Khom Empire หรือ “อาณาจักรขอม”
เมื่อกล่าวถึง ขอม ภาพแรกที่ผุดขึ้นในใจของผู้คนส่วนใหญ่มักเป็นภาพของ “นครวัด–นครธม” ปราสาทหินสุดยิ่งใหญ่ที่ท้าทายกาลเวลาหรือเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับอำนาจของกษัตริย์เทวราชาที่สร้างจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ในคาบสมุทรอินโดจีน แต่เรื่องราวของ Khom Empire หรือ “อาณาจักรขอม” นั้นลึกกว่าที่คนทั่วไปคุ้นเคยมากนัก มันคือเรื่องของอารยธรรมที่ผสานศาสนา เทคโนโลยี วิศวกรรม ระบบรัฐ และอำนาจกึ่งเทพเจ้าเข้าด้วยกัน จนก่อเกิดจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความยิ่งใหญ่ของ “ขอม” คือของจริง จากบันทึกประวัติศาสตร์และจากการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมศิลปะที่มีในทุก ๆ สุดขอบเขตแดนของประเทศไทย แต่ความยิ่งใหญ่ดังกล่าวเหล่านี้ทำไมถึงได้ล่มสลาย..?? บวกกับมีคำถามคาใจประวัติศาสตร์มาจนถึงทุกวันนี้ว่า “เขมร = ขอม” ใช่หรือไม่..??
อารยธรรมขอมไม่ได้เริ่มต้นที่นครวัด แต่เริ่มลึกลงไปในยุคโบราณราวคริสต์ศตวรรษที่ 1–6 กับรัฐแรกเริ่ม 2 รัฐ ได้แก่
ฟูนัน (Funan) : รัฐท่าการค้าเก่าแก่ริมอ่าวไทย มีชื่อในเอกสารจีน เป็นสังคมที่เริ่มรับอิทธิพลอินเดีย เช่น พุทธ–พราหมณ์ ตัวอักษร และระบบการปกครอง
เจนละ (Chenla) : ก่อนศตวรรษที่ 7 เจนละเติบโตขึ้นจนกลืนฟูนัน แบ่งเป็น “เจนละบก” กับ “เจนละน้ำ” และนี่คือช่วงที่คำเรียก “ขมร์ (Khmer)” เริ่มปรากฏชัดในจารึก เจนละคือรัฐที่เริ่มมีเอกลักษณ์ขมร์ชัดเจนขึ้น ทั้งการใช้สันสกฤตกับเขมรโบราณในจารึก การสร้างศาสนสถานแบบเขาพระวิหาร และการขยายอำนาจเหนือแผ่นดินกว้างใหญ่ทั่วลุ่มน้ำโขง แม้จะยังไม่เป็นจักรวรรดิเต็มรูปแบบ แต่เจนละคือรากฐานสำคัญทั้งด้านภาษา ศาสนา และวิศวกรรมที่จะกลายเป็นอาณาจักรขอมในเวลาต่อมา ซึ่งสิ่งที่ถือเป็นจุดกำเนิดขอมอย่างแท้จริง มันคือการรวมผู้คนและระบบปกครองเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นอาณาจักรพระนคร (Angkor) ภายใต้กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง โดย “พระเจ้าชัยวรมันที่ 2” คือพระนามของกษัตริย์ผู้นั้น
ปีค.ศ. 802 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของภูมิภาค เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ประกาศอิสรภาพจากอำนาจชวา ณ พนมกุเลน สถาปนาตนเป็น “เทวราชา” แนวคิดนี้ระบุว่ากษัตริย์คือสมมติเทพ ศูนย์กลางของจักรวาลเช่นเดียวกับเขาพระสุเมรุ การประกาศนี้ไม่ใช่แค่เป็นพิธีทางศาสนา แต่เป็นการสร้างอุดมการณ์รัฐที่แข็งแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยระบอบเทวราชา ขอมจึงมีทั้งเหตุผลทางศาสนาในการสร้างปราสาทหินที่ยิ่งใหญ่และเหตุผลทางการเมืองในการรวมศูนย์อำนาจ การก่อกำเนิด “อาณาจักรพระนคร” จึงเริ่มขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งจากระบบดังกล่าว ทำให้ยุคสมัยของอาณาจักรขอมคือยุคทองของการปกครอง เพราะอาณาจักรขอมรุ่งเรืองและปกครองอาณาเขตยาวนานกว่า 600 ปี
ความสำเร็จของพวกเขาไม่ได้เกิดเพราะสงครามและการตีเมืองขึ้นเท่านั้น แต่เกิดจากการจัดการน้ำที่เรียกว่า “บาราย” ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจลุ่มโขงนั่นเอง ซึ่งบารายที่ว่านั้นหมายถึงอ่างเก็บน้ำขนาดมหึมา มีขนาดกว้างยาวหลายกิโลเมตร ทั้งยังแบ่งสายคูคลองจนสุดเขตฝั่งตะวันตกและตะวันออกของอาณาจักร ระบบนี้ทำให้ประชากรของอาณาจักรทำการปลูกข้าวได้ในหลายฤดู มีทรัพยากรรองรับประชากรจำนวนมหาศาล รวมไปถึงผลผลิตยังมีเหลือนำไปส่งออกค้าขายในต่างแดน เมืองพระนครจึงกลายเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกยุคกลางในเวลานั้น
นอกเหนือจากนี้ ปราสาท “นครวัด” คืออีกผลงานที่สะท้อนอำนาจ ความเชื่อ และความสามารถด้านสถาปัตยกรรมอันเหนือชั้น ทุกหอคอย แท่นบูชา และภาพสลักล้วนมีความหมายตามคติจักรวาลฮินดู สัดส่วนของปราสาททั้งหมดสอดคล้องกับดาราศาสตร์และปฏิทินโบราณอย่างไร้ที่ติ นครวัดจึงเป็นอีกศูนย์กลางเป็นที่รวมความศรัทธาและความเชื่อ ถือเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวและค้ำจุนการปกครอง
แต่อะไรที่ทำให้อาณาจักรขอมล่มสลาย..?? จักรวรรดิขอมไม่ได้ล่มสลายเพราะเหตุเดียว ทว่าเกิดจากหลายปัจจัยที่ซ้อนกันเป็นเวลานาน
1. ภาวะโลกรวนในอดีต : งานวิจัยทางธรณีวิทยาพบว่าช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13–14 เกิดความแห้งแล้งต่อเนื่องยาวนานสลับกับน้ำท่วมรุนแรง ทำลายระบบบารายและคูน้ำสลับซับซ้อนของขอม การเกษตรล่มสลายและรัฐขนาดใหญ่ในแบบของพระนครเริ่มอยู่ไม่ได้
2. ความขัดแย้งภายใน : เมื่อกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่สวรรคต ตำแหน่งผู้สืบราชสมบัติมักเกิดการแย่งชิงระหว่างตระกูลขุนนางและเมืองต่าง ๆ ความไม่มีเสถียรภาพนี้ทำให้โครงการใหญ่หยุดชะงัก อำนาจกลางอ่อนแรงเรื่อย ๆ
3. การแข่งขันกับรัฐใหม่ : อยุธยาในขณะที่ขอมเริ่มถดถอย กลายเป็นพลังใหม่ในภูมิภาคทั้งการค้า การทหาร และการเมือง เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 การปะทะกันระหว่าง 2 มหาอำนาจนำไปสู่การรุกรานครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1431 ที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อพระนคร
4. โครงสร้างเมืองที่ใหญ่เกินควบคุม : พระนครคือเมืองมหึมาที่ต้องการแรงงาน น้ำและองค์กรทางรัฐปริมาณมหาศาล เมื่อเศรษฐกิจและการเมืองเริ่มอ่อนแรงลง เมืองขนาดยักษ์เช่นนี้ไม่อาจดำรงอยู่ได้อีกต่อไป
หลังปี ค.ศ. 1431 ชนชั้นนำของขอมจำนวนหนึ่งถูกกลืนเข้าสู่วัฒนธรรมของอยุธยามาสู่ความเป็นไทย แต่อีกส่วนหนึ่งอพยพลงสู่พื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ย้ายเมืองหลวงไปยังบริเวณพนมเปญที่เหมาะกับการค้าและการเดินเรือ นครธมและนครวัดถูกปล่อยทิ้งแม้ยังคงใช้ประกอบพิธีกรรมบางอย่าง ความเป็น “จักรวรรดิขอม” ในความหมายแบบเดิมจึงสิ้นสุดลง แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือวัฒนธรรม ภาษา และชนชาติขมร์ในกัมพูชาปัจจุบัน
“เขมร” กับ “ขอม” มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร เขมร = ขอม หรือไม่..??
ในทางประวัติศาสตร์ ขอมเป็นคำที่ชาวไทยในอดีตใช้เรียกชนชาติโบราณและอารยธรรมของพวกเขา จารึกไทยสมัยอยุธยามีการใช้คำว่าขอมแทนกลุ่มชนแห่งเมืองพระนคร ดังนั้นอาณาจักรขอมจึงมีความหมายในเชิงการปกครองครอบคลุมพื้นที่ของเขมรโบราณ
ในเชิงชาติพันธุ์ ปัจจุบันคำว่า “เขมร” หมายถึงประชาชนในกัมพูชายุคใหม่คำว่า “ขอม” ในไทยปัจจุบันมักใช้ในเชิงประวัติศาสตร์มากกว่า รวมถึงใช้เรียกอักษร (อักษรขอม) ศิลปวัฒนธรรมโบราณและระบอบการปกครอง ดังนั้นขอมจึงเป็นคำเรียกในประวัติศาสตร์ของคนไทยต่อระบบอาณาจักรที่เคยปกครอง ครอบคลุมพื้นที่ในหลายพื้นที่รวมไปถึงพื้นที่เดิมของเขมรยุคโบราณ
แต่ในยุคปัจจุบันคำว่า “เขมร” ใช้แทนชาติพันธุ์และสัญชาติของชาวกัมพูชาส่วน “ขอม” ใช้ในบริบทโบราณคดี ศิลปะ และประวัติศาสตร์
จึงกล่าวได้ว่า
เขมรคือชนชาติเดียวกับขอมในเชิงประวัติศาสตร์ แต่ไม่ใช่คำแทนกันได้ในทุกบริบทของยุคปัจจุบัน และคำกล่าวที่ว่า Khmer Empire หรือ “อาณาจักรเขมร” นั้น ไม่มีอยู่จริงในทุกหน้าประวัติศาสตร์



