พัชรศรี เบญจมาศ

พัชรศรี เบญจมาศ

เช่นเดียวกับผู้หญิงเก่งคนนี้ ที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันจะมาทำงานกับที่นี่ และเธอก็ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทำได้ แต่ทำได้ดีเสียด้วย เพราะวันนี้ ไม่น่าจะมีใครไม่รู้จักเธอ “กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ”

 

“เด็กๆ แมร์ชอบดูทีวี เพราะแม่ปล่อยให้ดู เวลาไม่รู้จะเล่นกับใครก็มานั่งดูทีวี มีความสุขมาก แต่การดูทีวีของแมร์ จะดูด้วยว่าใครทำอะไรท้ายรายการ จากนั้นก็ค้นหาตัวเองเรื่อยมาว่าอยากทำอะไร แล้วก็พบว่าเราชอบทีวี ทุกอย่างแมร์เลยมุ่งตรงไปที่รายการโทรทัศน์หมดเลย แต่ไม่เคยถึงขนาดว่าต้องมาอยู่หน้ากล้อง คิดแค่ว่าเราอยากเป็นครีเอทีฟ อยากดูแลโปรดักชั่น อยากเป็นโปรดิวเซอร์ แต่ปรากฏว่าตอนเรียนมีวิชาหนึ่งต้องออกทีวี ก็ทำไป สักพักอาจารย์กับเพื่อนๆ ก็ทักว่าขึ้นกล้องนี่ ได้นี่ จากคนไม่เคยคิด ตอนนั้นเหมือนมีลำแสงแว้บขึ้นมา พอช่องสามเปิดรับสมัคร เราก็มาเพราะว่าเราชอบที่นี่ หลังจากนั้นครึ่งปี ช่อง 3 เขาก็รับเข้าทำงาน

 

“หลายๆ ครั้ง แมร์เกิดแรงบันดาลใจจากการดูรายการของ โอปราห์ วินฟรีย์ ดูแล้วรู้สึกน้ำตามันจะไหลทุกครั้ง เขาทำได้ดีมากแมร์อยากเป็นอย่างเขาบ้าง ก็เลยตั้งใจขยันทำงาน ขยันเขียน อยากเห็นตัวเองประสบความสำเร็จอย่างนั้นสักครั้ง วันที่ผู้ชายเลวกว่าหมาฯ ติดอันดับหนังสือขายดี เชื่อไหมคะ แมร์นั่งรถไฟฟ้า ไปถ่ายรูปที่ร้านหนังสือว่ามันเป็นเรื่องจริง พอมันขึ้นที่ 1 ก็ไปยืนดู ยืนอยู่นานมาก แล้วก็บอกตัวเองว่า เฮ้ย! นี่มันหนังสือเรานี่นะ”

 

แม้เราจะเห็นใบหน้าเธออยู่ในจอโทรทัศน์มาได้สิบปีแล้วก็ตาม แต่เห็นได้ชัดว่าเธอยังคงความเป็นผู้หญิงที่มีความสุขกับการทำงานไม่เคยเปลี่ยน

 

“อย่างรายการ “ผู้หญิงถึงผู้หญิง” ที่ทำอยู่ ก็เป็นอะไรที่ไม่ซ้ำซากจำเจ มันมีสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ในชีวิตตลอด งานข่าวทำให้รู้สึกสดใหม่อยู่เสมอ เพราะมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วหัวใจเราก็ยังเป็นเด็กด้วย มองโลกสดใส ไม่ทุกข์ แมร์ถือว่าแมร์รักตัวเองขอบคุณความเป็นตัวเอง เรามีความสุขแบบอิ่มเอมหัวใจ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ รู้จักหาความสุขให้ตัวเองค่ะ”

 

ไม่ใช่กับตัวเองเท่านั้นที่เธอหาความสุขให้ แต่เรื่องของการช่วยเหลือผู้อื่นผ่านทางรายการที่เธอทำก็เป็นอีกส่วนที่เธอตั้งใจให้เกิดขึ้น

 

“แมร์เห็นสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา คนมีมากอยากช่วยเหลือคนที่ไม่มี แต่บางทีไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ทางรายการก็เลยมาคิดว่าถ้าคุณอยากช่วยเหลือเขา เราเป็นสื่อกลางให้ บางคนเขาไม่เคยรู้มาก่อน เขาก็ได้ทราบจากเรานี่ล่ะ เราก็อยากให้คนรู้สึกว่า การเป็นผู้ให้ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นผู้รับค่ะ

 

“แมร์เคยคิดนะ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ชีวิตเกิดสุญญากาศ คิดว่าเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร จนมีอยู่วันหนึ่ง มีคุณป้าเขียนจดหมายมาบอกว่า ป้าขอบคุณหนูมากที่ทำให้ป้าหัวเราะและมีความสุข โอ้โห เป็นโคมไฟเลย ปิ๊งๆๆๆ ขึ้นมา รู้สึกว่า เฮ้ย! นี่ไงคุณค่าของชีวิต มีอีกครั้ง วันนั้นจัดรายการแบบอารมณ์เสีย เพราะข่าวไม่สนุก ข่าวซ้ำ เราเลยไม่ปล่อยมุข ไม่แซว พอทำรายการเสร็จลงมาข้างล่างตึก เจอร้านรองเท้า เขาก็เล่าให้เราฟัง คุณกาละแมร์คะ คุณยายป่วยเป็นมะเร็ง เป็นอัมพาต นั่งดูคุณกาละแมร์ทุกวัน แกไม่มีปฏิกิริยากับใครนะ แต่แกยิ้มทุกครั้งที่ดูคุณ พองโตเลย อยากจะวิ่งออกไปร้องไห้ แล้วตะโกนบอกว่า ฉันผิดไปแล้ว

 

“นั่นคือสิ่งที่บอกกับเราว่า เราต้องทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด ตั้งแต่วันนั้นเราบอกกับตัวเองเลยว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีกแล้วเราอยู่ตรงนี้เราไม่รู้หรอกว่าคนที่ดูรายการเรามีใครบ้าง เขาคาดหวังอะไรบ้าง แต่เราต้องรู้หน้าที่ของเรา คนอื่นๆ อาจจะมีหน้าที่อื่นๆ ทำคลอดเด็กหรือทำให้เด็กจบปริญญา แต่ของแมร์คือการทำงานทางด้านจิตใจ และอารมณ์ของคน บางครั้งเราไม่ไหว ง่วงนอน เพลีย แต่ก็บอกกับตัวเองว่ามีคนรอดูเราอยู่ และนี่คือสิ่งที่ทำให้แมร์รู้ว่า เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด”

 

เพราะชีวิตไม่ได้มีแค่เรื่องงาน ความรักก็เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเทศกาลแห่งความรักกำลังจะเดินทางมาถึง เธอจึงขอทิ้งท้ายฝากความในใจไปให้กับผู้ชายคนหนึ่ง

 

“ขอบคุณเขาที่เข้ามาในชีวิตเรา เขาทำให้ชีวิตเรามีความสุขมากยิ่งขึ้น วันนี้เขาเหมือนจิ๊กซอว์ที่มาเติมให้ชีวิตเราเต็ม ถือว่ามีเพื่อนที่สนิทอีกคนหนึ่ง ปรึกษาได้ จริงจังก็ได้ คุยเล่นตลกก็ได้ เพื่อนคนนี้โรแมนติกก็ยังได้ ก็เลยรู้สึกว่าขอบคุณเขาค่ะ”

 

อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร โปรดพลิกไปที่หน้า 140 แล้วอ่านว่าเขาพูดถึงเธอว่าอย่างไร

หากพูดถึงสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 แล้ว