับคนร้ายได้และเธอยังมีชีวิตอยู่ หลังจากกลายเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย หัวใจของเธอไม่ได้จมอยู่กับความเศร้า แต่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชีวิตให้มีพลังด้วยการศึกษา ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน พร้อมเป็นกระบอกเสียงให้เหยื่อความรุนแรงทางเพศทั่วโลก


 

คริส การ์ดเนอร์ (Chris Gardner) พนักงานขายและผู้ประกอบการ

     คริสคือชายชาวอเมริกันที่เป็นบุคคลล้มละลายในวัย 30 ปี ภรรยาทิ้งลูกชายให้เลี้ยง 1 คนเพียงลำพังและต้องไร้บ้าน จากนั้นเขาก็สมัครเข้าโครงการฝึกงานของบริษัทให้บริการทางการเงินแบบครบวงจร แต่ขณะฝึกงานไม่ได้เงินเดือน เขาจึงต้องทำงานขายของในช่วงเช้า ช่วงบ่ายไปฝึกงาน ตอนเย็นหาที่นอนให้ลูกชายตามข้างทาง ซึ่งความพยายามของเขาก็มีมากกว่าคนอื่น ๆ เขาโทรหาลูกค้าวันละ 200 สาย แทบไม่ดื่มน้ำและไม่ลุกไปเข้าห้องน้ำ เพื่อหวังทำยอดขายให้มากที่สุด ก่อนที่ต่อมาจะได้เข้าทำงานประจำ ซึ่งหลังจากมีประสบการณ์หลายปี เขาได้ตั้งบริษัทโบรกเกอร์ของตัวเองในเมืองชิคาโก และกลายเป็นเจ้าของธุรกิจการเงินที่ประสบความสำเร็จ ชีวิตของเขาถูกนำมาทำเป็นหนังที่ชื่อว่า The Pursuit of Happyness (ยิ้มไว้ก่อน พ่อสอนไว้)

 

โรเบิร์ต จอห์น ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey Jr.) นักแสดง

     เขาเกิดมาในครอบครัวศิลปินที่พอมีฐานะและได้มีผลงานการแสดงตั้งแต่เด็ก ในปี 1992 ชีวิตรุ่งขนาดถูกเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์จากบท Charlie Chaplin ทว่าชีวิตกลับดิ่งลงเหวเนื่องจากยาเสพติด ติดคุก และเข้า – ออกสถานบำบัดหลายครั้ง ทำให้แทบจะหมดอนาคตในอาชีพงานแสดงเพราะไม่มีใครกล้าจ้าง แต่แล้วในปี 2003 เมล กิบสัน (Mel Gibson) ยอมเอาชื่อเสียงและเงินของตัวเองจ่ายเพื่อค้ำประกันให้ชายคนนี้ได้แสดงหนังเรื่อง The Singing Detective (2003) ก่อนจะกลับมาโด่งดังในบท Iron Man จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการกลับมาอย่างสง่างามในฮอลลีวูด


Healer All Around สื่อสร้างสรรค์เยียวยาใจ

     ในวันที่เหนื่อยล้าและหมดไฟ การได้เสพผลงานศิลปะดี ๆ สักชิ้นอาจช่วยเยียวยาจิตใจได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้นเราจึงอยากขอรวบรวมสื่อบันเทิงหลากรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ เพลง ภาพยนตร์ หรือสารคดี ที่จะช่วยเติมเต็มพลังบวกให้กับคุณ

824 แปดสองสี่

     ยี่สิบสี่ชั่วโมงของแปดชีวิต ที่ล้วนมีหัวใจเพียงหนึ่งเดียว... นี่คือคำโปรยบนปกหนังสือนวนิยายแนวอบอุ่นหัวใจจากปลายปากกาของงามพรรณ เวชชาชีวะ ดำเนินเรื่องราวผ่าน 8 ตัวละครกับชีวิตตลอด 24 ชั่วโมงขณะที่อาศัยในซอยอยู่สบาย บางบทก็เสียน้ำตา บางบทก็นำมาด้วยรอยยิ้ม แต่สาระสำคัญที่สุดหลังอ่านจบคือบทเรียนอันแสนพิเศษจากความเรียบง่ายและธรรมดา ซึ่งไม่ต่างอะไรกับชีวิตของเราทุก ๆ คน


 

 

Fujii Kaze  (ฟูจิอิ คาเสะ)

     ศิลปินมากความสามารถชาวญี่ปุ่น ผู้โดดเด่นในเรื่องของการทำเพลงเกี่ยวกับปรัชญาความรักที่ว่าด้วยการโอบอุ้มจิตวิญญาณตัวเราเอง เมื่อลองฟังเพลงของเขาไปพร้อม ๆ กับเปิดคำแปลไทย พลังบวกจากท่วงทำนองดนตรีของ Fujii Kaze สามารถช่วยฮีลใจคุณได้มากมาย ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไรหรือมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม อย่างเพลง Seishun Sick เพลงที่ปลอบประโลมใจวัยรุ่น เพลง Michi Teyu Ku เพลงที่แสดงสัจธรรมแห่งชีวิต หรือเพลง Prema เพลงที่บอกเราว่ารักตัวเองคือรักอันบริสุทธิ์ (เพลงนี้ถ่ายทำ MV ที่บ้านผาลาย จังหวัดเชียงใหม่ด้วย)

 

Into The New World – Girls’ Generation     

     เสียงมวลชนที่ขับร้องเพลง Into The New World ของเกิร์ลกรุ๊ปแห่งชาติเกาหลีใต้อย่าง Girls’ Generation ดังสนั่นไปทั่วทุกอีเวนต์สำคัญของเอเชีย แม้ว่าครั้งหนึ่ง Girls’ Generation จะเคยต้องร้อง - เต้นเพลงนี้ท่ามกลางเหตุการณ์บอยคอตพวกเธอ ณ คอนเสิร์ตใหญ่ของ K-Pop แต่เนื้อหาที่ว่าด้วยการโบกมือลาความเศร้าบนโลกใบเก่า จับมือกันเผชิญหน้าความสุขบนโลกใบใหม่ ทำให้เวลาผ่านไปมันกลับกลายเป็น Iconic Song สำหรับสร้างขวัญกำลังใจแก่ทุกคน

The Intern (2015)

      ภาพยนตร์ที่นำแสดงโดย Robert De Niro และ Ann Hathaway บอกเล่าเรื่องราวของชายแก่อายุ 70 ปีผู้เชื่อว่าไม่มีอะไรสายไปสำหรับการเริ่มต้น ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจสมัครเข้าทำงานกับบริษัท Start Up แห่งหนึ่ง และต้องเรียนรู้มากมายเพื่อปรับตัวให้ทันโลกยุคออนไลน์ ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับเพื่อนร่วมงานคนละเจนเนอเรชันด้วย ก่อนจะเกิดมิตรภาพต่างวัยระหว่าง Intern ไม่ยอมเกษียณกับ CEO สาวไฟแรงขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมออฟฟิศ

 

 

 

Exploring The Unknown With Wang Yibo 

     สารคดีท่องเที่ยวผจญภัยของนักแสดงจีนชื่อดังอย่าง Wang Yibo (หวังอี้ป๋อ) ที่คว้ารางวัล Gold Winner จาก The Telly Awards 2025 มาได้ โดยเขาจะพาทุกคนไปสำรวจโลกพร้อม ๆ กันผ่านกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมต่าง ๆ ท่ามกลางธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่ สามารถค้นพบความสวยงามของชีวิตได้ง่าย ๆ ในระหว่างการเดินทางที่ล้วนเต็มไปด้วยข้อคิดและแรงบันดาลใจมากมาย เหมาะสำหรับใครก็ตามที่ต้องการเติมเชื้อไฟในชีวิต 


เมื่อโซเชียลมีเดียทำให้เราคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ

    ตั้งแต่โลกเข้าสู่ยุคดิจิตอล การมีโซเชียลมีเดียก็ทำให้หลายอย่างในชีวิตสะดวกสบายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารแบบเรียลไทม์ การซื้อของออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการหาคู่ แต่อีกด้านหนึ่งในโลกออนไลน์เรามองเห็นชีวิตของคนอื่นได้ชัดเจนมากขึ้น และแน่นอนว่าในโลกของการแชร์ คนส่วนใหญ่จึงมักโพสต์แต่เรื่องดี ๆ เสมอไม่ว่าจะเป็นการกินหรูอยู่สบาย โชว์บ้าน - รถหรู และไลฟ์สไตล์ที่ดูสมบูรณ์แบบเกินจริง ทำให้หลายคนที่เฝ้ามองเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ทำไมเราถึงตามเขาไม่ทัน" 

    จากงานสำรวจของ Global Flourishing Study มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ของวัยรุ่นชาย – หญิงกว่า 200,000 คนใน 22 ประเทศซึ่งอายุระหว่าง 18 - 29 ปี พบว่ามีระดับความสุขต่ำและรู้สึกไม่มีความสุขในชีวิต เนื่องจากเติบโตมาในระบบที่คาดหวังให้ต้องสมบูรณ์แบบตลอด ถูกบีบให้คิดเสมอว่าต้องพัฒนาตัวเอง และติดกับดักของการแสวงหาการยืนยันตัวตนผ่านโซเชียลมีเดีย คำถามคือเราควรประสบความสำเร็จระดับไหน เพราะมาตรฐานชีวิตที่ผู้คนในโซเชียลมีเดียได้สร้างขึ้นนั้นสูงมากโดยเฉพาะความร่ำรวยทางวัตถุ ถ้าลองหยุดแล้วมองโลกแห่งความจริง เราอาจไม่ต้องวิ่งตามมาตรฐานเหล่านั้นก็ได้ …การมีคุณภาพชีวิตที่ดีครบทุกมิติตามศักยภาพของตัวเองก็น่าจะเพียงพอแล้ว…

     ชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน มีขึ้นมีลง บางคนประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว บางคนต้องเผชิญปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า ล้มแล้วลุกจนนับไม่ถ้วน โชคชะตา ความสามารถ และฐานะที่ไม่เหมือนกัน ทำให้เวลาในการเดินสู่เส้นทางความสำเร็จย่อมต่างกัน โดยเฉพาะความสำเร็จของแต่ละคนที่อาจนิยามได้ไม่เหมือนกัน บางคนอยากมีฐานะดี บางคนอยากมีความรักที่สวยงาม บางคนอยากมีสุขภาพแข็งแรง

     การตื่นขึ้นมาในแต่ละวันจึงเหมือนการเริ่มต้นใหม่ที่ไม่ควรวัดความสำเร็จด้วยความเร็วหรือมาจากสายตาของคนอื่น แต่ควรมาจากความสุขของตัวเองเท่านั้น แม้เราจะเห็นความสำเร็จของคนอื่นในโซเชียลมีเดียตลอดเวลา แต่ถ้าเราหยุดวิ่งตามเงาของคนอื่น แล้วเริ่มเดินบนเส้นทางของตัวเอง นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่แท้จริงได้เช่นกัน

Begin Again ไม่มีคำว่าสายกับการเริ่มต้น