The Power of Opportunity วาดฝันชีวิตด้วยหัวใจ เอกชัย วรรณแก้ว

The Power of Opportunity วาดฝันชีวิตด้วยหัวใจ เอกชัย วรรณแก้ว

หากเราเกิดมาในครอบครัวที่มีความลำบากยากจน ถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของชีวิต ถ้าเราพัฒนาตัวเองทั้งความสามารถ ความขยัน และความประหยัดอดออม มันก็ยังพอฝ่าฟันปัญหาเหล่านี้ออกไปได้ ทว่าหากเกิดมายากจน แถมพิการไม่มีแขนทั้งสองข้าง หรือมีขาแต่ไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ หลายคนคงถอดใจ ละทิ้งความฝัน และหมดกำลังใจในการสู้ชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ไม่ใช่กับชายที่ชื่อ ‘เอกชัย วรรณแก้ว’ ผู้ที่ต่อสู้กับอุปสรรคมาตั้งแต่เกิด เขาไม่เคยท้อแท้ พยายามตามหาความฝัน แม้มีความหวังเพียงน้อยนิดก็แสวงหาโอกาส เพื่อพัฒนาตัวเองจนมีความสามารถเป็นที่ยอมรับในสังคม ปัจจุบันเขาเป็น ศิลปิน อาจารย์ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ และที่สำคัญเขามีส่วนในการก่อตั้งมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์ (Art No Hand) ที่นอกจากจะสนับสนุนคนพิการด้วยกันแล้ว ยังสร้างแรงบันดาลใจกับผู้คนมากมายอีกด้วย

จุดเริ่มต้นบนเส้นทางที่ไม่เท่าเทียม

            ย้อนกลับไปราวหลายสิบปีก่อน ณ บ้านกลางสวนของจังหวัดนครสวรรค์ที่ไม่มีไฟฟ้าและเครื่องอำนวยความสะดวก ครอบครัวหนึ่งมีพี่น้อง 5 คน โดยคุณเอกชัยเป็นลูกคนเล็กที่ถือกำเนิดขึ้นมา แต่เขากลับไม่สามารถดำเนินชีวิตแบบเด็กปกติทั่วไปได้เนื่องจากความพิการ เขาจึงใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านเป็นส่วนใหญ่ และในวัยเด็กต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตัวเองทีละขั้น ซึ่งการกลิ้งตัวเองไปกับพื้นคือสิ่งที่ทำได้ถนัดที่สุด เมื่ออายุประมาณ 4–5 ขวบเขาก็เริ่มนั่งและเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง ก่อนจะพัฒนาจนสามารถแต่งตัว อาบน้ำ แปรงฟัน และทำอาหารง่าย ๆ ได้ กระทั่งอายุประมาณ 6–7 ขวบดี สิ่งที่พ่อแม่พยายามสอนมาตลอดคือ “วันหนึ่งต้องอยู่ด้วยตัวเอง ต้องสามารถดูแลตัวเองให้ได้นะ”

แต่สิ่งที่คุณเอกชัยไม่เคยรู้จักในวัยนั้นคือคำว่า ‘โรงเรียน’ เขามีเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่บริเวณบ้าน จนวันหนึ่งเพื่อน ๆ เริ่มหายไปและกลับมาอีกครั้งในชุดนักเรียนตอนเย็น เขาจึงได้รู้จักคำว่าโรงเรียนจากการบอกเล่าของเพื่อน ในตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกอยากไป เพราะพื้นที่รอบบ้านคือโลกที่เขารู้สึกปลอดภัยที่สุด เนื่องจากมีประสบการณ์ที่แย่ ๆ จากการเคยออกไปตลาด แล้วพบกับสายตาของคนแปลกหน้าที่มองเขาแตกต่างจากสายตาของคนในครอบครัว

“ความรู้สึกแรกที่ผมเจอคนข้างนอก เขามองเราเหมือนตัวประหลาด ถามคำถามที่เราไม่ได้เตรียมตัว แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะตอบเขายังไง รู้สึกว่าเราไม่ใช่พวกเขา ไม่ใช่ที่ของเรา ผมเกลียดคำถาม เกลียดสายตานั้น เวลาครอบครัวชวนไปดูหนังหรือดูลิเก ผมจะไม่ไป เมื่อถึงวัยเรียนหนังสือ พ่อบอกว่าผมต้องไปโรงเรียน ต้องเจอคนที่ไม่รู้จัก ผมก็ยังไม่อยากไป แต่จุดที่เปลี่ยนความคิดให้อยากไปโรงเรียนคือหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งที่พี่ชายคนที่ 3 ซึ่งตอนนั้นเรียน ปวช. อยู่นครสวรรค์ เขาชอบซื้อมาแล้ววางไว้ ความที่เราไม่ได้ไปไหนก็จะหยิบหนังสือการ์ตูนของพี่ชายมาเปิดดู รู้สึกว่ามันสวยดี มันอยากรู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง พี่ไม่มีเวลาอ่านแต่ผมมีเวลาอ่าน เพียงแค่ว่าผมอ่านไม่ออก (หัวเราะ) มันเครียดนะ เหมือนดูหนังครึ่งหนึ่งแล้วอยากดูตอนต่อไป ผมก็คิดว่าถ้าเราอ่านออก อย่างนั้นก็ไม่ต้องไปอาศัยคนอื่นอ่านให้ฟัง

“ผมเลยตัดสินใจว่าโอเค อยากไปเรียนหนังสือ แต่เราต้องเจออะไรบ้างล่ะ? สิ่งที่เราต้องเจอเนี่ยเราทนได้ไหม? รับได้ไหม? จะอยู่กับมันได้ไหม? จนผมรู้สึกว่าโอเค เราพร้อมรับในจุดนั้นที่จะออกจากเซฟโซนแล้ว ซึ่งผมรู้สึกว่าแค่เรียนช้ากว่าเพื่อนเท่านั้น แต่เพื่อนเดินได้ผมก็เดินได้ เพื่อนพายเรือได้ผมก็พายเรือได้ เพื่อนว่ายน้ำได้ผมก็ว่ายน้ำได้ ผมพยายามที่จะทำให้เหมือนคนปกติทุกอย่าง

แต่ผมไม่รู้ว่าสิทธิ์ของผมกับเพื่อนตอนนั้นมันแตกต่างกัน จนกระทั่งผมตัดสินใจว่าเราจะไปเรียน แล้วเข้าไปโรงเรียนครั้งแรกก็เจอการปฏิเสธเกิดขึ้น เพราะมีคำพูดหนึ่งจากครูหรือผอ. ที่ทำให้รู้ได้ว่าผมกับเพื่อนต่างกัน เขาพูดกับเด็กประมาณ 8 ขวบอย่างผมว่า “โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนของเด็กปกติ ไม่ใช่โรงเรียนของคนพิการ”

เมื่อการอ่านออกเขียนได้ กลายเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

การถูกปฏิเสธไม่ได้ทำให้ความต้องการหายไป ตรงกันข้าม เมื่อมีนโยบายที่ทำให้เขาได้รู้ว่าเด็กไทยทุกคนที่อยากเรียนควรมีโอกาสได้เรียน คุณเอกชัยกับพ่อจึงกลับมาเดินเรื่องอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพียงการไปสมัครโรงเรียน แต่เป็นการพิสูจน์ว่าเขาสามารถดูแลตัวเองและเรียนหนังสือได้ ตอนนั้นคุณเอกชัยอายุราว 11 ปี ไฟฟ้าเพิ่งเข้าหมู่บ้านและพ่อเพิ่งซื้อโทรทัศน์ขาวดำเครื่องแรก วันหนึ่งเขาเห็นนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาจอโทรทัศน์ ด้วยความสงสัยจึงถามพ่อและได้รู้ว่า ‘เด็กไทยทุกคนอยากเรียนต้องได้เรียน’ สำหรับเด็กคนหนึ่งที่เคยถูกปฏิเสธจากโรงเรียนหลายแห่ง ประโยคนี้มันกลายเป็นความหวังอีกครั้ง

พ่อซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจึงพากันเดินเรื่องอีกรอบ คราวนี้ไปถึงกระทรวงศึกษาธิการจังหวัด เจ้าหน้าที่เรียกตัวเอกชัยไปพบเพื่อดูว่าเด็กคนนี้อยู่ในกรณีใด และพอจะช่วยเหลืออะไรตัวเองได้บ้าง วันนั้นมีชายสูงวัยท่านหนึ่งเดินเข้ามา ก่อนจะถามอย่างเป็นกันเองว่า “ตัวเล็กมาทำอะไรลูก?” ซึ่งเขาไม่ได้ถามเพียงว่าอยากเรียนหรือไม่ แต่ขอพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าเอกชัยสามารถใช้ชีวิตในโรงเรียนได้มากน้อยแค่ไหน

ท่านให้คุณเอกชัยลองเดิน ลองขึ้นเก้าอี้ ลองหยิบขนมและน้ำให้กิน รวมถึงลองถอดและใส่เสื้อผ้าด้วยตัวเอง คุณเอกชัยทำได้แม้จะช้ากว่าเด็กทั่วไป ส่วนเรื่องการเรียน เขายอมรับตามตรงว่าเขียนหนังสือได้ แต่ยังอ่านไม่ได้ เพราะแม้จะจำตัวอักษรได้จากการเห็นพี่เขียน แต่เขาก็ยังผสมคำไม่เป็น การทดสอบวันนั้นจบลงด้วยคำบอกให้พ่อกับลูกกลับบ้านแล้วรอไปอีก 3 วัน

“มัน 3 วันจริง ๆ ครับ มีรถประมาณ 4 คัน เป็นรถตู้ รถกระบะ แล้วก็รถอะไรไม่รู้เยอะไปหมด แต่มีรถตำรวจคันหนึ่งเข้ามาจอด คนที่ลงมาคนแรกคือลุงที่เคยพาผมเข้าไปในห้อง ท่านมาในชุดข้าราชการเต็มยศ เดินมาแล้วบอกว่า “ตัวเล็กจำลุงได้ไหม?” แกมีสมุดเหมือนสมุดหน้าเหลือง ผมรู้ตอนหลังว่านั่นคือรายชื่อของทุกโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ ท่านบอกว่า “เปิดเลยตัวเล็ก อยากไปโรงเรียนไหนเอาตีนจิ้มเลยลูก เดี๋ยวลุงจะพาไป แล้วดูซิว่าไอ้โรงเรียนไหนจะไม่รับลูก”

“แต่ผมไม่เรียนโรงเรียนอื่นนะ ผมอยากเรียนโรงเรียนแรกที่เขาปฏิเสธ หนึ่งเพราะมันใกล้บ้านด้วย แล้วผมก็อยากให้เขาเห็นว่าเฮ้ย! ลองให้ผมเรียนก่อนสิว่าทำได้หรือไม่ได้ ผมแค่อยากอ่านหนังสือออก ไม่ได้มีความฝันเหมือนพวกพี่ ๆ เหมือนเพื่อน ๆ ที่ว่าจบไปต้องเป็นครู เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นไอ้นู่นเป็นไอ้นี่ ผมมีความฝันอย่างเดียวแค่อยากอ่านหนังสือการ์ตูนออกและอยากมีเพื่อนเท่านั้นเอง”

การต่อสู้เพื่อยืนอยู่ในรั้วเพาะช่าง

เมื่อเริ่มโตขึ้น เส้นทางการเรียนของคุณเอกชัยยังไม่ได้คิดว่าจะมาสายศิลปะ เขาเลือกเรียนอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า ก่อนจะเปิดร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเล็ก ๆ หน้าบ้าน งานนั้นทำให้เขาพอมีรายได้อยู่บ้างแต่กลับไม่ใช่สิ่งที่ทำให้มีความสุข จนเมื่อเรียนจบในระดับปวช. เขาก็มีโอกาสได้เข้ามาสอบเรียนที่วิทยาลัยเพาะช่าง กรุงเทพฯ ชีวิตจึงเปลี่ยนไปอีกครั้งเพราะการเข้ากรุงเทพฯ ไม่ง่ายเลย ไม่ว่าจะเรื่องเงิน ที่พัก และการสอบที่มีทั้งวิชาทฤษฎีและปฏิบัติ แต่สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดกลับเป็นการวาดภาพ แม้จะมีปัญหามาก แต่ก็สามารถเรียนต่อได้สำเร็จ

 “ที่บ้านพอจะหาเงินส่งผมเรียนได้แค่ 3 พันบาทต่อเดือน ผมจึงต้องทำงานพิเศษ บางทีมีเพื่อนหรือรุ่นพี่รับงานวาดภาพก็จะไปช่วย ได้นอนวันละ 3 ชั่วโมง เมื่อก่อนมีตลาดกลางคืนที่สะพานพุทธ ผมจะเข้าไปเขียนรูปการ์ตูนล้อ บางทีเราไม่ได้เขียนตอนที่เราเรียนเพราะไม่มีเวลา เราก็หอบมาเขียนที่สะพานพุทธ พอเราเขียนปุ๊บ มีคนหยุดดูว่าเฮ้ย! ทุกร้านเอามือเขียน ไอ้นี่เอาตีนเขียน เก่งเว้ย! พอมีคนมามุงดูกันเยอะก็มีคนเข้ามาจ้างส่วนตัว ซึ่งมันมีทั้งแบบรูปการ์ตูนล้อเลียนกับรูปเหมือนหรือ Realistic ที่จะแตกต่างกัน

“งาน Realistic ค่อนข้างต้องใช้เวลานาน 3 ชั่วโมงขึ้นไป เขาเรียกว่าเหมือนจริงแต่เป็นแนว Drawing ที่ไม่ได้เขียนสีน้ำมันเนื่องจากไม่มีเงินซื้อสี มันค่อนข้างลงทุนเยอะ ซึ่งถ้าเป็น Drawing ตอนนั้นตกรูปละ 800 - 1,000 บาทแล้วแต่ความยากง่าย ผมก็เลยรับงานมาเรื่อย ๆ จนค่อนข้างจะมีรายได้ขึ้นมานิดหนึ่ง”

ไม่ลดมาตรฐาน เพียงเพราะมีข้อจำกัด

การเรียนศิลปะนอกจากต้องวาดภาพในกรอบผ้าใบตามสัดส่วนปกติแล้ว ยังจำเป็นต้องใช้วัสดุที่หลากหลาย รวมถึงขนาดภาพใหญ่ก็ต้องทำให้ได้ด้วย สำหรับคนที่มีมือไม่น่ามีปัญหาอะไร เนื่องจากระยะสายตากับการควมคุมพื้นผิวสามารถทำงานอย่างต่อเนื่องได้ และทุกครั้งที่ได้รับโจทย์ยากมา คุณเอกชัยก็ไม่ขอเอาเปรียบเพื่อน สามารถทำงานได้อย่างคนปกติทุกประการ

 “ตอนเรียนเพาะช่างปี 3 รายได้ที่ผมทำอยู่สะพานพุทธกับรุ่นพี่ต้องตัดทิ้งหมดเลย เพราะผมไปทำงานนั้นไม่ได้เนื่องจากต้องทำงานส่งอาจารย์ อาทิตย์หนึ่งผมต้องส่ง 2 ชิ้น แล้วมีงานส่งวิชาอื่นอีกทั้งภาพพิมพ์ ประติมากรรม สถิติ วิทยาศาสตร์ มันมาหมดเลย ตอนนั้นอาจารย์จะสั่งเขียนภาพขนาดใหญ่ สูง 2 เมตร ยาว 40 เมตร ซึ่งอาจารย์เข้าใจว่าผมน่าจะทำไม่ได้จึงอยากให้เขียนภาพเล็กแทน แต่ผมไม่ทำนะ ผมบอกอาจารย์ว่าสั่งเพื่อนไซส์ขนาดไหน ผมทำไซส์ขนาดนั้นแหละ  จนอาจารย์ถามว่า “แน่ใจนะลูก” ผมบอก “แน่ใจครับ!”

“หลังจากนั้นผมกลับมานั่งมองเฟรมแล้วปวดหัว ไม่น่าพูดออกไปเลย กูจะเอาไงดีวะ กูเขียนไม่ถึง (หัวเราะ) เอาเฟรมภาพนอนกับพื้นก็เขียนไม่ได้ คิดอยู่หลายวันจะขยายงานยังไง มันมีข้อจำกัดเยอะมาก เพื่อนก็ช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเพื่อนก็ไม่รู้ อ้าว! กูมีมือใช่ไหม กูถอยหลังเขียนได้ ระยะสั้นยาวมือกูถึง จะนั่งหรือยืนบนโต๊ะก็ได้นี่นา

สำหรับผมมันต้องดูระยะ ต้องวาดสเกลก่อนเพื่อเขียนสเก็ตช์ขึ้นมา พอมีสเก็ตช์ก็ไม่ยากละ ผมเลยจับสเก็ตช์แล้วหมุน ๆ เฟรมสูง 2 เมตร ยาว 40 เมตร เขียนไปครึ่งก่อน หมุนกระดาษ 1 รอบ หมุนแบบไปด้วย เขียนข้างนี้แล้วหมุน หมุน หมุน นี่คือ 1 ภาพ ต้องกลับด้านทั้งภาพเพื่อเขียนทีละครึ่ง ผมกลับแบบด้วยคิดในหัวด้วยว่าอย่ายึดติดแนวตั้ง คนอื่นเขียน 3 ชั่วโมงต่อวันใช่ไหม กูเขียน 6 ชั่วโมง มึงเลิกเที่ยงคืน กูเลิกตี 3 มึงส่งเช้า 8 โมง กูส่ง 8 โมงเช้าด้วย เห็นไหมการแก้ปัญหาของผม ผมจะไม่หนีปัญหา แต่ผมจะลองเอาปัญหานั้นมาแก้ไข มาทดลองทำ แม้แต่บางอย่างที่เราไม่เคยทำก็ตาม”

ศิลปะจากเท้าสู่ปากและไหล่

การใช้เท้าวาดรูปกลายเป็นภาพที่ผู้คนจดจำ สำหรับเจ้าตัวแล้วนั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาวาดด้วยเท้ามาตั้งแต่แรก และไม่เคยมองว่าการใช้เท้าคือการดูถูกหรือไม่ให้เกียรติสิ่งที่กำลังวาด อย่างไรก็ตามเมื่อชื่อเสียงมีมากขึ้น คำวิจารณ์ก็ตามมาในเรื่องความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเวลาวาดภาพบุคคลสำคัญ เขาจึงกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่าหากไม่ใช้เท้าแล้วจะใช้อะไรแทน? คำตอบคือต้องลองเรียนรู้วิธีใหม่

“เมื่อก่อนผมวาดหมู หมา กา ไก่ คนธรรมดาหรืออะไรก็จะใช้เท้า ผมไม่ได้แกล้ง ผมไม่ได้เหยียดหยามหรือลบหลู่เลย แต่พอผมออกสื่อ มีคนรู้จัก Facebook และมีคนติดตามออกทีวีจนได้เล่นละคร การใช้เท้าเขียนภาพจะมีหลายคนว่าเฮ้ย! ไม่สมควรนะ ใช้เท้าเขียนมันลบหลู่ แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ จนผมไปสอนคนพิการหลาย ๆ เคสเราก็เห็นบางคนใช้เท้า ปาก ไหล่ เออว่ะ… ทำไมคนอื่นเขาใช้ปากเขียนได้ ไหล่เขียนได้ ทำไมเราไม่ลองวะ?”

 “ตอนนั้นเรารู้สึกว่าคนเอาปากเขียนรูปโคตรเก่ง สะบัดยังไงวะเนี่ย ปวดคอ ยิ่งใช้ไหล่เนี่ย โอ้โห! หนักเลย วาดช่วงแรกมันมองไม่เห็นเพราะระยะใกล้ตาเราได้ไง ผมก็ลองเขียนเส้นตรงก่อน เหมือนคนเริ่มเขียนก.ไก่ใหม่ พอเขียนไปเยอะ ๆ ตอนนี้ไม่ต้องดูภาพแล้ว ผมเขียนได้เกือบ 2 ปีแล้วนะ จากการใช้ไหล่กับปาก”

 “ตอนนี้พวกชอบดราม่าหมดสิทธิ์มาด่ากูว่าเอาตีนเขียนนะ เพราะกูใช้ปาก ใช้ไหล่ มึงดูได้ กูมีคลิป จบ ตัดปัญหา! ผมจะไม่หนีปัญหา แต่ผมจะลองเอาปัญหานั้นมาแก้ไขและมาทดลอง”

ทุกลายเส้น ถ่ายทอดด้วยหัวใจ

 คุณเอกชัยไม่เคยเรียกตัวเองว่าศิลปิน เขามองตัวเองเป็นเพียงคนที่รักและมีความสุขกับการเขียนรูป เพราะศิลปะอยู่กับเขามาตั้งแต่ยังไม่รู้จักตัวอักษร แม้ไม่มีมือแต่เขาก็ใช้เท้าวาดภาพ จินตนาการว่าตัวเองสามารถสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาได้อย่างอิสระ การวาดรูปจึงเป็นพื้นที่ที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

หากย้อนกลับไปในช่วงเรียนประถม เขารับจ้างวาดตัวการ์ตูนให้เพื่อนเพื่อแลกกับขนม ก่อนจะพัฒนาสู่การแข่งขันวาดภาพตั้งแต่ระดับห้องเรียน โรงเรียน อำเภอ ไปจนถึงจังหวัด งานประกวดที่ติดรางวัลมามากมาย คือการได้รู้จักความภูมิใจและคุณค่าของตัวเอง จนกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาต่อยอดการวาดรูปมาเรื่อย ๆ

สำหรับเอกชัย ศิลปะจึงไม่ได้มีความหมายเพียงการวาดให้เหมือน แต่คือพื้นที่ในการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และประสบการณ์ของคนคนหนึ่งออกมาเป็นภาพ

“ผมเป็นคนที่ชอบเขียนรูป Portrait ของคนอยู่แล้ว เพราะคนเราแต่ละคนมันมีบุคลิกที่แตกต่าง สีหน้า ผิวหนัง หรือประสบการณ์ มันมีเรื่องราว มันผ่านอะไรมากันเยอะแยะ เราต้องมีฮีโร่หรือคนที่ประทับใจแล้วเขียนถ่ายทอดออกไป งานแต่ละชิ้นมันไม่ใช่งานภาพถ่าย ผมไม่ได้บูลลี่งานภาพถ่ายนะ แค่หมายถึงว่าภาพถ่ายมันมีศิลปะอยู่แต่กระบวนการแตกต่างกัน ความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาก็ต่างกัน ภาพถ่ายเรากดชัตเตอร์ครั้งหนึ่ง เราปริ้นต์ไปรอได้ แต่นี่คือภาพแฮนด์เมด

“ถามว่าภาพราคา 1 ล้านบาทที่วาดเสร็จแล้ว หากมีคนอยากได้อันที่เหมือนกัน เราจะเขียนใหม่ได้ไหม? ทำได้ครับ แต่อารมณ์ภาพต่างกัน ให้ผม 100 ล้านบาท ผมก็ทำไม่ได้เหมือนเดิม มันขึ้นอยู่กับอารมณ์นั้น ผมอยากเขียนตอนเวลานั้น ภาพศิลปะส่วนใหญ่จึงมีอารมณ์และความรู้สึกต่างกัน”

จากศิลปิน สู่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

อีกด้านหนึ่งของชีวิต คุณเอกชัยคือวิทยากรหรือนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ จากเดิมที่เป็นคนพูดน้อย เหมือนมีกำแพงในจิตใจ แต่จุดเปลี่ยนมาจากการได้รับงานศิลปะร่วมกับรุ่นพี่ท่านหนึ่ง วันที่แสดงงานรุ่นพี่ป่วยกะทันหัน ทำให้คุณเอกชัยได้ขึ้นบนเวทีพูดแทนต่อหน้าผู้คนกว่าร้อยชีวิตทั้งที่ไม่เคยเตรียมตัวและไม่มีสคริปต์มาก่อน ด้วยความประหม่าเขาจึงเลือกพูดจากสิ่งที่ตัวเองรู้และประสบมา แต่ผลตอบรับกลับค่อนข้างดี เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงทำให้เขาได้ค้นพบอีกด้านของตัวเอง

หลังจากนั้นคุณเอกชัยเริ่มเรียนรู้การพูดอย่างจริงจัง เขาศึกษาวิทยากรและนักพูดหลายคน สังเกตทั้งน้ำเสียง การใช้สายตา จังหวะการพูด และวิธีสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง ขณะเดียวกัน ประสบการณ์จากการออกรายการและพบผู้คนก็ช่วยให้เขาได้รับคำแนะนำว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่การท่องจำสคริปต์ แต่คือการทำให้เรื่องราวที่อยู่ในตัวเองถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

จากคนที่เคยตอบคำถามได้เพียงคำต่อคำ การพูดจึงค่อย ๆ กลายเป็นอีกทักษะหนึ่งที่เอกชัยพัฒนาขึ้นด้วยตัวเอง และทำให้กำแพงที่เคยรู้สึกว่ากั้นระหว่างเขากับผู้คนค่อย ๆ ลดลง

“ผมเคยนั่งดู Talk Show ของรุ่นพี่โน้ต อุดม แต้พานิชย์ เคยคิดไหมว่าคนหนึ่งที่อยู่บนเวที ไม่มีอะไรเลย หน้าตาไม่หล่อ เสียงก็ไม่เพราะ มีคนไปนั่งฟังเขาพูด 2–3 ชั่วโมงแถมเสียเงิน มันต้องมีอะไรดีสิ ผมก็เลยดูนักพูดหลายท่าน แววตา เทคนิค การออกเสียง ฯลฯ ทุกคนมีจุดดึงดูด ลีลา น้ำเสียงต่างกัน หรือแม้แต่มุกที่แทรกเข้าไปไม่ให้หลับแต่ก็ไม่ได้ไร้สาระ”

 “ช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นวิทยากรคือช่วงบ่าย เนื่องจากพวกเขาฟังวิทยากรมาหลายคน เที่ยงกินข้าวอิ่ม เบื่อ เพลีย เกิดอะไรขึ้นครับ? ไม่สนใจฟังไง บางคนหลับ บางคนเล่นมือถือ เดินเข้าเดินออกห้องน้ำ เราเป็นวิทยากรก็รู้สึกไม่ดีที่พูดไปแล้วไม่มีใครฟัง ตรงจุดนี้วิทยากรกลัวมากที่สุด ดังนั้นจึงต้องให้เขามีส่วนร่วม ต้องให้ฟังแล้วคิด ไม่ได้ฟังแล้วกองไว้ตรงนั้น”

โอกาสคือสิ่งที่คนพิการต้องการ

เมื่อพูดถึงคนพิการ เอกชัยไม่ได้ต้องการให้สังคมมองเขาด้วยความสงสาร เพราะสิ่งที่เขาเห็นจากประสบการณ์ของตัวเองคือหลายครั้งคนพิการไม่ได้ขาดความสามารถ แต่ขาดพื้นที่ที่จะให้แสดงความสามารถนั้น ซึ่งแตกต่างจากการให้เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว เพราะการให้ที่ยั่งยืนควรทำให้คนหนึ่งคนสามารถสร้างชีวิตของตัวเองต่อไปได้

“คนพิการขอแค่ 2 อย่าง ไม่ขออะไรมาก ข้อแรกขอแค่สายตา ให้มองเขาเป็นเพื่อนและคนปกติ ข้อสองขอสังคมให้ ‘โอกาส’ ไม่ได้ขอความสงสาร แต่ขอพื้นที่และโอกาสแค่นั้นเองจบ

 “ตอนนี้ผมสร้างมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์ (Art No Hand) ขึ้นมา ไม่ใช่ผมคนเดียวนะ ผมสร้างให้กับพี่ ๆ น้อง ๆ คนพิการ รวมถึงศิลปินที่ไม่ได้พิการด้วย เพื่อให้คนพิการได้ใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ผมรู้ว่าคนพิการต้องการอะไร คนพิการต้องการพื้นที่ ต้องการสายตา ต้องการโอกาสให้เขาได้ไหมครับ ให้พวกเขาเหล่านี้มีตัวตนของเขาขึ้นมา เลี้ยงดูครอบครัวและตัวเองได้เท่านั้นเอง”

 “ถึงผมจะไม่มีแขน แต่ผมเดินได้และคิดได้ กลับบางคนที่เขานอนติดเตียง บางคนที่ต้องใช้วีลแชร์ บางคนที่เป็นอัมพาต ออทิสติก ฯลฯ คุณต้องคิดเยอะ ๆ ว่า คนเหล่านั้นยังมีศักยภาพพอที่จะสร้างคุณค่าในสังคม แค่คุณจะส่งเสริมเขาด้วยวิธีไหน

อย่ามองสิ่งที่ขาด จนพลาดสิ่งที่มี

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คุณเอกชัยต้องพบกับคำว่า ‘ไม่มี’ อยู่บ่อยครั้ง ไม่มีมือ ไม่มีเงิน ไม่มีโอกาส ไม่มีพื้นที่ และไม่มีความมั่นใจที่จะพูดกับคนอื่น แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเขาเดินต่อมาได้คือการไม่หยุดอยู่กับสิ่งที่ไม่มี เพราะเขาจะเลือกมองสิ่งที่ยังมีอยู่แล้วหาวิธีใช้มัน

 “หลายครั้งที่ผมเป็นวิทยากร มักจะเจอคำถามบ่อยสุดคือพี่เอกผ่านจุดนี้มาได้ยังไง? เอากำลังใจมาจากไหน? ผมก็เลยบอกกับพวกเขาว่า ‘อย่ามองในสิ่งที่เราขาด จนพลาดในสิ่งที่เรามี’ เราชอบไปโฟกัสไอ้สิ่งเล็ก ๆ ที่เรามีไม่เหมือนคนอื่นเพื่อเอามาเปรียบเทียบ แล้วสิ่งที่เรายังมีอยู่ล่ะ แม่งโคตรเยอะแต่มองผ่าน ทำไมคนอื่นที่เขามีน้อยกว่าเราเขาอยู่ได้ กูมีมอเตอร์ไซค์แต่อยากมีรถเก๋ง กูมีห้องแต่อยากมีบ้าน กูมี 100 แต่อยากมี 5,000 แต่บางคนก็ไม่มีเลยล่ะ คำพูดนิดเดียวว่า ‘ตื่นมาเราจะกินอะไร?’ กับ ‘ตื่นมาเราจะเอาอะไรกิน?’ คล้าย ๆ กันแต่ความหมายโคตรแตกต่างเลย ลองไปคิดดูว่าไอ้คำพูดที่ผมพูดไป มันแตกต่างกันยังไง

“ผมเป็นคนที่คิดแง่บวกมาตลอด ไม่ค่อยคิดแง่ลบ เพราะตัวเราติดลบมาตั้งแต่เกิดแล้ว ถ้าเราคิดลบอีกชีวิตมันจะลบลงไปใหญ่เลย เพราะฉะนั้นเราต้องคิดบวก ตัวผมเล็ก ทุกคนบอกไม่มีข้อดี แต่ผมบอกดี เพราะผมไม่ต้องเสียค่ารถเมล์ ดูหนังก็เสียแค่ครึ่งเดียว เวลานอนก็ประหยัดพื้นที่ด้วย ไม่ต้องซื้อเตียง 6 ฟุต เอาแค่ลังเดียวผมก็นอนได้แล้ว อย่าคิดอะไรให้ซับซ้อนจนเอาสิ่งที่ขาดมาตัดสินคุณค่าของตัวเอง บางครั้งสิ่งที่เรามีอยู่มากมาย กลับถูกมองข้ามเพียงเพราะเราเอาแต่เปรียบเทียบกับคนอื่น

“สุดท้ายนี้ผมขอเป็นตัวแทนของมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์ (Art No Hand) ฝากงานนิทรรศการศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลง ‘Art for Change Beyond Ability ศิลปะเหนือขีดจำกัด’ จัดขึ้นที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า) วันที่ 7-27 พ.ย. 69 นี้ด้วยนะครับ”

 

Profile

เอกชัย วรรณแก้ว

ประวัติการศึกษา

ปริญญาตรี : ศิลปะบัณฑิต สาขาจิตรกรรม วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

ปริญญาโท : ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เกียรติประวัติ

คนพิการดีเด่น ประจำปี 2558

คนพิการไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขาคิลิมันจาโร ปี 2558 เพื่อภารกิจวาดภาพเฉลิมพระเกียรติ

ศิลปินพิการที่เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ บรรยายให้องค์กรภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษากว่า 500 องค์กร

ศิลปินพิการที่ได้รับเชิญไปแสดงงานในต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์  ออสเตรเลีย อินเดีย

 

หากเราเกิดมาในครอบครัวที่มีความลำบากยากจน ถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของชีวิต ถ้าเราพัฒนาตัวเองทั้งความสามารถ ความขยัน และความประหยัดอดออม มันก็ยังพอฝ่าฟันปัญหาเหล่านี้ออกไปได้ ทว่าหากเกิดมายากจน แถมพิการไม่มีแขนทั้งสองข้าง หรือมีขาแต่ไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ หลายคนคงถอดใจ ละทิ้งความฝัน และหมดกำลังใจในการสู้ชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ไม่ใช่กับชายที่ชื่อ ‘เอกชัย วรรณแก้ว’ ผู้ที่ต่อสู้กับอุปสรรคมาตั้งแต่เกิด เขาไม่เคยท้อแท้ พยายามตามหาความฝัน แม้มีความหวังเพียงน้อยนิดก็แสวงหาโอกาส เพื่อพัฒนาตัวเองจนมีความสามารถเป็นที่ยอมรับในสังคม ปัจจุบันเขาเป็น ศิลปิน อาจารย์ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ และที่สำคัญเขามีส่วนในการก่อตั้งมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์ (Art No Hand) ที่นอกจากจะสนับสนุนคนพิการด้วยกันแล้ว ยังสร้างแรงบันดาลใจกับผู้คนมากมายอีกด้วย

จุดเริ่มต้นบนเส้นทางที่ไม่เท่าเทียม

            ย้อนกลับไปราวหลายสิบปีก่อน ณ บ้านกลางสวนของจังหวัดนครสวรรค์ที่ไม่มีไฟฟ้าและเครื่องอำนวยความสะดวก ครอบครัวหนึ่งมีพี่น้อง 5 คน โดยคุณเอกชัยเป็นลูกคนเล็กที่ถือกำเนิดขึ้นมา แต่เขากลับไม่สามารถดำเนินชีวิตแบบเด็กปกติทั่วไปได้เนื่องจากความพิการ เขาจึงใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านเป็นส่วนใหญ่ และในวัยเด็กต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตัวเองทีละขั้น ซึ่งการกลิ้งตัวเองไปกับพื้นคือสิ่งที่ทำได้ถนัดที่สุด เมื่ออายุประมาณ 4–5 ขวบเขาก็เริ่มนั่งและเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง ก่อนจะพัฒนาจนสามารถแต่งตัว อาบน้ำ แปรงฟัน และทำอาหารง่าย ๆ ได้ กระทั่งอายุประมาณ 6–7 ขวบดี สิ่งที่พ่อแม่พยายามสอนมาตลอดคือ “วันหนึ่งต้องอยู่ด้วยตัวเอง ต้องสามารถดูแลตัวเองให้ได้นะ”

แต่สิ่งที่คุณเอกชัยไม่เคยรู้จักในวัยนั้นคือคำว่า ‘โรงเรียน’ เขามีเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่บริเวณบ้าน จนวันหนึ่งเพื่อน ๆ เริ่มหายไปและกลับมาอีกครั้งในชุดนักเรียนตอนเย็น เขาจึงได้รู้จักคำว่าโรงเรียนจากการบอกเล่าของเพื่อน ในตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกอยากไป เพราะพื้นที่รอบบ้านคือโลกที่เขารู้สึกปลอดภัยที่สุด เนื่องจากมีประสบการณ์ที่แย่ ๆ จากการเคยออกไปตลาด แล้วพบกับสายตาของคนแปลกหน้าที่มองเขาแตกต่างจากสายตาของคนในครอบครัว

“ความรู้สึกแรกที่ผมเจอคนข้างนอก เขามองเราเหมือนตัวประหลาด ถามคำถามที่เราไม่ได้เตรียมตัว แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะตอบเขายังไง รู้สึกว่าเราไม่ใช่พวกเขา ไม่ใช่ที่ของเรา ผมเกลียดคำถาม เกลียดสายตานั้น เวลาครอบครัวชวนไปดูหนังหรือดูลิเก ผมจะไม่ไป เมื่อถึงวัยเรียนหนังสือ พ่อบอกว่าผมต้องไปโรงเรียน ต้องเจอคนที่ไม่รู้จัก ผมก็ยังไม่อยากไป แต่จุดที่เปลี่ยนความคิดให้อยากไปโรงเรียนคือหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งที่พี่ชายคนที่ 3 ซึ่งตอนนั้นเรียน ปวช. อยู่นครสวรรค์ เขาชอบซื้อมาแล้ววางไว้ ความที่เราไม่ได้ไปไหนก็จะหยิบหนังสือการ์ตูนของพี่ชายมาเปิดดู รู้สึกว่ามันสวยดี มันอยากรู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง พี่ไม่มีเวลาอ่านแต่ผมมีเวลาอ่าน เพียงแค่ว่าผมอ่านไม่ออก (หัวเราะ) มันเครียดนะ เหมือนดูหนังครึ่งหนึ่งแล้วอยากดูตอนต่อไป ผมก็คิดว่าถ้าเราอ่านออก อย่างนั้นก็ไม่ต้องไปอาศัยคนอื่นอ่านให้ฟัง

“ผมเลยตัดสินใจว่าโอเค อยากไปเรียนหนังสือ แต่เราต้องเจออะไรบ้างล่ะ? สิ่งที่เราต้องเจอเนี่ยเราทนได้ไหม? รับได้ไหม? จะอยู่กับมันได้ไหม? จนผมรู้สึกว่าโอเค เราพร้อมรับในจุดนั้นที่จะออกจากเซฟโซนแล้ว ซึ่งผมรู้สึกว่าแค่เรียนช้ากว่าเพื่อนเท่านั้น แต่เพื่อนเดินได้ผมก็เดินได้ เพื่อนพายเรือได้ผมก็พายเรือได้ เพื่อนว่ายน้ำได้ผมก็ว่ายน้ำได้ ผมพยายามที่จะทำให้เหมือนคนปกติทุกอย่าง

แต่ผมไม่รู้ว่าสิทธิ์ของผมกับเพื่อนตอนนั้นมันแตกต่างกัน จนกระทั่งผมตัดสินใจว่าเราจะไปเรียน แล้วเข้าไปโรงเรียนครั้งแรกก็เจอการปฏิเสธเกิดขึ้น เพราะมีคำพูดหนึ่งจากครูหรือผอ. ที่ทำให้รู้ได้ว่าผมกับเพื่อนต่างกัน เขาพูดกับเด็กประมาณ 8 ขวบอย่างผมว่า “โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนของเด็กปกติ ไม่ใช่โรงเรียนของคนพิการ”

เมื่อการอ่านออกเขียนได้ กลายเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

การถูกปฏิเสธไม่ได้ทำให้ความต้องการหายไป ตรงกันข้าม เมื่อมีนโยบายที่ทำให้เขาได้รู้ว่าเด็กไทยทุกคนที่อยากเรียนควรมีโอกาสได้เรียน คุณเอกชัยกับพ่อจึงกลับมาเดินเรื่องอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพียงการไปสมัครโรงเรียน แต่เป็นการพิสูจน์ว่าเขาสามารถดูแลตัวเองและเรียนหนังสือได้ ตอนนั้นคุณเอกชัยอายุราว 11 ปี ไฟฟ้าเพิ่งเข้าหมู่บ้านและพ่อเพิ่งซื้อโทรทัศน์ขาวดำเครื่องแรก วันหนึ่งเขาเห็นนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาจอโทรทัศน์ ด้วยความสงสัยจึงถามพ่อและได้รู้ว่า ‘เด็กไทยทุกคนอยากเรียนต้องได้เรียน’ สำหรับเด็กคนหนึ่งที่เคยถูกปฏิเสธจากโรงเรียนหลายแห่ง ประโยคนี้มันกลายเป็นความหวังอีกครั้ง

พ่อซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจึงพากันเดินเรื่องอีกรอบ คราวนี้ไปถึงกระทรวงศึกษาธิการจังหวัด เจ้าหน้าที่เรียกตัวเอกชัยไปพบเพื่อดูว่าเด็กคนนี้อยู่ในกรณีใด และพอจะช่วยเหลืออะไรตัวเองได้บ้าง วันนั้นมีชายสูงวัยท่านหนึ่งเดินเข้ามา ก่อนจะถามอย่างเป็นกันเองว่า “ตัวเล็กมาทำอะไรลูก?” ซึ่งเขาไม่ได้ถามเพียงว่าอยากเรียนหรือไม่ แต่ขอพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าเอกชัยสามารถใช้ชีวิตในโรงเรียนได้มากน้อยแค่ไหน

ท่านให้คุณเอกชัยลองเดิน ลองขึ้นเก้าอี้ ลองหยิบขนมและน้ำให้กิน รวมถึงลองถอดและใส่เสื้อผ้าด้วยตัวเอง คุณเอกชัยทำได้แม้จะช้ากว่าเด็กทั่วไป ส่วนเรื่องการเรียน เขายอมรับตามตรงว่าเขียนหนังสือได้ แต่ยังอ่านไม่ได้ เพราะแม้จะจำตัวอักษรได้จากการเห็นพี่เขียน แต่เขาก็ยังผสมคำไม่เป็น การทดสอบวันนั้นจบลงด้วยคำบอกให้พ่อกับลูกกลับบ้านแล้วรอไปอีก 3 วัน

“มัน 3 วันจริง ๆ ครับ มีรถประมาณ 4 คัน เป็นรถตู้ รถกระบะ แล้วก็รถอะไรไม่รู้เยอะไปหมด แต่มีรถตำรวจคันหนึ่งเข้ามาจอด คนที่ลงมาคนแรกคือลุงที่เคยพาผมเข้าไปในห้อง ท่านมาในชุดข้าราชการเต็มยศ เดินมาแล้วบอกว่า “ตัวเล็กจำลุงได้ไหม?” แกมีสมุดเหมือนสมุดหน้าเหลือง ผมรู้ตอนหลังว่านั่นคือรายชื่อของทุกโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ ท่านบอกว่า “เปิดเลยตัวเล็ก อยากไปโรงเรียนไหนเอาตีนจิ้มเลยลูก เดี๋ยวลุงจะพาไป แล้วดูซิว่าไอ้โรงเรียนไหนจะไม่รับลูก”

“แต่ผมไม่เรียนโรงเรียนอื่นนะ ผมอยากเรียนโรงเรียนแรกที่เขาปฏิเสธ หนึ่งเพราะมันใกล้บ้านด้วย แล้วผมก็อยากให้เขาเห็นว่าเฮ้ย! ลองให้ผมเรียนก่อนสิว่าทำได้หรือไม่ได้ ผมแค่อยากอ่านหนังสือออก ไม่ได้มีความฝันเหมือนพวกพี่ ๆ เหมือนเพื่อน ๆ ที่ว่าจบไปต้องเป็นครู เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นไอ้นู่นเป็นไอ้นี่ ผมมีความฝันอย่างเดียวแค่อยากอ่านหนังสือการ์ตูนออกและอยากมีเพื่อนเท่านั้นเอง”

การต่อสู้เพื่อยืนอยู่ในรั้วเพาะช่าง

เมื่อเริ่มโตขึ้น เส้นทางการเรียนของคุณเอกชัยยังไม่ได้คิดว่าจะมาสายศิลปะ เขาเลือกเรียนอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า ก่อนจะเปิดร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเล็ก ๆ หน้าบ้าน งานนั้นทำให้เขาพอมีรายได้อยู่บ้างแต่กลับไม่ใช่สิ่งที่ทำให้มีความสุข จนเมื่อเรียนจบในระดับปวช. เขาก็มีโอกาสได้เข้ามาสอบเรียนที่วิทยาลัยเพาะช่าง กรุงเทพฯ ชีวิตจึงเปลี่ยนไปอีกครั้งเพราะการเข้ากรุงเทพฯ ไม่ง่ายเลย ไม่ว่าจะเรื่องเงิน ที่พัก และการสอบที่มีทั้งวิชาทฤษฎีและปฏิบัติ แต่สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดกลับเป็นการวาดภาพ แม้จะมีปัญหามาก แต่ก็สามารถเรียนต่อได้สำเร็จ

 “ที่บ้านพอจะหาเงินส่งผมเรียนได้แค่ 3 พันบาทต่อเดือน ผมจึงต้องทำงานพิเศษ บางทีมีเพื่อนหรือรุ่นพี่รับงานวาดภาพก็จะไปช่วย ได้นอนวันละ 3 ชั่วโมง เมื่อก่อนมีตลาดกลางคืนที่สะพานพุทธ ผมจะเข้าไปเขียนรูปการ์ตูนล้อ บางทีเราไม่ได้เขียนตอนที่เราเรียนเพราะไม่มีเวลา เราก็หอบมาเขียนที่สะพานพุทธ พอเราเขียนปุ๊บ มีคนหยุดดูว่าเฮ้ย! ทุกร้านเอามือเขียน ไอ้นี่เอาตีนเขียน เก่งเว้ย! พอมีคนมามุงดูกันเยอะก็มีคนเข้ามาจ้างส่วนตัว ซึ่งมันมีทั้งแบบรูปการ์ตูนล้อเลียนกับรูปเหมือนหรือ Realistic ที่จะแตกต่างกัน

“งาน Realistic ค่อนข้างต้องใช้เวลานาน 3 ชั่วโมงขึ้นไป เขาเรียกว่าเหมือนจริงแต่เป็นแนว Drawing ที่ไม่ได้เขียนสีน้ำมันเนื่องจากไม่มีเงินซื้อสี มันค่อนข้างลงทุนเยอะ ซึ่งถ้าเป็น Drawing ตอนนั้นตกรูปละ 800 - 1,000 บาทแล้วแต่ความยากง่าย ผมก็เลยรับงานมาเรื่อย ๆ จนค่อนข้างจะมีรายได้ขึ้นมานิดหนึ่ง”

ไม่ลดมาตรฐาน เพียงเพราะมีข้อจำกัด

การเรียนศิลปะนอกจากต้องวาดภาพในกรอบผ้าใบตามสัดส่วนปกติแล้ว ยังจำเป็นต้องใช้วัสดุที่หลากหลาย รวมถึงขนาดภาพใหญ่ก็ต้องทำให้ได้ด้วย สำหรับคนที่มีมือไม่น่ามีปัญหาอะไร เนื่องจากระยะสายตากับการควมคุมพื้นผิวสามารถทำงานอย่างต่อเนื่องได้ และทุกครั้งที่ได้รับโจทย์ยากมา คุณเอกชัยก็ไม่ขอเอาเปรียบเพื่อน สามารถทำงานได้อย่างคนปกติทุกประการ

 “ตอนเรียนเพาะช่างปี 3 รายได้ที่ผมทำอยู่สะพานพุทธกับรุ่นพี่ต้องตัดทิ้งหมดเลย เพราะผมไปทำงานนั้นไม่ได้เนื่องจากต้องทำงานส่งอาจารย์ อาทิตย์หนึ่งผมต้องส่ง 2 ชิ้น แล้วมีงานส่งวิชาอื่นอีกทั้งภาพพิมพ์ ประติมากรรม สถิติ วิทยาศาสตร์ มันมาหมดเลย ตอนนั้นอาจารย์จะสั่งเขียนภาพขนาดใหญ่ สูง 2 เมตร ยาว 40 เมตร ซึ่งอาจารย์เข้าใจว่าผมน่าจะทำไม่ได้จึงอยากให้เขียนภาพเล็กแทน แต่ผมไม่ทำนะ ผมบอกอาจารย์ว่าสั่งเพื่อนไซส์ขนาดไหน ผมทำไซส์ขนาดนั้นแหละ  จนอาจารย์ถามว่า “แน่ใจนะลูก” ผมบอก “แน่ใจครับ!”

“หลังจากนั้นผมกลับมานั่งมองเฟรมแล้วปวดหัว ไม่น่าพูดออกไปเลย กูจะเอาไงดีวะ กูเขียนไม่ถึง (หัวเราะ) เอาเฟรมภาพนอนกับพื้นก็เขียนไม่ได้ คิดอยู่หลายวันจะขยายงานยังไง มันมีข้อจำกัดเยอะมาก เพื่อนก็ช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเพื่อนก็ไม่รู้ อ้าว! กูมีมือใช่ไหม กูถอยหลังเขียนได้ ระยะสั้นยาวมือกูถึง จะนั่งหรือยืนบนโต๊ะก็ได้นี่นา

สำหรับผมมันต้องดูระยะ ต้องวาดสเกลก่อนเพื่อเขียนสเก็ตช์ขึ้นมา พอมีสเก็ตช์ก็ไม่ยากละ ผมเลยจับสเก็ตช์แล้วหมุน ๆ เฟรมสูง 2 เมตร ยาว 40 เมตร เขียนไปครึ่งก่อน หมุนกระดาษ 1 รอบ หมุนแบบไปด้วย เขียนข้างนี้แล้วหมุน หมุน หมุน นี่คือ 1 ภาพ ต้องกลับด้านทั้งภาพเพื่อเขียนทีละครึ่ง ผมกลับแบบด้วยคิดในหัวด้วยว่าอย่ายึดติดแนวตั้ง คนอื่นเขียน 3 ชั่วโมงต่อวันใช่ไหม กูเขียน 6 ชั่วโมง มึงเลิกเที่ยงคืน กูเลิกตี 3 มึงส่งเช้า 8 โมง กูส่ง 8 โมงเช้าด้วย เห็นไหมการแก้ปัญหาของผม ผมจะไม่หนีปัญหา แต่ผมจะลองเอาปัญหานั้นมาแก้ไข มาทดลองทำ แม้แต่บางอย่างที่เราไม่เคยทำก็ตาม”

ศิลปะจากเท้าสู่ปากและไหล่

การใช้เท้าวาดรูปกลายเป็นภาพที่ผู้คนจดจำ สำหรับเจ้าตัวแล้วนั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาวาดด้วยเท้ามาตั้งแต่แรก และไม่เคยมองว่าการใช้เท้าคือการดูถูกหรือไม่ให้เกียรติสิ่งที่กำลังวาด อย่างไรก็ตามเมื่อชื่อเสียงมีมากขึ้น คำวิจารณ์ก็ตามมาในเรื่องความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเวลาวาดภาพบุคคลสำคัญ เขาจึงกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่าหากไม่ใช้เท้าแล้วจะใช้อะไรแทน? คำตอบคือต้องลองเรียนรู้วิธีใหม่

“เมื่อก่อนผมวาดหมู หมา กา ไก่ คนธรรมดาหรืออะไรก็จะใช้เท้า ผมไม่ได้แกล้ง ผมไม่ได้เหยียดหยามหรือลบหลู่เลย แต่พอผมออกสื่อ มีคนรู้จัก Facebook และมีคนติดตามออกทีวีจนได้เล่นละคร การใช้เท้าเขียนภาพจะมีหลายคนว่าเฮ้ย! ไม่สมควรนะ ใช้เท้าเขียนมันลบหลู่ แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ จนผมไปสอนคนพิการหลาย ๆ เคสเราก็เห็นบางคนใช้เท้า ปาก ไหล่ เออว่ะ… ทำไมคนอื่นเขาใช้ปากเขียนได้ ไหล่เขียนได้ ทำไมเราไม่ลองวะ?”

 “ตอนนั้นเรารู้สึกว่าคนเอาปากเขียนรูปโคตรเก่ง สะบัดยังไงวะเนี่ย ปวดคอ ยิ่งใช้ไหล่เนี่ย โอ้โห! หนักเลย วาดช่วงแรกมันมองไม่เห็นเพราะระยะใกล้ตาเราได้ไง ผมก็ลองเขียนเส้นตรงก่อน เหมือนคนเริ่มเขียนก.ไก่ใหม่ พอเขียนไปเยอะ ๆ ตอนนี้ไม่ต้องดูภาพแล้ว ผมเขียนได้เกือบ 2 ปีแล้วนะ จากการใช้ไหล่กับปาก”

 “ตอนนี้พวกชอบดราม่าหมดสิทธิ์มาด่ากูว่าเอาตีนเขียนนะ เพราะกูใช้ปาก ใช้ไหล่ มึงดูได้ กูมีคลิป จบ ตัดปัญหา! ผมจะไม่หนีปัญหา แต่ผมจะลองเอาปัญหานั้นมาแก้ไขและมาทดลอง”

ทุกลายเส้น ถ่ายทอดด้วยหัวใจ

 คุณเอกชัยไม่เคยเรียกตัวเองว่าศิลปิน เขามองตัวเองเป็นเพียงคนที่รักและมีความสุขกับการเขียนรูป เพราะศิลปะอยู่กับเขามาตั้งแต่ยังไม่รู้จักตัวอักษร แม้ไม่มีมือแต่เขาก็ใช้เท้าวาดภาพ จินตนาการว่าตัวเองสามารถสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาได้อย่างอิสระ การวาดรูปจึงเป็นพื้นที่ที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

หากย้อนกลับไปในช่วงเรียนประถม เขารับจ้างวาดตัวการ์ตูนให้เพื่อนเพื่อแลกกับขนม ก่อนจะพัฒนาสู่การแข่งขันวาดภาพตั้งแต่ระดับห้องเรียน โรงเรียน อำเภอ ไปจนถึงจังหวัด งานประกวดที่ติดรางวัลมามากมาย คือการได้รู้จักความภูมิใจและคุณค่าของตัวเอง จนกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาต่อยอดการวาดรูปมาเรื่อย ๆ

สำหรับเอกชัย ศิลปะจึงไม่ได้มีความหมายเพียงการวาดให้เหมือน แต่คือพื้นที่ในการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และประสบการณ์ของคนคนหนึ่งออกมาเป็นภาพ

“ผมเป็นคนที่ชอบเขียนรูป Portrait ของคนอยู่แล้ว เพราะคนเราแต่ละคนมันมีบุคลิกที่แตกต่าง สีหน้า ผิวหนัง หรือประสบการณ์ มันมีเรื่องราว มันผ่านอะไรมากันเยอะแยะ เราต้องมีฮีโร่หรือคนที่ประทับใจแล้วเขียนถ่ายทอดออกไป งานแต่ละชิ้นมันไม่ใช่งานภาพถ่าย ผมไม่ได้บูลลี่งานภาพถ่ายนะ แค่หมายถึงว่าภาพถ่ายมันมีศิลปะอยู่แต่กระบวนการแตกต่างกัน ความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาก็ต่างกัน ภาพถ่ายเรากดชัตเตอร์ครั้งหนึ่ง เราปริ้นต์ไปรอได้ แต่นี่คือภาพแฮนด์เมด

“ถามว่าภาพราคา 1 ล้านบาทที่วาดเสร็จแล้ว หากมีคนอยากได้อันที่เหมือนกัน เราจะเขียนใหม่ได้ไหม? ทำได้ครับ แต่อารมณ์ภาพต่างกัน ให้ผม 100 ล้านบาท ผมก็ทำไม่ได้เหมือนเดิม มันขึ้นอยู่กับอารมณ์นั้น ผมอยากเขียนตอนเวลานั้น ภาพศิลปะส่วนใหญ่จึงมีอารมณ์และความรู้สึกต่างกัน”

จากศิลปิน สู่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

อีกด้านหนึ่งของชีวิต คุณเอกชัยคือวิทยากรหรือนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ จากเดิมที่เป็นคนพูดน้อย เหมือนมีกำแพงในจิตใจ แต่จุดเปลี่ยนมาจากการได้รับงานศิลปะร่วมกับรุ่นพี่ท่านหนึ่ง วันที่แสดงงานรุ่นพี่ป่วยกะทันหัน ทำให้คุณเอกชัยได้ขึ้นบนเวทีพูดแทนต่อหน้าผู้คนกว่าร้อยชีวิตทั้งที่ไม่เคยเตรียมตัวและไม่มีสคริปต์มาก่อน ด้วยความประหม่าเขาจึงเลือกพูดจากสิ่งที่ตัวเองรู้และประสบมา แต่ผลตอบรับกลับค่อนข้างดี เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงทำให้เขาได้ค้นพบอีกด้านของตัวเอง

หลังจากนั้นคุณเอกชัยเริ่มเรียนรู้การพูดอย่างจริงจัง เขาศึกษาวิทยากรและนักพูดหลายคน สังเกตทั้งน้ำเสียง การใช้สายตา จังหวะการพูด และวิธีสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง ขณะเดียวกัน ประสบการณ์จากการออกรายการและพบผู้คนก็ช่วยให้เขาได้รับคำแนะนำว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่การท่องจำสคริปต์ แต่คือการทำให้เรื่องราวที่อยู่ในตัวเองถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

จากคนที่เคยตอบคำถามได้เพียงคำต่อคำ การพูดจึงค่อย ๆ กลายเป็นอีกทักษะหนึ่งที่เอกชัยพัฒนาขึ้นด้วยตัวเอง และทำให้กำแพงที่เคยรู้สึกว่ากั้นระหว่างเขากับผู้คนค่อย ๆ ลดลง

“ผมเคยนั่งดู Talk Show ของรุ่นพี่โน้ต อุดม แต้พานิชย์ เคยคิดไหมว่าคนหนึ่งที่อยู่บนเวที ไม่มีอะไรเลย หน้าตาไม่หล่อ เสียงก็ไม่เพราะ มีคนไปนั่งฟังเขาพูด 2–3 ชั่วโมงแถมเสียเงิน มันต้องมีอะไรดีสิ ผมก็เลยดูนักพูดหลายท่าน แววตา เทคนิค การออกเสียง ฯลฯ ทุกคนมีจุดดึงดูด ลีลา น้ำเสียงต่างกัน หรือแม้แต่มุกที่แทรกเข้าไปไม่ให้หลับแต่ก็ไม่ได้ไร้สาระ”

 “ช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นวิทยากรคือช่วงบ่าย เนื่องจากพวกเขาฟังวิทยากรมาหลายคน เที่ยงกินข้าวอิ่ม เบื่อ เพลีย เกิดอะไรขึ้นครับ? ไม่สนใจฟังไง บางคนหลับ บางคนเล่นมือถือ เดินเข้าเดินออกห้องน้ำ เราเป็นวิทยากรก็รู้สึกไม่ดีที่พูดไปแล้วไม่มีใครฟัง ตรงจุดนี้วิทยากรกลัวมากที่สุด ดังนั้นจึงต้องให้เขามีส่วนร่วม ต้องให้ฟังแล้วคิด ไม่ได้ฟังแล้วกองไว้ตรงนั้น”

โอกาสคือสิ่งที่คนพิการต้องการ

เมื่อพูดถึงคนพิการ เอกชัยไม่ได้ต้องการให้สังคมมองเขาด้วยความสงสาร เพราะสิ่งที่เขาเห็นจากประสบการณ์ของตัวเองคือหลายครั้งคนพิการไม่ได้ขาดความสามารถ แต่ขาดพื้นที่ที่จะให้แสดงความสามารถนั้น ซึ่งแตกต่างจากการให้เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว เพราะการให้ที่ยั่งยืนควรทำให้คนหนึ่งคนสามารถสร้างชีวิตของตัวเองต่อไปได้

“คนพิการขอแค่ 2 อย่าง ไม่ขออะไรมาก ข้อแรกขอแค่สายตา ให้มองเขาเป็นเพื่อนและคนปกติ ข้อสองขอสังคมให้ ‘โอกาส’ ไม่ได้ขอความสงสาร แต่ขอพื้นที่และโอกาสแค่นั้นเองจบ

 “ตอนนี้ผมสร้างมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์ (Art No Hand) ขึ้นมา ไม่ใช่ผมคนเดียวนะ ผมสร้างให้กับพี่ ๆ น้อง ๆ คนพิการ รวมถึงศิลปินที่ไม่ได้พิการด้วย เพื่อให้คนพิการได้ใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ผมรู้ว่าคนพิการต้องการอะไร คนพิการต้องการพื้นที่ ต้องการสายตา ต้องการโอกาสให้เขาได้ไหมครับ ให้พวกเขาเหล่านี้มีตัวตนของเขาขึ้นมา เลี้ยงดูครอบครัวและตัวเองได้เท่านั้นเอง”

 “ถึงผมจะไม่มีแขน แต่ผมเดินได้และคิดได้ กลับบางคนที่เขานอนติดเตียง บางคนที่ต้องใช้วีลแชร์ บางคนที่เป็นอัมพาต ออทิสติก ฯลฯ คุณต้องคิดเยอะ ๆ ว่า คนเหล่านั้นยังมีศักยภาพพอที่จะสร้างคุณค่าในสังคม แค่คุณจะส่งเสริมเขาด้วยวิธีไหน

อย่ามองสิ่งที่ขาด จนพลาดสิ่งที่มี

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คุณเอกชัยต้องพบกับคำว่า ‘ไม่มี’ อยู่บ่อยครั้ง ไม่มีมือ ไม่มีเงิน ไม่มีโอกาส ไม่มีพื้นที่ และไม่มีความมั่นใจที่จะพูดกับคนอื่น แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเขาเดินต่อมาได้คือการไม่หยุดอยู่กับสิ่งที่ไม่มี เพราะเขาจะเลือกมองสิ่งที่ยังมีอยู่แล้วหาวิธีใช้มัน

 “หลายครั้งที่ผมเป็นวิทยากร มักจะเจอคำถามบ่อยสุดคือพี่เอกผ่านจุดนี้มาได้ยังไง? เอากำลังใจมาจากไหน? ผมก็เลยบอกกับพวกเขาว่า ‘อย่ามองในสิ่งที่เราขาด จนพลาดในสิ่งที่เรามี’ เราชอบไปโฟกัสไอ้สิ่งเล็ก ๆ ที่เรามีไม่เหมือนคนอื่นเพื่อเอามาเปรียบเทียบ แล้วสิ่งที่เรายังมีอยู่ล่ะ แม่งโคตรเยอะแต่มองผ่าน ทำไมคนอื่นที่เขามีน้อยกว่าเราเขาอยู่ได้ กูมีมอเตอร์ไซค์แต่อยากมีรถเก๋ง กูมีห้องแต่อยากมีบ้าน กูมี 100 แต่อยากมี 5,000 แต่บางคนก็ไม่มีเลยล่ะ คำพูดนิดเดียวว่า ‘ตื่นมาเราจะกินอะไร?’ กับ ‘ตื่นมาเราจะเอาอะไรกิน?’ คล้าย ๆ กันแต่ความหมายโคตรแตกต่างเลย ลองไปคิดดูว่าไอ้คำพูดที่ผมพูดไป มันแตกต่างกันยังไง

“ผมเป็นคนที่คิดแง่บวกมาตลอด ไม่ค่อยคิดแง่ลบ เพราะตัวเราติดลบมาตั้งแต่เกิดแล้ว ถ้าเราคิดลบอีกชีวิตมันจะลบลงไปใหญ่เลย เพราะฉะนั้นเราต้องคิดบวก ตัวผมเล็ก ทุกคนบอกไม่มีข้อดี แต่ผมบอกดี เพราะผมไม่ต้องเสียค่ารถเมล์ ดูหนังก็เสียแค่ครึ่งเดียว เวลานอนก็ประหยัดพื้นที่ด้วย ไม่ต้องซื้อเตียง 6 ฟุต เอาแค่ลังเดียวผมก็นอนได้แล้ว อย่าคิดอะไรให้ซับซ้อนจนเอาสิ่งที่ขาดมาตัดสินคุณค่าของตัวเอง บางครั้งสิ่งที่เรามีอยู่มากมาย กลับถูกมองข้ามเพียงเพราะเราเอาแต่เปรียบเทียบกับคนอื่น

“สุดท้ายนี้ผมขอเป็นตัวแทนของมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์ (Art No Hand) ฝากงานนิทรรศการศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลง ‘Art for Change Beyond Ability ศิลปะเหนือขีดจำกัด’ จัดขึ้นที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า) วันที่ 7-27 พ.ย. 69 นี้ด้วยนะครับ”

Profile

ประวัติการศึกษา

ปริญญาตรี : ศิลปะบัณฑิต สาขาจิตรกรรม วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

ปริญญาโท : ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เกียรติประวัติ

คนพิการดีเด่น ประจำปี 2558

คนพิการไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขาคิลิมันจาโร ปี 2558 เพื่อภารกิจวาดภาพเฉลิมพระเกียรติ

ศิลปินพิการที่เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ บรรยายให้องค์กรภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษากว่า 500 องค์กร

ศิลปินพิการที่ได้รับเชิญไปแสดงงานในต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์  ออสเตรเลีย อินเดีย

 

 

The Power of Opportunity วาดฝันชีวิตด้วยหัวใจ เอกชัย วรรณแก้ว