Beyond Marketing, Into the Mind ปรัชญา ชีวิต และธุรกิจแห่งความจริง สุภกฤษ กุลชาติวิจิตร
โค้ชแบงค์ สุภกฤษ กุลชาติวิจิตร หนึ่งในนักคิด นักพูด นักสร้างแรงบันดาลใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด เจ้าของเพจรู้รอบตอบโจทย์ธุรกิจที่มีผู้ติดตามกว่า 2.3 ล้านคน เรียนจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดมุมมองด้วย MBA จาก University of Birmingham ประเทศอังกฤษ
เขาไม่ได้เก่งเพียงแค่ทฤษฎี แต่ลงมือทำธุรกิจของตัวเองควบคู่บทบาทวิทยากร ผู้เป็นที่ปรึกษาให้ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งนี่คือเรื่องราวก่อนที่เขาจะกลายเป็น “โค้ชแบงค์” อย่างที่หลายคนรู้จักในวันนี้
เด็กธรรมดาที่ไม่ยอมอยู่ที่เดิม
โค้ชแบงค์เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลาง มีน้องชาย 1 คน แนวคิดหลายอย่างเขาเรียนรู้มาจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณพ่อที่มีความเชื่อว่าคนเราแม้ชีวิตอาจเริ่มต้นไม่เท่ากัน แต่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ความคิดนี้ไม่ได้ถ่ายทอดผ่าน DNA แต่ค่อย ๆ ซึมผ่านการสนทนาบนโต๊ะอาหารร่วมกัน
ช่วงวัยเรียนจากการที่เคยเป็นเด็กท้ายห้อง มีนักเรียน 58 คนแต่เขาสอบได้ที่ 56 จนวันหนึ่งจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมเราต้องเป็นเด็กท้ายห้องตลอดไป คำถามนั้นไม่ได้เปลี่ยนชีวิตทันที แต่ทำให้เขาตัดสินใจลองเอาจริงในการตั้งใจเรียน จดทุกอย่าง ทบทวนทุกบท สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้คืออันดับที่ขยับขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด เขาเลยเชื่อว่ามนุษย์สามารถพัฒนาได้จริงหากตั้งใจและลงมือทำ
อีกภาพหนึ่งที่ฝังอยู่ในความทรงจำ นั่นคือวันที่โรงเรียนเชิญนักพูดชื่อดังขึ้นเวที เด็กชายแบงค์เห็นคนคนหนึ่งสามารถทำให้ทั้งโรงเรียนหัวเราะ ตั้งใจฟัง และมีความสุขได้ เขาไม่รู้วิธีแต่มีความรู้สึกว่าอยากเป็นแบบนั้น จนกระทั่งไปหาหนังสือพัฒนาตัวเองและยืนอ่านในร้าน จดชื่อผู้เขียนใส่สมุดและโทรศัพท์ไปขอคำแนะนำทั้งที่ไม่รู้จักกัน หลายคนสอนให้ฟรี แถมบางเทคนิคยังถูกใช้อยู่จนถึงวันนี้
ไม่หยุดแค่นั้น หลังเลิกเรียนเขาไปที่สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย เมื่อครอบครัวเห็นความตั้งใจจึงเริ่มได้โอกาสไปฝึกฝนอย่างจริงจัง สนับสนุนให้เรียนคอร์สต่าง ๆ เข้าไปอยู่ในห้องเรียนเดียวกับผู้ใหญ่ทั้งที่อายุน้อยที่สุดในห้อง ตรงจุดนี้เองทำให้เขาเริ่มสร้างประสบการณ์หลายอย่างในชีวิตแม้จะไม่ได้เก่งในทันทีก็ตาม
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด จากเด็กธรรมดาที่ไม่ยอมอยู่ที่เดิม และยังคงเชื่อแบบนั้นมาจนถึงวันนี้
การเรียนเปลี่ยนวิธีคิดทั้งชีวิต
“ต้องบอกก่อนว่าธุรกิจในครอบครัวของผมทำเกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งผมรู้สึกว่าพื้นฐานตรงนี้น่าจะนำมาต่อยอดกับการเรียนได้ สมัยนั้นเป็นช่วงที่รัฐบาลยังให้มีการสอบเอนทรานซ์ปีท้าย ๆ มีอยู่ 2 คณะที่แข่งขันสูงคือแพทย์กับวิศวกรรม ผมตัดแพทย์ออกตั้งแต่แรก เพราะไม่ชอบการผ่าตัด เมื่อเหลือวิศวกรรม ผมยิ่งมั่นใจเพราะตัวเองชอบสิ่งที่เป็น Logic และเหตุผล
“ตั้งแต่เริ่มพัฒนาการเรียนมาจากเด็กท้ายห้อง วิชาที่ผมชอบที่สุดคือฟิสิกส์ ช่วง ม.2 ขึ้น ม.3 ผมเป็นอันดับ 1 ของวิชาวิทยาศาสตร์ พอเข้าม.4 - ม.5 ฟิสิกส์กลายเป็นวิชาที่ผมทำได้ดีที่สุด เรียกว่าเป็นท็อปของโรงเรียน ผมเอาข้อสอบย้อนหลังฟิสิกส์มาทำซ้ำ ๆ ย้อนหลังถึง 13 ปีจนเห็นแพตเทิร์น รู้ว่าข้อสอบจะออกตรงไหนและจะหลอกตรงไหน เมื่อถึงจุดหนึ่งแค่เห็นโจทย์ก็รู้ทันทีว่าควรตอบอย่างไร ความมั่นใจตรงนี้ทำให้ผมเชื่อว่าถ้าเราเอาจริงกับอะไรสักอย่าง ผลลัพธ์มันจะออกมาตามนั้น
“ตอนสอบฟิสิกส์ เอนทรานซ์คะแนนเต็ม 100 ผมได้ 95 เพราะ 2 ข้อที่ผิดเกิดจากการแทนค่าผิดเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจเนื้อหา แต่เป็นความผิดพลาดทางตัวเลข ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าความเข้าใจเชิงลึกสำคัญแค่ไหน
“เมื่อได้เข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ สิ่งที่ผมได้มากกว่าความรู้คือวิธีคิดแบบวิศวะ วิศวกรรมสอนให้เราเข้าใจตรรกะของระบบ เช่น รถยนต์ 1 คัน หากถอดชิ้นส่วนทั้งหมดแล้วประกอบใหม่ที่ญี่ปุ่น ไทย เวียดนาม หรืออเมริกา ผลลัพธ์ต้องออกมาเหมือนกัน นั่นคือหัวใจของวิศวกรรม
“หลักคิดนี้กลายมาเป็นรากฐานของธุรกิจในเวลาต่อมา ถ้าคนหนึ่งทำได้ แปลว่ามันต้องสามารถถอดรหัสได้ เมื่อถอดได้ คนอื่นก็ต้องทำตามได้เช่นกัน ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์เฉพาะตัว แต่เป็นเรื่องของระบบ นี่คือความเชื่อที่ผมได้มาจากวิศวกรรมและยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้”

บทเรียนจากสนามจริง
“จากนั้นผมไปเรียนต่อ MBA ที่ประเทศอังกฤษ ต้องบอกก่อนว่า MBAในประเทศไทยดีหมดนะครับ แต่ที่ผมเลือกไปเรียนต่างประเทศเพราะรู้สึกว่าเราควรจะเห็นในหลาย ๆ มุมมากกว่าแค่ความคิดในไทย ในไทยมันจะมีความคิดคล้าย ๆ กันเป็นวัฒนธรรม แต่ว่าที่ต่างประเทศมันมีความคิดที่หลากหลาย อย่างคลาสที่ผมเรียนมีเพื่อนรวมกันประมาณ 20 กว่าประเทศ ดังนั้นบางสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของไทย มันอาจจะไม่ใช่เรื่องธรรมดาของเขาก็ได้ แต่ละประเทศก็จะมีวิธีจัดการกับปัญหาไม่เหมือนกัน
“หลังจากจบ MBA ผมเลือกเริ่มต้นด้วยงานขาย เพราะรู้สึกว่าความรู้จากตำรากับโลกความจริงไม่เหมือนกัน เราเรียนการตลาดจากหนังสือ เรียนว่าคนคิดอย่างไร สุดท้ายก็ต้องลงสนามจริงถึงจะรู้ว่าคนคิดแบบไหนกันแน่ โดยเฉพาะการที่ตำราส่วนใหญ่มันเป็นของฝรั่ง แต่ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคไทยกลับมีบริบทและวัฒนธรรมของตัวเอง
“ผมทำงานขายอยู่พักหนึ่งก่อนจะเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง สินค้าแรกที่ผมขายไม่ใช่ดิจิตอลแต่เป็นเครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรม ตอนนั้นผมคิดง่าย ๆ ว่าถ้าเราหาของคุณภาพใกล้เคียง แต่ราคาถูกกว่าเราน่าจะสู้เจ้าใหญ่ได้
“แต่ความจริงคือแนวคิดนี้ผิดโดยสิ้นเชิง เจ้าใหญ่มีทุนมากกว่า เขาสามารถลดราคาทุบตลาดหรือยอมขาดทุนสินค้า A เพื่อไปเอากำไรสินค้า B ได้ ในขณะที่ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ยิ่งกับสินค้าที่เป็น Physical Product (สินค้าที่จับต้องได้) ยิ่งมีต้นทุนแฝง ทั้งคลังสินค้า การขนส่ง และเซอร์วิสหลังการขาย จนผมเริ่มรู้ว่านี่ไม่ใช่ธุรกิจที่เหมาะกับตัวเอง
“จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อผมหันมาทำซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบมากเพราะมันไม่ต้องจัดส่งสินค้า ไม่ต้องสต็อก แค่ส่งลิงก์ให้ลูกค้าดาวน์โหลด ต้นทุนเกิดขึ้นครั้งเดียวแต่ขายได้ไม่จำกัดจำนวน ซึ่งสิ่งที่ลูกค้าจ่ายไม่ใช่เพราะตัวโปรดักต์จับต้องได้ ทว่ามันคือคุณค่าที่สร้างให้กับเขา
“ผมมักยกตัวอย่างให้นักเรียนฟังว่าซอฟต์แวร์ 1 บัญชีราคา 60,000 – 100,000 บาท หลายคนรู้สึกว่าแพงทั้งที่เป็นแค่ลิงก์ดาวน์โหลด แต่ถ้ามันช่วยลดของเสียในโรงงานได้เดือนละหลายล้านบาท คำถามเรื่องแพงหรือไม่แพงจะหายไปทันที
“ซอฟต์แวร์ของผมถูกใช้ในการวัดค่ากระบวนการผลิต จากเดิมที่คนงานวัดแล้วจดลงกระดาษซึ่งมีโอกาสผิดพลาดสูง เมื่อระบบวัดคลาดเคลื่อน สินค้าไม่ได้สเปก โรงงานก็เสียลูกค้า แต่เมื่อใช้ซอฟต์แวร์ระบบจะฟ้องทันทีว่าจุดไหนมีปัญหาทำให้แก้ไขได้ตรงจุด สินค้ามีคุณภาพสม่ำเสมอ ลูกค้าเชื่อมั่น โรงงานมียอดเพิ่มขึ้น
“ประสบการณ์นี้ทำให้ผมเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าธุรกิจไม่ควรเริ่มจากคำถามว่าจะขายอะไรแต่ควรเริ่มจากจะสร้างคุณค่าอะไรให้ลูกค้า สินค้าไม่จำเป็นต้องจับต้องได้ จะเป็นซอฟต์แวร์หรือคอร์สออนไลน์ก็ได้ หากมันช่วยเปลี่ยนชีวิตหรือยกระดับผลลัพธ์ของเขาได้ คนก็พร้อมจ่ายเสมอ
“เพราะสุดท้ายแล้วคนไม่ได้จ่ายเงินให้กับตัวสินค้า แต่จ่ายให้กับเวอร์ชันที่ดีกว่าของชีวิตตัวเอง”

ความผิดพลาดทำให้เข้าใจคน
“ความจริงแล้วผมคือคนธรรมดา ทุกครั้งที่ผมทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเรียนหรือธุรกิจแรกอย่างเครื่องดูดฝุ่น ผมไม่เคยมองว่านั่นคือความล้มเหลว ผมมองว่าชีวิตคือการเดินทางระยะยาว บางช่วงสะดุด บางช่วงต้องหยุดพัก แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเพื่อให้เราเรียนรู้
“ทุกครั้งที่พลาด ผมจะย้อนกลับมาถามตัวเองว่าเราตั้ง Mindset ผิดตรงไหน วางใจผิดตรงไหน หรือรู้ไม่มากพอเรื่องอะไร เพราะความผิดพลาดเหล่านี้คือการย่อเพื่อกระโดดและทำให้เราเติบโตขึ้นจริง ๆ
“สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากความพลาดคือคนไม่ได้ต้องการโค้ชที่เก่งที่สุด แต่ต้องการโค้ชที่เข้าใจเขาจริง ๆ
“ลองนึกถึงการลดน้ำหนัก คุณอาจไม่ได้อยากเทรนกับนักกล้ามระดับโลก แต่อยากเทรนกับคนธรรมดาที่เคยมีน้ำหนักใกล้คุณ ใช้ชีวิตแบบคุณ ทำงานเวลาเดียวกับคุณและลดได้จริง เพราะคนแบบนี้ทำให้เราเห็นว่ามันเป็นไปได้
“เหมือนการโฆษณาครีม ถ้าดาราระดับประเทศใช้ เราไม่รู้ว่าทาแล้วจะได้ผลเหมือนเขาหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาหน้าบ้าน ๆ อาชีพทั่วไปใช้แล้วดีขึ้นจริง นั่นคือสิ่งที่คนเชื่อ
“โค้ชก็เช่นกัน คนเชื่อคนที่เคยผิดเคยพลาดและฟื้นขึ้นมาได้ เพราะปัญญาที่ส่งต่อไม่ใช่แค่ความรู้จากตำรา แต่เป็นปัญญาที่ผ่านชีวิตจริง
“และนั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลัวความผิดพลาด เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้ผมเข้าใจคนมากขึ้น”

การขายที่ไม่ใช่แค่การขาย
“แทบทุกอย่างบนโลกคือการตลาดทั้งหมด การที่คนจะรู้จักเรา เชื่อเรา และตัดสินใจซื้อ ล้วนเป็นกระบวนการเดียวกัน ในทางการตลาดเราเรียกสิ่งนี้ว่า Sales Funnel หรือกรวยการขาย เริ่มจากทำให้คนที่ไม่รู้จักเรา “รู้จัก” จากนั้นให้เขา “พิจารณา” ต่อด้วย “ตัดสินใจซื้อ”และสุดท้ายคือ “ซื้อซ้ำ”
“ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ การตลาดก็ไม่ต่างจากการจีบผู้หญิง เริ่มจากคนที่ยังไม่รู้จักเรา ต้องทำให้เขารู้จักก่อน รู้จักแล้วถึงจะพัฒนาไปสู่การพิจารณา เหมือนการชวนไปเดต ถ้าคลิกกันถึงจะตัดสินใจคบหากัน และถ้าจะคบกันยาว ๆ ก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ให้ดีในปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3
“ปัญหาคือหลายคนไม่เข้าใจขั้นตอนนี้ ลูกค้าเจอสินค้าครั้งแรกใน TikTok หรือไลฟ์สด แล้วถามว่าทำไมไม่ซื้อ ผมก็มักจะถามกลับว่าถ้าคุณเจอผู้หญิงครั้งแรกทำไมเขาไม่แต่งงานกับคุณทันที เพราะมันยังไม่มีความชอบ ความเชื่อใจ และความไว้วางใจ ถ้าเพิ่งเจอกันแล้วขอแต่งงานเลย โอกาสสำเร็จก็แทบไม่มี
“การขายก็เหมือนกัน ถ้าข้ามขั้นตอน พยายามปิดการขายตั้งแต่ครั้งแรกโดยไม่สร้างความสัมพันธ์ก่อน โอกาสซื้อมันก็ต่ำ ซึ่งถ้าสมมติว่าลูกค้าแต่งงานกับเราแล้ว คำถามต่อมาคือ จะทำอย่างไรให้เขาอยู่กับเรานาน ๆ
“คำตอบคือคุณภาพต้องสม่ำเสมอ ถ้าโปรโมชันดีแค่ช่วงแรก แต่สินค้าล็อตหลังคุณภาพตกหรือไม่ตรงปก ต่อให้ทำการตลาดเก่งแค่ไหน ลูกค้าก็ไม่กลับมา
“การตลาดอาจหลอกให้คนซื้อได้ครั้งเดียว แต่ถ้าคุณอยากให้เขาซื้อซ้ำคุณต้องจริงใจกับเขาตั้งแต่แรก”
Play to Win VS Play Not to Lose เล่นเพื่อชนะหรือแค่ไม่แพ้
“มีแนวคิดหนึ่งที่ผมชอบมาก นั่นคือคำว่า Play to Win กับ Play Not to Lose คนส่วนใหญ่มักไม่ได้เล่นเพื่อชนะ แต่เล่นเพื่อประคองตัวเองไม่ให้แพ้
“ถ้าวันนี้คุณคิดว่า TikTok ในไทยแข่งขันกันดุแล้ว ผมอยากให้ลองโหลด TikTok จีนดู แล้วคุณจะรู้ว่าสนามของไทยยังถือว่าเบามาก ที่จีนเขาเล่นกันโหดกว่านี้เยอะ นี่แหละคือความหมายของคำว่า Play to Win
“ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าจะขายทุเรียน ที่จีนเขาไม่ใช่แค่เปิดไลฟ์แล้วขาย แต่แต่งเป็นมาสคอตลูกทุเรียน เต้น ร้องเพลง ไลฟ์ยาวเป็นชั่วโมงเพื่อเรียกคนดู หรือบางคนแต่งเป็นฮ่องเต้ มีนางสนม มีควัน มีเอฟเฟกต์ เล่นกันสุดทางเพื่อให้คนหยุดดูแล้วซื้อของ นี่คือการแข่งขันระดับที่ตั้งใจจะชนะจริง ๆ
“หลายคนบอกว่า TikTok ไทยเจ้าใหญ่กินตลาดหมดแล้ว แข่งขันยาก ผมบอกเลยว่าถ้าได้เห็นสนามจริงแบบจีน จะรู้ว่าสิ่งที่เราเจออยู่นี่ยังไม่ใช่ของหนัก ที่สำคัญคือหลายไอเดียที่ผมเอามาสอนก็ได้จากจีน ทุกวันนี้ยังแทบไม่มีคนไทยทำ เพราะการรู้กับการลงมือทำไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
“คนที่เล่นแบบ Play to Win จะคิดเสมอว่าทำอย่างไรถึงจะชนะ แต่คนที่เล่นแบบ Play Not to Lose จะคิดแค่ว่าทำอย่างไรไม่ให้ตกขบวน ไม่ให้แพ้ ไม่ให้หลุดเกม ความคิดทั้งสองแบบนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
“แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดแค่ในธุรกิจแต่เกิดขึ้นในทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การสอบเข้ามหาวิทยาลัย การสอบเข้าราชการ หรือแม้แต่วงการอาชีพต่าง ๆ สุดท้ายแล้วจะมีคนอยู่ 2 กลุ่มเสมอ นั่นคือคนที่เล่นเพื่อชนะกับคนที่เล่นเพื่อไม่แพ้ ซึ่งคนทั้งสองกลุ่มนี้ไม่เคยได้ผลลัพธ์เท่ากัน”
การขายที่มนุษย์สำคัญกว่าเทคโนโลยี
“ในอนาคต AI จะเข้ามาแทนหลายเซกเมนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในเรื่องของการขาย สิ่งหนึ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนคือคนซื้อจากความมั่นใจ ไม่ว่าจะมั่นใจในตัวคนหรือมั่นใจในแบรนด์
“แบรนด์มีผลอย่างมาก สินค้าอย่างรองเท้าผ้าใบมีอยู่เต็มตลาด แต่ทำไมคนถึงเลือกบางแบรนด์ นั่นไม่ใช่เพราะตัวรองเท้าอย่างเดียว แต่เป็น Value Added ที่แบรนด์สร้างขึ้นมา ความเชื่อมั่นนี่แหละคือเหตุผลที่คนยอมจ่าย
“ในอนาคตแบรนด์ที่สำคัญที่สุดจะไม่ใช่แค่แบรนด์สินค้า แต่คือ Personal Brand
“AI สามารถสร้างภาพ เสียง หรือคอนเทนต์ให้เป๊ะได้หมด แต่สิ่งหนึ่งที่ AI ทดแทนไม่ได้คือความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์มีความไม่เป๊ะ ซึ่งผมเชื่อว่าในโลกที่ทุกอย่างเป๊ะเกินไป คนจะเริ่มโหยหาความไม่เป๊ะ
“ต่อไปคนจะอยากดูคอนเทนต์ที่หลุดบ้าง ผิดพลาดบ้าง เพราะนั่นคือของจริง ยิ่ง AI เยอะขึ้น ความต้องการมนุษย์จะยิ่งมากขึ้น ผมถึงกล้าพูดว่าอนาคตอาจมีสินค้าหรือสื่อทั้งสองระดับ นั่นคือแบบที่ใช้ AI กับแบบที่ใช้มนุษย์จริง แต่มนุษย์ยังได้เปรียบเรื่องสีหน้า แววตา และอารมณ์
“ดังนั้นคนขายของในอนาคตต้องสร้าง Personal Branding ที่เรียล ไม่ใช่เวอร์ชันประดิษฐ์ ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แต่ต้องจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ (As Real As Possible)
“คำถามคือยังมีช่องว่างอยู่ไหม คำตอบคือมีและใหญ่มาก เพราะวันนี้การเริ่มต้นธุรกิจไม่ต้องใช้ทุนมหาศาลเหมือนอดีต ทุกอย่างเริ่มจากมือถือเครื่องเดียว ใช้ AI ช่วยคิดคอนเทนต์ สร้างภาพ ออกแบบแพ็กเกจ วางแอป หรือแม้แต่ทำการตลาด ผมเชื่อว่าไม่เคยมียุคไหนเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายเท่ายุคนี้ แถมที่สำคัญคุณไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำว่า “ธุรกิจ”
“คุณเริ่มจากสิ่งที่คุณชอบก็พอ ถ้าคุณชอบกวาดบ้าน ถูพื้น ทำไปเรื่อย ๆ อย่างมีความสุข วันหนึ่งอาจมีสปอนเซอร์น้ำยาถูพื้นเข้ามา หรือบางทีอาจสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเองก็ได้ ลูกศิษย์ผมหลายคนเลี้ยงลูกอยู่บ้าน สมัยก่อนบทบาทแม่บ้านจบแค่การดูแลครอบครัว แต่วันนี้สามารถทำคอนเทนต์ แชร์ประสบการณ์ รีวิวสินค้า หรือพัฒนาโปรดักต์ของตัวเองได้จากบ้าน
“บางคนไลฟ์ขายของตอน 4 ทุ่มเพราะต้องปั๊มนมไปด้วย ทำไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจปัญหาจริง สุดท้ายต่อยอดไปขายเครื่องปั๊มนมเองได้ สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะคนดูเชื่อผู้ใช้จริงมากกว่าเซลส์
“ยุคต่อไปคนไม่อยากซื้อจากคนที่ตั้งใจขาย แต่ซื้อจากคนที่ใช้จริงและเล่าให้ฟังจริง ไม่ใช่ Seller to User แต่คือ User to User ผมเชื่อว่าโซเชียลมีเดียในอนาคตจะไม่ใช่พื้นที่ขายของโดยตรง แต่เป็นพื้นที่ถ่ายทอดชีวิตและการขายจะเกิดขึ้นหลังจากที่คนเชื่อในตัวตนของคุณแล้ว”
“พอ” ไม่ได้แปลว่าจน
“ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนหนึ่งยังเข้าใจผิดอยู่มาก ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้คนจน แต่สอนให้ “พอ” ซึ่งคำว่า “พอ” ไม่ได้แปลว่าจน ร้อยล้านก็พอได้ พันล้านก็พอได้ หมื่นล้านก็พอได้ พอในที่นี้หมายถึงใจไม่ดิ้น
“แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็เช่นกัน หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องทิ้งทุกอย่างไปใช้ชีวิตเรียบง่ายสุดโต่ง ความจริงคือรู้ว่าระดับไหนเราพอใจและไม่ทุกข์กับการอยากได้ไม่รู้จบ ถ้ามีมากขึ้นก็ยินดีแต่ไม่โหยหา ปัญหาของคนจำนวนมากที่ทำงานหรือทำธุรกิจแล้วหมดไฟ (Burn out) เกิดจากการขับเคลื่อนด้วยตัณหา
“ลูกศิษย์คนหนึ่งมาปรึกษาผมว่าเขาหมดไฟจากการทำธุรกิจขายตรงทั้งที่ช่วงแรกมีไฟมาก ผมถามตรง ๆ ว่าตอนเริ่มต้นเขาถูกปิดการขายด้วยอะไร คำตอบคือภาพบ้าน รถ ชีวิตสบาย เที่ยวต่างประเทศ
“เขายอมรับว่าทุกครั้งที่ขาย มองลูกค้าเป็นตั๋วไปญี่ปุ่นหรือตั๋วไปยุโรป ผมจึงบอกว่านี่แหละคือการขับเคลื่อนด้วยตัณหา เพราะคุณรักผลลัพธ์แต่ไม่ได้รักกระบวนการ คุณไม่ได้รักสินค้า ไม่ได้รักการชวนคน แต่คุณรักปลายทาง
“นี่คือความต่างระหว่าง “ตัณหา” กับ “ฉันทะ” ตัณหาคือรักผลลัพธ์แต่เกลียดปัจจุบัน ฉันทะคือรักสิ่งที่ทำและมีความสุขกับกระบวนการ หลายคนเชื่อว่าถ้าไม่โหยจะไม่ขยับ ไม่ดิ้น แล้วก็ไม่สำเร็จ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลย การขับเคลื่อนด้วยตัณหาจะพาไปสู่ภาวะหมดไฟเพราะสมองอยู่กับอนาคตตลอดเวลา ต้องฝืนทำปัจจุบันเหมือนคนที่เกลียดวันจันทร์เพราะไม่ได้ชอบงานแต่ชอบแค่วันหยุด
“ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ โดยให้เขาเล่าถึงร้านอาหารที่ชอบ แววตาเขาเปลี่ยนทันที เขาพูดอย่างมีความสุข รายละเอียดมากมายออกมาเอง จนผมถามว่าความรู้สึกตอนเล่าเรื่องร้านอาหารกับตอนขายของเหมือนกันไหม คำตอบคือไม่เหมือนเลย เพราะอันหนึ่งทำเพื่อผลประโยชน์ แต่อีกอันทำเพราะรักและอยากแบ่งปัน
“เมื่อฉันทะเกิด สิ่งที่ตามมาคือ “วิริยะ” ความเพียรทำต่อเนื่อง คนที่รักในสิ่งที่ทำจะไม่ต้องฝืน เช่น เด็กที่เล่นเกมได้ทั้งวัน ศิลปินที่วาดรูปได้ไม่รู้เหน็ดเหนื่อย นั่นก็เพราะเขารักมัน
“จากนั้นจะเกิด “จิตตะ” การโฟกัส และ “วิมังสา” การพัฒนาอย่างลึกซึ้ง ทั้งหมดเกิดขึ้นเองเมื่อฉันทะเป็นฐาน แต่ถ้าตัณหาเป็นตัวนำ ของแถมที่ตามมาคือหมดไฟหรือไม่ก็ความสำเร็จด้านเดียวที่แลกมาด้วยสุขภาพ ความสัมพันธ์ และชีวิตด้านอื่น สุดท้ายความสำเร็จนั้นก็พังเพราะไม่ได้เติบโตอย่างสมดุล
“การขับเคลื่อนชีวิตด้วยฉันทะ มันคือการเติบโตแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องดิ้น ไม่ต้องฝืน และยั่งยืนกว่าในระยะยาว”
เมื่อใจหยุด ปัญญาเกิด
“ในช่วงวิกฤตสังคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีพระที่เป็นข่าวต่อเนื่อง หลายคนรวมถึงกูรูทางศาสนาบอกผมว่าศาสนากำลังเสื่อม แต่ผมไม่เชื่อแบบนั้นเลย ตรงกันข้ามผมกลับเห็นว่าคนกำลังหันมาสนเรื่องจิตใจมากขึ้น เพียงแค่ไม่ชอบรูปแบบศาสนาเดิม
“ในแวดวงของผม ผมส่งคนไปปฏิบัติธรรมจำนวนมาก เพราะหลายคนไม่เคยได้รับคำตอบว่าหากพัฒนาจิตใจได้ เรื่องอื่นในชีวิตจะค่อย ๆ คลี่คลายเอง รูปแบบมูเตลูหรือวัตถุนิยมอาจลดลง โบสถ์หรือศาลาใหญ่ ๆ อาจไม่ใช่ศูนย์กลางอีกต่อไป แต่แก่นของศาสนาเรื่องจิตใจจะยิ่งชัดขึ้น
“คนทุกข์ต้องหาทางออก เหมือนคนปวดต้องหายาแก้ปวด คนทุกข์ใจก็ต้องหายาแก้ทุกข์ใจ ศาสนานี่แหละคือหนึ่งในคำตอบนั้น ผมเห็นผลลัพธ์นี้ชัดมากจากลูกศิษย์ที่เคยล้มละลาย กลายเป็นหนี้ หรือการงานติดขัด เมื่อไปปฏิบัติธรรมช่วงสั้น ๆ บางคนออกมาพร้อมไอเดียธุรกิจใหม่ บางคนงานไหลเข้ามาเอง ซึ่งผมเคยย้ำกับเขาเสมอว่าระหว่างปฏิบัติธรรมห้ามคิดเรื่องงานอย่างเด็ดขาด
“สิ่งที่เกิดขึ้นคือใจหยุด และการหยุดนี่แหละคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ เมื่อใจหยุด ปัญญาจะเกิด เพราะเมื่อคนมีปัญหาเรามักคิด เมื่อคิดเราจะวนกลับไปอยู่ในกรอบเดิมเสมอ คิดซ้ำ จำซ้ำ ปรุงซ้ำ ไม่ว่าจะมองผ่านกรอบของขันธ์ 5 หรือไม่ก็ตาม แก่นมันคืออย่างเดียวกัน ใจวนอยู่กับความจำและการปรุงแต่ง แต่เมื่อใดที่เราหยุดทั้งสองสิ่งนี้ได้ใจก็จะสงบ และเมื่อใจสงบ ปัญญาจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องพยายามบังคับ
“ศาสนาไม่ได้เสื่อมแต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบจากพิธีกรรมมาสู่การเข้าใจจิตใจอย่างแท้จริง”
ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวินาที
“ผมเชื่อว่าชีวิตเรา Begin Again ได้ทุกวัน เพราะจิตของเราเกิดและดับอยู่ตลอดเวลา จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่ทุกวัน แต่เกิดดับในทุกเสี้ยววินาที คนที่เดินเข้ามาในห้องเมื่อครู่กับคนที่นั่งอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่คนคนเดียวกัน ผมเป็นเพียงผลลัพธ์ของตัวตนก่อนหน้าแต่ผมก็คือคนใหม่แล้ว
“นั่นแปลว่าในทุกวินาที เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ไม่ต้องรอวันใหม่ ไม่ต้องรอปีใหม่ และไม่ต้องรอให้ชีวิตพัง
“ก่อนฟังบทสัมภาษณ์นี้ คุณอาจกำลังขับเคลื่อนชีวิตด้วยตัณหา แต่พอได้ฟังแล้วเกิดปัญญาขึ้นมา คุณอาจรู้ทันว่าบางอย่างที่ทำอยู่ไม่ใช่ แล้วคุณเลือกปรับใหม่ ตั้งต้นใหม่ นั่นแหละคือการ Begin Again ซึ่งเกิดขึ้นได้ทันที
“ในภาษาตะวันตกมีคำว่า Quantum Jump หมายถึงการเปลี่ยนแปลงตัวตนแบบก้าวกระโดด เมื่อความถี่ภายในเปลี่ยน ตัวตนก็เปลี่ยน เมื่อ Identity (ตัวตน) เปลี่ยน การกระทำก็จะเปลี่ยนตาม เพราะการกระทำของเราล้วนเกิดจากตัวตนที่เราเชื่อว่าเราเป็น
“ในทางพุทธก็อธิบายแนวคิดนี้เช่นกัน คำว่าภพ ไม่ได้หมายถึงชาติ แต่หมายถึงภาวะของการเป็นหรือ identity เมื่อภพเปลี่ยน ชาติก็เปลี่ยน การเกิดใหม่จึงไม่ต้องรอความตาย แต่เกิดได้ในปัจจุบัน
“ดังนั้นการ Begin Again ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่หรือไกลตัว มันคือการเปลี่ยนตัวตนในตอนนี้ และเมื่อเราเป็นคนใหม่ ชีวิตก็เริ่มต้นใหม่ได้ทันทีครับ”



