The Kingdom’s Khon อัตลักษณ์ไทยภายใต้หน้ากากโขน
ครูวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์ ท่านคือผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไทยโดยเฉพาะการแสดงโขน การแสดงนี้ได้จำแนกความเชี่ยวชาญให้เหมาะสมกับตัวละครตั้งแต่ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ และตัวลิง โดยครูวิโรจน์นั้นมีความถนัดและโดดเด่นในด้านการแสดง “โขนลิง” ซึ่งจากความรักและมุ่งมั่นนี้เอง ที่ทำให้ท่านสวมบทบาทตัวละครและถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างลึกซึ้ง
ตลอดเส้นทางชีวิต ครูวิโรจน์อุทิศตนให้กับการฝึกฝนและถ่ายทอดกระบวนท่ารำเพื่อส่งต่อไปยังลูกศิษย์เป็นจำนวนมากในระยะเวลาหลาย 10 ปี ท่านสร้างคุณูปการให้กับวงการนาฏศิลป์ไทยจนได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย – โขนลิง) ประจำปีพุทธศักราช 2567 ในฐานะครูผู้ธำรงรักษาและสืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงสืบต่อไป
ชีวิตวัยเด็กของครูวิโรจน์
“ผมเกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2494 ที่ตรอกยม ถนนจักรพงษ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ในสมัยก่อนยังมีบรรยากาศแบบชุมชนเก่า บ้านเรือนอยู่ใกล้กัน ผู้คนรู้จักกันหมด ชีวิตเรียบง่ายตามวิถีของคนกรุงเทพฯ ในยุคนั้น
“คุณพ่อของผมรับราชการอยู่กรมศิลปากร ทำงานด้านการเงิน ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน ดูแลลูก ๆ ทั้งหมด 6 คน ผมเป็นลูกคนที่ 3 ครอบครัวไม่ได้มีฐานะร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ลำบากมาก อยู่ในระดับปานกลางตามกำลังของข้าราชการในสมัยนั้น รายได้ของคุณพ่อประมาณ 900 บาทต่อเดือน แต่ต้องดูแลลูกถึง 6 คน ค่าใช้จ่ายทุกอย่างจึงต้องประหยัด ครอบครัวเราดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณไม่ฟุ่มเฟือย แต่ทุกอย่างต้องคิดและวางแผน
“การเลี้ยงดูของพ่อค่อนข้างเข้มงวด เราอยู่ในระเบียบของผู้ใหญ่ เด็กไม่มีสิทธิ์เลือกมากนัก สิ่งใดที่ผู้ใหญ่เห็นว่าเหมาะสมก็ต้องทำตาม ผมเติบโตมาในบรรยากาศที่ให้ความสำคัญกับวินัยและความเคารพผู้ใหญ่ ตอนเด็กผมไม่ได้คิดจะเรียนทางนาฏศิลป์ ใจจริงอยากเป็นทหารหรือเป็นตำรวจมากกว่า แต่เมื่อถึงเวลาสอบว่ายน้ำไม่ผ่านจึงไม่ได้เดินไปตามเส้นทางนั้น ความคิดเรื่องอาชีพในวัยเด็กจึงเปลี่ยนไปตามสถานการณ์
“เมื่อเรียนจบประถมศึกษาปีที่ 4 คุณพ่อพิจารณาเรื่องค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อ พบว่าโรงเรียนนาฏศิลป์มีค่าเล่าเรียนไม่แพง ด้วยฐานะครอบครัวที่ต้องส่งลูกหลายคนเรียน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่พ่อให้ผมไปสอบเข้าโรงเรียนนาฏศิลป์
“การสอบเข้าในสมัยนั้นมีผู้สมัครจำนวนมากแต่รับไม่มาก การคัดเลือกจึงค่อนข้างเข้มงวดทั้งด้านรูปร่าง สรีระ และความเหมาะสมกับบทบาทในอนาคต ครูจะพิจารณาลักษณะภายนอกอย่างละเอียด ตัวพระต้องหน้าเรียวได้รูป ตัวนางต้องแขนงอนสวยงาม ส่วนตัวลิงต้องเล็ก ป้อม และแข็งแรง ซึ่งผมถูกจัดให้อยู่ในสาย “ลิง” ตั้งแต่ต้น ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจนักว่าเส้นทางนี้ต้องทำอะไรยังไง เพียงทำตามที่ครูกำหนด
“ยอมรับว่าตอนแรกผมไม่ได้เลือกเส้นทางนี้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อเข้าไปเรียนแล้วก็ต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด ครูสมัยก่อนเข้มงวดมาก ฝึกหนักและจริงจัง ผมค่อย ๆ เรียนรู้และปรับตัว จนเส้นทางที่ไม่ได้เลือกตั้งแต่แรกกลายมาเป็นชีวิตของผมในที่สุด”
“ช่วงที่ผมศึกษาระดับชั้นกลางปีที่ 3 ต้องเล่าให้ฟังสักนิดหนึ่งว่าผมก็มีชื่อเสียงด้านโขนตั้งแต่เป็นนักเรียนแล้ว ครูผู้ใหญ่สมัยก่อนท่านชี้ทางบอกให้ไปสอบเป็นนักเรียนในสังกัดของกรมศิลปากร ผมสอบได้ในตำแหน่งศิลปินจัตวา ผมได้ประสบการณ์จากกองนี้เยอะมากเพราะว่าเป็นฝ่ายนักแสดง แต่ว่าก่อนนี้เขายังไม่แยก ยังเป็นกองเดียวกันเรียกว่ากองการสังคีต ตอนหลังค่อยแยกมาเป็นส่วนการศึกษาเลยเรียกว่ากองศิลปศึกษาที่มีครูธนิต อยู่โพธิ์ และเอาประสบการณ์นั้นมาสอนเด็ก ๆ
“ผมเรียนจบและทำงานอยู่ในสังกัดของกรมศิลป์ ไม่ได้ไปไหน อยู่ตรงนั้นแหละ จนกระทั่งทำงานในระดับครูตรีก็สอนด้านโขน สอนทฤษฎีและการแสดง เราจะมุ่งการสอนตามลำดับไป จนกระทั่งสามารถขึ้นไปอยู่ในระดับสูงที่ครูบาอาจารย์ท่านวางใจครับ”

โขนในฐานะศิลปะชั้นสูงของราชสำนัก
“สำหรับผม โขนเป็นศิลปะชั้นสูงที่มีรากฐานอยู่ในราชสำนัก ไม่ใช่เพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่เป็นศิลปะที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาแต่เดิม เครื่องแต่งกายโขนมีความประณีต ลวดลายละเอียด คล้ายเครื่องทรง เพราะในอดีตใช้แสดงต่อหน้าพระมหากษัตริย์ โขนจึงมีสถานะต่างจากการละเล่นพื้นบ้านทั่วไป มีแบบแผน มีพิธีการ และมีความหมายทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง
“ส่วนบทโขนนั้น ใช้สืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณ มีหลักฐานชัดในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นต้นแบบสำคัญ ต่อมารัชกาลที่ 2 ทรงปรับปรุงให้เหมาะกับการแสดง ผมมองว่าบทเหล่านี้เป็นมรดกทางศิลปะที่ทำให้โขนมีโครงสร้างชัดเจนและสามารถสืบทอดมาได้จนถึงปัจจุบัน
“เครื่องแต่งกายโขนไม่ได้ทำแบบง่าย ๆ ทุกชิ้นมีรายละเอียดทั้งการปักดิ้นทอง การประดับกระจก การออกแบบลวดลาย ทุกอย่างต้องเรียบร้อย เพราะในอดีตพระมหากษัตริย์ทรงทอดพระเนตรใกล้ ๆ ซึ่งความประณีตนี้เองสะท้อนความสำคัญของโขนในฐานะศิลปะของแผ่นดิน
“โขนเติบโตและได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน เมื่อมีการสนับสนุนอย่างจริงจังศิลปะก็รุ่งเรือง เมื่อขาดการสนับสนุนก็ซบเซา ผมเห็นว่าโขนกับสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกในประวัติศาสตร์ไทย”
ดูโขนให้เป็นต้องรู้จักรามเกียรติ์
“โขนที่นำมาแสดงส่วนใหญ่แล้วมาจากเรื่องรามเกียรต์ ตัวละครหลักคือ พระ นาง ยักษ์ ตัวพระนั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือพระใหญ่กับพระเล็ก พระใหญ่คือพระราม พระเล็กคือพระลักษณ์ พระโพธิ์ พระศัตรุฆน์ แล้วในการแสดงโขนยังมีชั้นเทพขึ้นไปอีก เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระพรทัพ อะไรอย่างนี้ครับ
“พอตัวพระเสร็จก็มาถึงตัวนาง นางใหญ่มีนางเอกคือนางสีดา นางรองเข้ามาเป็นนางมณโฑ แล้วมีพระนางเทพ เช่น พระแม่อุมาเทวี พระแม่สุรัสวดี มีนางตลาดอีกคือนางสุพรรณมัจฉา-เมียหนุมาน นางวานรินทร์-เมียหนุมาน นางสุวรรณกันยุมา-เมียหนุมาน แม้แต่เมียของอินทรชิตที่ถือเป็นนางยักษ์ก็ยังเป็นเมียหนุมาน แล้วไหนจะมีนางสุวรรณมาลีที่เป็นตัวที่ดำเนินตามบทบาทของโขนในรามเกียรติ์อีก
“ตัวยักษ์นั้นเด่นที่สุดให้เริ่มแต่เท้าราชเสนี-พ่อทศกัณฐ์ จะมียอด 3 ชั้น สีขาว ขณะที่ทศกัณฐ์มี 10 หน้า 20 มือ ส่วนตัวลิงนั้นมีตั้งแต่ลิงนายพล 18 มงกุฎคือนายพัน เพชรคือนายร้อย จังเกียงคือพวกจ่า พลทหารคือเขน แยกย่อยไปอีก แต่ลิงที่มีชื่อเสียงคือหนุมาน สุครีพ พาลี ซึ่งตอนที่มีชื่อก็อย่างเช่น “พาลีสอนน้อง” หนึ่งในบทละครพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 1
“พาลีนั้นได้รับพรจากพระอิศวร รบกับใครก็จะดึงกำลังจากฝ่ายตรงข้ามมาครึ่งหนึ่ง ถ้ารบต่อไปชนะตลอดหนุมานไม่มีชื่อเสียงแน่นอน ตอนหลังเลยมีการเขียนบททำให้พาลีต้องรับสัตย์ เสียคำสัตย์ แล้วตายเพื่อถือความสัตย์ของตัวเอง ก่อนตายพาลีก็เรียกน้องชายสุครีพมาสอนการวางตัวเป็นข้าราชการที่ดี
“สำหรับตัวหนุมานนั้นเป็นตัวนายกอง นายกองได้คนมาช่วยคือหลานตัวเองที่เป็นลูกของพาลี พาลีมีน้องชื่อนางสวาหะ เรื่องราวมันก็ประมาณนี้ครับ อยากบอกว่าคนที่ศึกษาโขนมาจึงจะดูโขนสนุก เพราะถ้าคุณไม่มีความรู้เรื่องโขนก็นั่งดูไปเฉย ๆ แต่ถ้ามีความรู้เรื่องโขนมันจะสนุกตามอรรถรสของเนื้อหา”
โขนกับประเทศเพื่อนบ้านและอิทธิพลภูมิภาค
“ถ้าหากศึกษาโขน เอาแค่เฉพาะตัวหนุมาน ในประเทศเพื่อนบ้านจะพบว่าหลายประเทศมีตัวละครคล้ายกัน เช่น อินโดนีเซีย กัมพูชา หรือพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่รายละเอียดแตกต่างกันทั้งในด้านท่าทาง เครื่องแต่งกาย และลีลา ผมมองว่าเรื่องนี้ต้องพิจารณาจากหลักฐานไม่ใช่ความรู้สึก ความคล้ายคลึงกันเป็นผลจากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในภูมิภาคซึ่งมีมาแต่โบราณ แต่ในรายละเอียดแต่ละประเทศก็มีพัฒนาการของตนเองมาเรื่อย ๆ
“โขนไทยมีแบบแผนที่ชัดเจนทั้งท่ารำ ระบบฝึก และเครื่องแต่งกาย ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ผมเชื่อว่าการอธิบายเรื่องศิลปะต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการ ไม่ควรใช้อารมณ์หรือความรู้สึกส่วนตัว การศึกษาหลักฐานจะทำให้เห็นพัฒนาการที่ต่อเนื่องของโขนไทย
“เวลามีข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของทางวัฒนธรรม ผมมองว่าควรใช้เหตุผลและหลักฐานเป็นหลัก เพราะศิลปะจำนวนมากในภูมิภาคนี้มีรากร่วมกัน สิ่งสำคัญคือการรักษาศิลปะของตนเองให้เข้มแข็งมากกว่าการโต้แย้งด้วยความรู้สึก”

ช่วงซบเซาและการฟื้นฟูโขน
“โขนเคยมีช่วงที่ซบเซาตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจซึ่งผมผ่านมาทุกยุค สมัยนี้รูปแบบความบันเทิงเปลี่ยนไป คนดูมีทางเลือกมากขึ้น ความนิยมในศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิมก็ลดลงตามธรรมชาติ ในบางช่วงการจัดแสดงมีน้อยลง งบประมาณจำกัด ครูและศิลปินต้องพยายามประคับประคองกันไป ผมอยู่ในวงการมานานพอที่จะเห็นทั้งช่วงที่รุ่งเรืองและช่วงที่เงียบเหงา
“จุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยคือการจัดแสดงโขนพระราชทาน ซึ่งทำให้โขนกลับมาได้รับความสนใจจากประชาชนอีกครั้ง การแสดงมีการเตรียมงานอย่างประณีตทั้งด้านฉาก เครื่องแต่งกาย และการคัดเลือกนักแสดง โขนพระราชทานไม่เพียงยกระดับมาตรฐานการแสดง แต่ยังทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจโขนมากขึ้น
“ในรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนในระดับนโยบายและการจัดการแสดงทำให้โขนมีพื้นที่ในสังคมอีกครั้ง ผมถือว่าเป็นบุญของศิลปินโขนที่ได้ทำงานในช่วงเวลานั้น เพราะทำให้ศิลปะที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนยังคงอยู่ได้อย่างมั่นคง
“การอนุรักษ์โขนไม่ได้เกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องอาศัยสถาบันทั้งกรมศิลปากร สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมคิดว่าหากไม่มีระบบการฝึก การสอน และการถ่ายทอดอย่างจริงจัง โขนอาจสูญหายไปตามกาลเวลา การมีโครงสร้างรองรับจึงเป็นสิ่งสำคัญ”
โขนกับภาพลักษณ์ของชาติ
“ผมมองว่าโขนเป็นพลังทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง แม้เราอาจไม่ได้ใช้คำว่า Soft Power ในสมัยก่อน แต่ในทางปฏิบัติโขนทำหน้าที่นั้นมาโดยตลอด ทำให้คนต่างชาติรู้จักและเข้าใจความเป็นไทยผ่านศิลปะการแสดง โขนมีความงดงาม มีแบบแผนชัดเจน และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เมื่อใครได้ชมก็จะเห็นถึงความประณีตและความตั้งใจของศิลปินไทย
“ผมเคยร่วมแสดงในงานรับรองคณะทูตและแขกบ้านแขกเมืองหลายครั้ง ทุกครั้งเราตระหนักดีว่าสิ่งที่แสดงออกไปไม่ใช่เพียงการรำตามบทแต่เป็นการนำเสนอวัฒนธรรมของประเทศ การแสดงต่อหน้าบุคคลสำคัญต้องระมัดระวังทั้งท่าทาง จังหวะ และความเรียบร้อย เพราะภาพที่เขาเห็นคือภาพแทนของประเทศไทย
“โขนจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของศิลปินแต่เกี่ยวข้องกับเกียรติภูมิของชาติ ความประณีตในเครื่องแต่งกาย ความพร้อมเพรียงของนักแสดง และความถูกต้องตามแบบแผนล้วนสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาผู้ชม ผมจึงรู้สึกเสมอว่าการขึ้นเวทีแต่ละครั้งมีความหมายมากกว่าการแสดงทั่วไป”

บทบาท “ครู” และการถ่ายทอด
“ทุกวันนี้ผมยังสอนเด็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง เด็กยุคใหม่มีความคิดและวิธีการเรียนรู้ต่างจากสมัยก่อน เราจึงต้องปรับวิธีสอนให้เหมาะสมแต่ยังคงหลักการของโขนไว้ ผมพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจที่มาที่ไป ไม่ใช่เพียงทำตามคำสั่งเหมือนที่ผมเคยเรียนมา ผมย้ำเสมอว่าพื้นฐานสำคัญที่สุด ถ้าพื้นฐานไม่แน่น ต่อให้ขึ้นแสดงบทใหญ่ก็จะเห็นจุดอ่อนทันที การฝึกตบเข่า เต้นเสา หรือแม่ท่าอาจดูน่าเบื่อสำหรับเด็ก แต่มันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
“โขนมีระบบครูกับศิษย์ เราเคารพครูเพราะวิชานี้ถ่ายทอดกันปากต่อปาก รุ่นต่อรุ่น หากขาดความเคารพ ความละเอียดของวิชาก็จะค่อย ๆ เลือนหาย ผมเองได้รับการถ่ายทอดจากครูรุ่นเก่าจึงรู้สึกว่ามีหน้าที่ต้องรักษาและส่งต่อให้ถูกต้องที่สุด การฝึกโขนต้องใช้ความอดทนสูง ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่รวมถึงจิตใจ เด็กบางคนอาจท้อ แต่ถ้าผ่านช่วงแรกไปได้ เขาจะเข้าใจคุณค่าของสิ่งที่เรียน ผมเชื่อว่าโขนไม่ได้สอนเพียงท่ารำ แต่สอนวินัย ความรับผิดชอบ และความเคารพต่อผู้อื่นด้วย”
“โขนสอนวินัยอย่างชัดเจน ตั้งแต่การตรงต่อเวลา การฝึกซ้ำ ๆ จนกว่าจะถูกต้อง ไปจนถึงการรักษามาตรฐานของตนเอง หากขาดวินัย ต่อให้มีพรสวรรค์เพียงใด ก็ไม่สามารถยืนระยะในสายนี้ได้ วิชานี้ถ่ายทอดจากครูสู่ศิษย์ ผมได้รับความรู้จากครูรุ่นก่อน จึงรู้สึกว่าต้องตอบแทนด้วยการสอนรุ่นต่อไป ความกตัญญูจึงไม่ใช่เพียงคำสอน แต่เป็นวิธีคิดที่ฝังอยู่ในระบบของโขน
“ในสายโขน ความเคารพครูเป็นเรื่องสำคัญมาก เราไม่ได้เรียนจากตำราเพียงอย่างเดียว แต่เรียนจากการสังเกต การถ่ายทอด และประสบการณ์ของครู หากขาดความเคารพ ความละเอียดของวิชาก็จะค่อย ๆ สูญหาย การฝึกโขนไม่ได้ใช้เพียงร่างกาย แต่ต้องใช้จิตใจด้วย ต้องอดทน อดกลั้น และควบคุมอารมณ์ ผมเชื่อว่าโขนหล่อหลอมคนให้มีความมั่นคงทั้งกายและใจ ไม่ใช่เพียงทำให้รำได้สวยงาม”
ตัวตนและปรัชญาชีวิต
“ผมยอมรับตรง ๆ ว่าไม่ได้เริ่มต้นจากความรักนาฏศิลป์ ตอนเด็กผมไม่ได้เลือกเส้นทางนี้ด้วยตัวเอง เป็นการตัดสินใจของครอบครัวตามความเหมาะสมในเวลานั้น แต่เมื่อเข้าไปเรียนแล้ว ผมตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ยังไม่ได้คิดไกลว่าจะอยู่กับโขนทั้งชีวิต
“แต่เมื่อเวลาผ่านไป จากวันที่ฝึกพื้นฐานอย่างหนัก จนได้ขึ้นแสดงบทสำคัญ ผมเริ่มผูกพันกับโขนโดยไม่รู้ตัวการฝึก การแสดง การสอน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โขนไม่ได้เป็นเพียงอาชีพ แต่ค่อย ๆ กลายเป็นชีวิตของผม ผมมักพูดเสมอว่าสิ่งที่ทำมาตลอดคือหน้าที่ หน้าที่ในฐานะศิลปินของกรมศิลปากร หน้าที่ในฐานะครู และหน้าที่ในการรักษาศิลปะของแผ่นดิน เมื่อได้รับมอบหมายให้แสดง ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานสำคัญ ผมทำเต็มที่ เพราะมองว่าเป็นความรับผิดชอบของตนเอง
“การได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ได้มองว่าเป็นจุดสิ้นสุดของการทำงานสำหรับผม รางวัลเป็นสิ่งที่สะท้อนการทำหน้าที่ที่ผ่านมา แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการยังคงทำหน้าที่ต่อไปอย่างสม่ำเสมอ”
ลมหายใจที่เปลี่ยนผ่าน และปณิธานของคนโขน
“ในสมัยนั้นผมมีชื่อเสียงกับช่อง 5 ที่สนับสนุนโขให้ออกอากาศการแสดง ต่อมามีช่อง 9 ที่สนับสนุน โดยคุณจำนง รังสิกุล แต่ก่อนนั้นการถ่ายทอดสดทำให้เกิดดาราขึ้นมาตั้งเยอะ ส่วนเอกชนก็มีนมตราหมี มาสนับสนุน มีรายการมาลาภิรมย์ คนสมัยนี้ไม่รู้จักหรอก เกิดแฟนคลับเยอะมาก ต่อมาก็มีช่อง 11 แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว และช่อง 5 ปัจจุบันก็มีแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยบ้าง
“การแสดงหลักของโขนจะอยู่ที่โรงละครแห่งชาติ ครูเสรี หวังในธรรม ได้ถอดความบทประพันธ์เรื่องผู้ชนะสิบทิศมาดัดแปลงเป็นละครเวที ก็โด่งดงัขึ้นมาในยุคนั้น ขนาดที่ว่าเศรษฐีจากเชียงใหม่ซื้อตั๋วมาดูเฉพาะ คนสมัยนั้นเขาดูอะไร1. ดูท่ารำ 2. ดูผู้แสดงที่ชื่นชอบ 3. ฟังดนตรี แต่ปัจจุบันนี้ที่โขนทุกคนมาดูก็ยัง 3 ส่วนเหมือนกัน คือดูฉากอลังการ ดูผู้แสดงที่ชื่นชอบ แล้วก็ดูเครื่องแต่งกาย 3 ส่วนนี้แหละครับ
“ปัจจุบันคนนิยมโขนน้อยลงไปมาในชวงโควิดนึกว่าจะไม่รอด แต่เวลาเราแสดงคนก็ยังแน่นอยู่ ก็เลยยังมีกำลังใจ ถามว่ามันสำคัญกับชาติมั้ย มันขึ้นอยู่กับผู้นำว่าจะมองเห็นคุณค่าของมันและจะทำยังไง ผมฝ่ายอนุรักษ์ ผมเป็นฝ่ายสอน มีคนเคยถามผมว่าถามว่าอยากเป็นผู้บริหารไหม ผมไม่เอาผมสายสอน ผมชอบสอน เพราะ 1. การสอนทำให้สมองผมไม่ช้า 2. ได้ออกกำลังกายกับเด็ก การมาฝึกหัดคือการออกกำลังกาย 3. โน้มน้าวจารีตประเพณีให้เขารู้ ตั้งแต่การนั่งกราบ การเดินผ่านผู้ใหญ่ยังไง เราฝังเรื่องเหล่านี้ให้เขาซึมซับ แต่คนอื่นผมไม่รู้นะ แต่ส่วนตัวผมทำแบบนี้ ก็เพื่อให้เด็กที่มาใหม่ ๆ ที่แพ้ง่ายหรือภูมิแพ้อะไรพวกนี้ พอมาฝึกกับผมไม่ถึงเดือนก็แข็งแรงขึ้น แต่ก็ต้องใช้กลวิธีคุยกันเยอะ เด็กบางคนดื้อพอสมควร”



