จากแรงบันดาลใจ สู่งานสร้างสรรค์ที่เป็นจริง
3 สาวจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขามัณฑนศิลป์ (แฟชั่นดีไซน์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือนักออกแบบรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง อองฟอง - ธันยมัย ฟองเขียว, พริ้ว - พุธิตา มากอิ่ม และเป้ - บุญยอร วงษ์วานิช แต่ละคนมีเส้นทางและแรงบันดาลใจที่ไม่ซ้ำกัน ตั้งแต่การตีความธรรมชาติ การผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับความล้ำสมัย ไปจนถึงการเชื่อมโยงสถาปัตยกรรมเข้ากับผืนผ้า
ดีไซน์เหล่านี้เป็นผลงานวิทยานิพนธ์ก่อนเรียนจบของพวกเธอ ซึ่งบังเอิญเข้ากับธีม “THE HUMAN SIGNATURE รอยประทับแห่งคุณค่า” ของ MiX Magazine พอดี นี่จึงกลายเป็นที่มาของการนำมาถ่ายแบบแฟชั่นในครั้งนี้ โดยมี “กุ๊กกิ๊ก - กชกร ส่งแสงเติม” เป็นนางแบบปกฉบับที่ 210
วันนี้ MiX Magazine ชวนทั้ง 3 คนมาพูดคุยถึงเส้นทางการเรียน แรงบันดาลใจ และมุมมองต่ออนาคตวงการแฟชั่นไทย

อองฟอง ธันยมัย ฟองเขียว (Untamed Mastery)
จากเด็กที่ครอบครัวอยากให้เรียนสายวิทยาศาสตร์ สู่บัณฑิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขามัณฑนศิลป์ (แฟชั่นดีไซน์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อองฟอง ธันยมัย ฟองเขียว คือตัวอย่างของความมุ่งมั่นด้วยผลงานคอลเลกชัน Untamed Mastery ที่ตีความเรื่องราวการล่องเรือและธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ผ่านเชือกห้อย ไหมฟรินจ์ (Fringe) และลายเพนต์ติ้งที่เธอรักมาตั้งแต่เด็ก
สาขาแฟชั่นที่คุณเรียน โดยหลักการแล้วเรียนอะไรบ้าง
เริ่มต้นจะเรียนวิชารวมก่อน เช่น พื้นฐานอาร์ต การลงสี การดรออิ้ง (Drawing) จากนั้นตั้งแต่เทอม 2 ปี 2 เป็นต้นไปจะเจาะลึกเข้าสู่แฟชั่นจริงค่ะ ทั้งการคิดแรงบันดาลใจ คิดคอนเซปต์ และฟังก์ชันการใช้งาน แต่ว่าจุดเด่นของมหาวิทยาลัยจุฬาฯ คือเน้นการออกแบบเชิงคอมเมอร์เชียล (Commercial) เพื่อเตรียมนักศึกษาให้พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นจริง ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นที่อาจเน้นความเป็นครีเอทีฟจ๋ากว่าเวอร์กว่า หรืออาจจะเจาะจงไปที่การทอผ้าและเท็กซ์ไทล์ (Textile) โดยเฉพาะ แบบว่าของจุฬาฯ มันจะหลากหลายกว่าหน่อยค่ะ
จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจแฟชั่นคืออะไร
ตอนแรกหนูไม่เคยคิดจะเข้าคณะนี้เลยค่ะ เพราะที่บ้านอยากให้เรียนสายวิทยาศาสตร์และวิชาการ แต่ตอนเด็ก ๆ ได้อยู่ใกล้ชิดกับอาม่าและป้าที่ตัดเสื้อผ้าใส่เอง ถักไหมพรมเอง ด้วยความที่คลุกคลีและชอบ พอถึงเวลาต้องเลือกมหาวิทยาลัยก็ยังไม่รู้ทิศทางจนมาเจอเอกแฟชั่นที่จุฬาฯ นี่แหละ ตอนนั้นที่บ้านไม่เห็นด้วยนะ แต่ว่าก็ดื้อสู้จนได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงกดดันจากครอบครัวด้วยที่อยากให้เก่งวิชาการ พอยิ่งกดดันหนูก็ยิ่งหัวดื้อไม่อยากเรียนสายนั้นเลย (หัวเราะ)

คอนเซปต์วิทยานิพนธ์ ก่อนจะได้นำชุดมาถ่ายจริงกับ MiX Magazine
มันเป็นคอลเลกชันเสื้อผ้าสตรีสำหรับกลุ่มลูกค้า Yacht Girl คนที่ชอบล่องเรือค่ะ แนวคิดเริ่มจากอยากสื่อสารความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ หนูจึงหยิบเรื่องราวการล่องเรือในทะเลมาใช้ เพราะทะเลเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้และควบคุมไม่ได้ เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องปรับตัวและควบคุมเรือให้ไหลไปตามธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ โดยชุดหลักที่นำไปถ่าย MiX จะเป็นเสื้อสีน้ำตาลคู่กับเดรสสีเนื้อ
ดีเทลสำคัญในชุดมีอะไรบ้าง
หนูตั้งใจให้เป็นแนวซิลูเอต (Silhouette) ชุดใส่ง่ายแบบตัวจบค่ะ แต่จะเสริมดีเทลที่มีความหมาย เช่น เชือกที่ห้อยตามชุด ทำจากเส้นไหมที่ดึงมามัดรวมกันเลียนแบบเชือกบนเรือ แล้วค่อย ๆ เลาะออกให้ดูเหมือนถูกกระชากดึงราวกับกำลังสู้กับธรรมชาติ นอกจากนี้ก็มีไหมฟรินจ์ (Fringe) ที่คัดสีเองแล้วห้อยเป็นเส้น เวลาเดินจะพลิ้วไหวตามแรงโน้มถ่วงคล้ายคลื่นทะเลซัด และอีกส่วนที่หนูภูมิใจที่สุดคือลายเพนต์ติงที่เพนต์ลงบนเฟรมผ้าใบ แล้วนำมาตัดต่อวางบนแพตเทิร์นเสื้อผ้า เพราะมันเป็นการผสมผสานความรักในงานเพนต์ติงที่เคยห่างหายไปตอนเรียนแฟชั่น ซึ่งก็ได้กลับมารวมกับความชอบด้านแฟชั่นในงานชิ้นนี้ด้วย

อุปสรรคระหว่างทำงานมีอะไรบ้าง
ช่วงสอบกลางภาคจะมีอาจารย์ภายนอกมาร่วมให้คำแนะนำ แต่เขายังไม่ค่อยเข้าใจทิศทางที่หนูตั้งใจจะสื่อสาร มันทำให้เสียความมั่นใจและต้องกลับไปแก้สเก็ตช์ (Sketch) ใหม่ทั้งหมดเลยค่ะ ซึ่งนั่นเป็นช่วงที่ต้องขึ้นสร้างต้นแบบผ้าดิบแล้วด้วย หมายความว่าหนูต้องเริ่มทำชุดจริงใหม่หมดทั้งที่เหลือเวลาแค่ครึ่งเทอม ต้องสู้ทั้งเวลาและงบประมาณที่ออกเองทั้งหมด ถึงจะทำแพตเทิร์นเองบางส่วนเพื่อลดค่าใช้จ่ายแต่ก็ยังต้องจ้างช่างตัดเย็บ แล้วการหาซัพพลายเออร์กับช่างที่ตรงใจ ไม่ผิดนัด ฝีมือดี และราคาไม่แพงเป็นเรื่องยากมาก หนูเคยโดนช่างที่ทำงานช้าแถมกินเงินไปก็มี อีกช่วงที่หนักคือกระโปรงที่ทำจากเชือกห้อย ตอนลองใส่กับคนจริงมันกลับไม่สวยอย่างที่คิด ต้องแก้ไขจนถึงคืนสุดท้ายก่อนวันแฟชั่นโชว์ถึงจะเสร็จสมบูรณ์อ่ะค่ะ
มองภาพรวมวงการแฟชั่นไทยตอนนี้เป็นอย่างไร
วงการแฟชั่นไทยตอนนี้หลากหลายขึ้นมากนะคะ กลุ่มลูกค้าเองก็กว้างขึ้นตามไปด้วย เพราะโซเชียลมีเดียทำให้ผู้คนมีความเป็นอิสระทางความคิดมากขึ้น ไม่เกาะกระแสสังคมเหมือนเดิม จนเกิดแบรนด์ที่หลากหลายสไตล์ ส่วนด้านเอเชียแฟชั่นเวียดนามกำลังมาแรงเลยค่ะ อาจเป็นเพราะอุตสาหกรรมเวียดนามมีโรงงานผลิตเยอะและต้นทุนต่ำ ทำให้ใส่ดีเทลได้มากในราคาใกล้เคียงกับไทย เขาเลยมีดีไซน์ที่ดีกว่าในราคาเท่ากันได้ แล้วไอดอลเกาหลีก็หยิบเสื้อผ้าเวียดนามไปใส่บ่อยด้วย ในขณะที่กลุ่มลูกค้าไทยตอนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยทำงานอายุประมาณ 25-30 ปี ซึ่งอาจจะไม่ได้แต่งตัวแรงเท่าฝั่งเวียดนาม
เป้าหมายในอนาคตคืออะไร
หนูอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ ก่อนเพื่อค้นหาสไตล์แฟชั่นที่เป็นตัวเองจริง ๆ และอยู่กับตัวเองได้ในระยะยาว เพราะในอนาคตหนูอยากสร้างแบรนด์ของตัวเองสักแบรนด์หนึ่ง แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นแบรนด์แฟชั่นแนวไหนดี ต้องรอติดตามดูค่ะ (ยิ้ม)
ช่องทางติดตาม IG: @ongfonggggg

พริ้ว พุธิตา มากอิ่ม (Fon Malai)
จากเด็กสาวผู้หลงใหลในโลกแฟชั่น ก่อนจะได้เข้ามาพิสูจน์ฝีมือกับคอลเลกชัน Fon Malai ที่ผสมผสานระหว่างมรดกวัฒนธรรมไทยล้านนา เข้ากับความล้ำสมัยของแฟชั่นโมเดิร์นได้อย่างลงตัว นี่คือเรื่องราวของ พริ้ว พุธิตา มากอิ่ม บัณฑิตจบใหม่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขามัณฑนศิลป์ (แฟชั่นดีไซน์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งวันนี้ MiX Magazine จะพาไปทำความรู้จักตัวตน แรงบันดาลใจ และมุมมองต่อวงการแฟชั่นไทยของเธอให้มากขึ้น
ทำไมถึงตัดสินใจมาเป็นนักเรียนแฟชั่น
หนูสนใจแฟชั่นมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยค่ะ เท่าที่จำได้คือตอน ป.1 ตัวเองก็เริ่มชอบแต่งตัวแบบ Mix & Match แล้ว คิดมาตลอดว่าโตไปยังไงก็จะเรียนแฟชั่นแน่ ๆ เพราะอยากเป็นดีไซเนอร์
ความฝันและเป้าหมายในอนาคต
ถ้าเกิดว่ามีทุนและความรู้พร้อมแล้ว สักวันหนึ่งหนูก็อยากจะเปิดแบรนด์เป็นของตัวเองเหมือนกัน หนูชื่นชอบแฟชั่นของหลายแบรนด์มาก แต่อุปสรรคสำคัญคือราคามันสูงและไม่สามารถจะซัพพอร์ตสินค้าได้ตลอด ดังนั้นหนูก็เลยอยากทำแบรนด์ที่มีความยั่งยืน ราคาต่ำ เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน และนำมาใส่ได้ตลอดแบบ Timeless Style เพราะสไตล์ของหนูมันจะมีความเฟมินีน (Feminine) ที่ไม่ได้หวานน่ารักจนเกินไป แต่จะมีความเป็นผู้ใหญ่และลักชัวรี (Luxury) ขึ้นมานิดหนึ่ง อีกอย่างคือหนูค่อนข้างชอบงานที่มันเนี้ยบมาก ๆ หน่อย ทำให้ชอบใส่รายละเอียดเล็ก ๆ ซึ่งคนอาจจะมองข้ามลงไปในงานของตัวเองด้วยค่ะ

แรงบันดาลใจของแฟชั่นวิทยานิพนธ์ที่ได้ใช้ถ่ายแบบกับ MiX Magazine
ช่วงฝึกงานหนูเอาตัวเองเข้าไปคลุกคลีอยู่กับวงการดนตรีไทยพอสมควร จนเริ่มมีความคิดว่าระหว่างดนตรีไทยกับแฟชั่นเนี่ย มันจะสามารถเอามารวมกันได้ไหม? พอหลังจากทำรีเสิร์ชแล้วก็เลยได้ออกมาเป็นหัวข้อเกี่ยวกับฟ้อนมาลัย การแสดงพื้นเมืองของทางภาคเหนือ ซึ่งหนูเอามาใช้ภายใต้คอนเซปต์ศิลปะย้อนแย้งหรือ Paradoxical Art นั่นคือวัฒนธรรมไทยต้องสืบสานแบบย้อนกลับ ยิ่งเก่ายิ่งมีคุณค่า ส่วนแฟชั่นต้องพัฒนาไปข้างหน้า ยิ่งใหม่ยิ่งล้ำยิ่งดีต่อวงการ กลายเป็นจุดเชื่อมโยงกันระหว่างทั้งสองสิ่งค่ะ
สำหรับสีในคอลเลกชันนี้จะเลือกเป็น Green Glow กับ Electric Blue จากพาเลต Autumn Winter 2026 ค่ะ เพราะหนูต้องการสื่อให้เห็นถึงความล้ำสมัย แต่ว่าเอามาใส่ในดีไซน์ของชุดไทยล้านนา ส่วนวัสดุก็มีการผสมผสานระหว่างผ้าทอผ้าไหมกับผ้ายืดไลครา (Lycra) และใช้เลเซอร์คัตเข้ามาช่วยด้วยเพื่อสื่อสารเกี่ยวกับนวัตกรรมแฟชั่นรูปแบบใหม่
ปัญหาและอุปสรรคระหว่างการทำงาน
มันยากไปหมดเลยค่ะ เพราะคนเห็นชุดไทยประยุกต์กันบ่อยแล้ว ถ้าเราไม่อยากซ้ำก็ต้องพยายามหาอะไรที่รู้สึกว่ามองครั้งแรกมันว้าว! มันยังไม่เคยมีใครทำ ส่วนในพาร์ตการทำงานก็จะมีเรื่องดีเทลของกระโปรงมาลัยสีขาวที่ต้องดีไซน์ลูกเล่นกับแพตเทิร์นอีก แถมหนูใช้วัสดุที่เขาทำมาลัยประดิษฐ์จริง ๆ มานั่งร้อยทีละเส้นด้วย ซึ่งก็ดันเกิดอุบัติเหตุหลายรอบ แบบว่าร้อยแล้วข้างล่างหลุด ทีนี้มันก็หลุดไปหมด ถือว่าใช้เวลาและใช้แรงงานเยอะมากกับกระโปรงตัวนี้ ถ้ารวมเพื่อน ๆ ที่แวะเวียนมาช่วยหนูทำตอนเขาเบื่องานตัวเองก็ประมาณ 5-6 คนอะค่ะ กว่าจะเสร็จคือปาไปเกือบ 1 เดือนจากที่ตอนแรกคิดว่า 1 สัปดาห์ แก้มันจนหยดสุดท้ายเลย (หัวเราะ)
แล้วอันที่จริงแบบแรกจะไม่เชิงเป็นกระโปรงด้วยนะคะ แต่หนูตั้งใจทำเป็นเหมือนเชือกผูกเอวเพื่อสวมทับอันเดอร์แวร์สีเนื้อ สุดท้ายมาเจอทางตันเรื่องรูปแบบการสวมใส่ ตั้งแต่ตอนทำตัวอย่างผ้าดิบแล้ว มันมีปัญหาตรงใส่ไม่ได้ ใส่ลำบาก ทำให้ต้องแก้แทบทุกตัวเพื่อใช้งานได้ดีขึ้น สามารถนำไปใส่ต่อได้ด้วยไม่ใช่ใส่แค่ครั้งเดียว ซึ่งโดยรวมผลงานก็ออกมาสมบูรณ์แบบกว่าเดิมค่ะ
Fast Fashion กับอนาคตของแฟชั่นไทย
มันพูดยากเหมือนกัน เพราะหนูคิดว่าคงไปเปลี่ยนที่คนอื่นไม่ได้อยู่แล้ว อะไรแบบนี้มันขึ้นกับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้หรือไลฟ์สไตล์ แต่ส่วนตัวก็รู้สึกว่าไม่ค่อยอินกับ Fast Fashion เท่าไหร่ หนูพยายามไม่เอาตัวเองลงไปอยู่ตรงนั้นเลย เพราะได้ฝึกงานกับแบรนด์ที่ค่อนข้างชูความเป็น Craftsmanship และตัดความ Fast Fashion ออกหมด ดังนั้นในฐานะนักเรียนแฟชั่นคนหนึ่ง หนูจะไม่สนับสนุนมันจนเกินไปค่ะ แต่ถ้าสักวันต้องเข้าไปอยู่ในวัฏจักร Fast Fashion จริง ๆ คงจะพยายามใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด พยายามปรับเปลี่ยนที่ตัวเองโดยการนำกลับมาใช้บ่อย ๆ หรือเอาไปทำยังไงก็ได้เพื่อยืดอายุการใช้งานให้มากขึ้น ไม่ใช่ซื้อมาใส่รอบเดียวแล้วทิ้งไป
Fast Fashion มันไม่มีทางหมดไปแน่นอนค่ะ แต่ก็มีอีกหลาย ๆ แบรนด์เหมือนกันที่เขาพยายามจะทำให้มันลดลง เท่าที่ศึกษามาตอนนี้แบรนด์ไทยเริ่มสนใจเกี่ยวกับงานคราฟต์มากขึ้นนะ บางแบรนด์นำทัพไปแล้ว และหนูก็คิดว่าในอนาคตคงจะมีอีกหลาย ๆ แบรนด์เลยที่พัฒนาตามกันไป
ช่องทางติดตาม IG : phutiii

เป้ บุญยอร วงษ์วานิช (Naturalism)
เป้ บุญยอร วงษ์วานิช บัณฑิตอีกหนึ่งท่านจากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขามัณฑนศิลป์ (แฟชั่นดีไซน์) ซึ่งเป็นหนึ่งในนักออกแบบรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยผลงานธีสิสที่ตีความเนเชอรัลลิซึม (Naturalism)ในคอลเลกชัน Untamed Grace ผ่านมุมมองแบบเมดิเตอร์เรเนียน วันนี้เราชวนเธอมาพูดคุยถึงเส้นทางการเรียน แรงบันดาลใจ และมุมมองต่อวงการแฟชั่นไทย
จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจเรียนออกแบบแฟชั่นคืออะไร
ตอน ม.6 ยังไม่รู้ว่าอยากเรียนอะไรเพราะอยู่ต่างจังหวัด หนูเลยใช้วิธีดู YouTube และโซเชียลมีเดียเอา จนไปเจอรุ่นพี่ที่เรียนแฟชั่นเขารีวิวการเรียนของตัวเองแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจดี จากนั้นถึงเริ่มฝึกวาดฟิกเกอร์ (Figure) และหาวิธีค้นหาแรงบันดาลใจ เพราะมันต้องมีแรงบันดาลใจก่อนถึงจะออกแบบผลงานได้ จากนั้นหนูต้องส่ง Portfolio ตามคอลเลกชันที่กำหนดเพื่อเข้าสอบสัมภาษณ์กับอาจารย์ประจำคณะ แล้วในที่สุดก็ได้เขาเรียนที่จุฬาฯ ค่ะ
คุณมีดีไซเนอร์คนไหนเป็นไอดอลบ้าง
เขาจะเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าชาวไอร์แลนด์เหนือ ชื่อว่าโจนาธาน แอนเดอร์สัน (Jonathan Anderson) ค่ะ ซึ่งคนนี้คือครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์โลเอเว่ (Loewe) ด้วย
วิชาไหนที่รู้สึกว่ายากและท้าทายที่สุด
วิชาแพตเทิร์นเลยค่ะ เพราะมันมีเรื่องการคำนวณสัดส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องคำนวณให้พอดีกับสรีระ ไม่ฟิตเกินไปหรือหลวมเกินไป ซึ่งหนูไม่ถนัดด้านคำนวณเท่าไหร่ไง (หัวเราะ)
แล้ววิชาหรือทักษะที่คุณถนัดล่ะ
โดยส่วนตัวจะชอบงานคอลลาจ (Collage) ค่ะ เพราะก่อนออกแบบชุดต้องคิดแรงบันดาลใจก่อน แล้วนำแนวคิดมาแปลงเป็นภาพกับคำพูดใน Mood Board เพื่อกำหนด Mood & Tone ของงาน ส่วนสไตล์ที่ชอบจะเป็นชิคมินิมอล (Chic Minimal) แต่ใส่ดีเทลลงไป โดยแนวคิดที่หนูชอบนำมาใช้บ่อยก็มักมาจากสถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และสิ่งรอบตัว
คอนเซปต์วิทยานิพนธ์ที่ทำก่อนเรียนจบ ซึ่งได้ร่วมงานกับ MiX Magazine
แนวคิดหลักคือเนเชอรัลลิซึม (Naturalism) ค่ะ แต่ตีความผ่านสถาปัตยกรรม โดยหยิบผลงานของสถาปนิก 3 ท่านที่ต้องการให้งานเชื่อมโยงกับธรรมชาติทั้งวัสดุ แสง สี และโลเคชันมาออกแบบ หนูจะใช้ผ้าจากธรรมชาติ 100% เช่น คอตตอนและใยสับปะรด ส่วนโทนสีเน้นความเป็นทะเลแบบเมดิเตอร์เรเนียน ไม่ใช่โทนเขียวแบบธรรมชาติทั่วไป รวมถึงมีดีเทลที่สื่อถึงเปลือกหอยและไม้เพื่อสะท้อนความเป็นธรรมชาติด้วย
อุปสรรคที่เจอระหว่างทำงานมีอะไรบ้าง
มันยากตรงที่ต้องหาจุดสมดุลระหว่างความเป็นเนเชอรัลลิซึม (Naturalism) กับความเป็นเมดิเตอร์เรเนียนที่ไม่ใช่โทนเขียวจ๋า ทำให้หนูต้องแก้แนวคิดและทำวิจัยหลายรอบโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยแนะนำและช่วยหาจุดกึ่งกลางค่ะ ส่วนสิ่งที่อยากนำเสนอคือดีเทลตรงคอสีฟ้า ที่ทำจากเปลือกหอยธรรมชาติทุบให้แตก สื่อถึง Form & Curve ของสถาปัตยกรรม แม้จะเป็นจุดเล็ก ๆ ที่คนอาจไม่สังเกตแต่ก็เป็นส่วนที่ชอบที่สุด (ยิ้ม) เพราะหนูรู้สึกว่างานแฮนด์เมดมันเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เป็นการทำงานหนึ่งชิ้นที่ต้องใช้ทั้งแรงและเวลาอย่างมาก ซึ่งคนทำเองก็ต้องทุ่มเทเวลาให้กับมันจริง ๆ

คิดว่าวงการแฟชั่นไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร
หนูคิดว่าน่าจะมีความหลากหลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละแบรนด์มากขึ้น เพราะหลายแบรนด์เริ่มนำความเป็นไทย เช่น ผ้าไทย ผ้าทอมาใช้มากขึ้น แล้วมันยังช่วยเพิ่มการเข้าถึงซิกเนเจอร์ไทยทั้งกับคนไทยเองและต่างชาติด้วยค่ะ
เป้าหมายในเส้นทางแฟชั่นต่อจากนี้
อยากลองทำหลาย ๆ อย่างก่อนค่ะ ยังไม่ปักใจว่าจะทำอะไรอย่างเดียวในระยะยาว แต่ในอนาคตอาจเปิดแบรนด์ของตัวเองนะคะ (ยิ้ม)
ช่องทางติดตาม IG : @paeyaorn



