ไทยกับโอกาสการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (Hub of EV) ของโลก

ไทยกับโอกาสการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (Hub of EV) ของโลก

เมื่อภาวะโลกร้อนและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นภัยคุกคามที่ใกล้ตัวมากขึ้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมมนุษย์ เช่น การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคพลังงานและการขนส่ง กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ผลักดันให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้น นำมาซึ่งผลกระทบมหาศาลต่อระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ดังนั้นเพื่อแก้ไขวิกฤตนี้ หลายประเทศได้เร่งพัฒนานโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หนึ่งในแนวทางที่สำคัญและเป็นที่จับตามองนั่นคือ การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิวัติระบบขนส่งแห่งอนาคต หากรถไฮโดรเจนและพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ยังไม่เปรียบด้านการปลอดปัญหาและด้านราคา

EV : พลังขับเคลื่อนแห่งการเปลี่ยนแปลง

ยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล มีบทบาทสำคัญในการลดมลพิษทางอากาศและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากจะช่วยตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว EV ยังมอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่เหนือกว่า พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และระบบคมนาคม

อุตสาหกรรม EV เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งจากการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงและนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐส่งผลให้ยอดขาย EV เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ในปี 2020 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอยู่ที่ 3.2 ล้านคันและเพิ่มอย่างพุ่งทะยานใน 3 ปีต่อมา โดยในปี 2023 ยอดขายพุ่งทะยานถึง 13.6 ล้านคัน มีประเทศจีนครองตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลกว่า 8 ล้านคัน ตามมาด้วยสหรัฐฯ ที่มียอดขายกว่า 1.6 ล้านคัน สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพฤติกรรมผู้บริโภคและการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของยุคใหม่

โอกาสของไทยกับการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของโลก

ศักยภาพทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ

ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงตลาดในอาเซียนและเอเชียตะวันออก ด้วยระบบโลจิสติกส์ที่พัฒนาแล้วพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตที่ทันสมัย ครอบคลุม รวมถึงการครองตำแหน่งฐานการผลิตรถยนต์ระดับโลก โดยในปี 2023 ตลาดยานยนต์ของประเทศไทยมีมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 18 ของ GDP ของประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยครองตำแหน่งฐานการผลิตรถยนต์อันดับ 1 ในอาเซียน อันดับ 5 ในเอเชีย และอันดับ 10 ของโลก

นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ

ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน เช่น การลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับ EV แผนพัฒนาสู่ “Thailand EV Hub” ภายในปี 2035 (BOI, 2022) ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุน ส่งผลให้ปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจากจีนและญี่ปุ่น เช่น BYD, MG, Changan, NETA, GAC และ Nissan ได้เริ่มลงทุนในไทย

ความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น

หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งออกนโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อรับมือกับปัญหาภาวะโลกร้อนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรป (EU) มีเป้าหมายให้ยุติการขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในปี 2035 พร้อมให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับผู้ซื้อ EV (European Commission, 2022) หรือจีนที่เป็นผู้นำตลาด EV ทั่วโลก ได้ออกนโยบายสนับสนุนการผลิตและใช้ EV ในประเทศ รวมถึงตั้งเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนให้ถึง 0 ภายในปี 2060 (IEA, 2023)

นอกจากนี้ การเติบโตของชนชั้นกลางในอาเซียนทำให้มีกำลังในการใช้จ่ายมากขึ้น ประกอบกับผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้นและเห็นว่าค่าใช้จ่ายในการใช้งานรถยนต์ EV ต่ำกว่ารถยนต์สันดาป โดยการสำรวจของ McKinsey & Company (2023) พบว่าร้อยละ 70 ของผู้บริโภคทั่วโลกที่วางแผนจะซื้อรถใน 5 ปีข้างน่าสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเพราะค่าน้ำมันที่สูงขึ้นและนโยบายภาษีสำหรับรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน ส่งผลให้ความต้องการ EV ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งต่อตัวค่ายรถยนต์ การใช้งาน เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งการรับประกันหลังการขาย ที่จะช่วยลดความกังวลของผู้บริโภคได้ในระยะยาว เมื่อบวกกับภาระค่าใช้จ่ายที่ลดลงเมื่อเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ตลาดรถ EV เติบโตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่าประเทศไทยมีทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่เอื้อให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ EV ของโลก นี่จึงนับเป็นโอกาสของไทยที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพราะยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกของคนยุคใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างโลกที่สะอาดและยั่งยืนขึ้น การสนับสนุน EV ไม่ได้หมายถึงเพียงการลงทุนในเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ยังเป็นการลงทุนในอนาคต เพื่ออนาคต หากประเทศไทยคว้าโอกาสการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของโลก ย่อมส่งผลต่ออนาคตของประเทศไทย

ดังนั้นเพื่อตอบสนองบทบาทดังกล่าว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวจากความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิม ไปสู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในตลาดโลกและตอบสนองต่อแนวโน้มยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

 

ไทยกับโอกาสการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (Hub of EV) ของโลก โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์