ดร.ศิบดี นพประเสริฐ A WAY LIFE IS WOVEN วิถีที่ชีวิตถูกถักทอ

ดร.ศิบดี นพประเสริฐ A WAY LIFE IS WOVEN วิถีที่ชีวิตถูกถักทอ

     หากเรามองผ้าไทยด้วยความลึกซึ้งจะเห็นว่ามันไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่มธรรมดา แต่มันคือการส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมอันมีเรื่องราวของวิถีชีวิต ชุมชน และผู้คนจากผืนผ้าที่ถูกถักทอเอาไว้ทุกเส้นอย่างประณีต จนปัจจุบันกลายเป็นอัตลักษณ์บ่งบอกรากเหง้าของชาติไทย

     ดร.ศิบดี นพประเสริฐ เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบผ้าไทยและศึกษาเรื่องผ้าไทยอย่างจริงจัง จนสามารถเขียนหนังสือออกมาได้หนึ่งเล่ม นั่นคือ “พัสตราภรณ์กับการต่างประเทศไทยสมัยใหม่” ซึ่งในมุมมองของเขา ผ้าไทยไม่ได้สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีมิติในด้านสังคม ประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงภาพลักษณ์ของชาติด้วย

     โดยครั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสดีที่เขาให้เกียรติ MiX Magazine ได้มาร่วมพูดคุยถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต มุมมองทางวิชาการ และความหลงใหลในผืนผ้าซึ่งจะช่วยถักทอเรื่องราวของไทยเอาไว้ได้อย่างสวยสดงดงามต่อไป

ครอบครัว ชีวิต และการศึกษา

     ดร.ศิบดี (ดิว) เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ลำบากมากนัก เขามีพี่สาว 1 คน มีคุณแม่เป็นแม่บ้าน ส่วนคุณพ่อทำอาชีพพนักงานบริษัท ซึ่งในวันธรรมดาคุณพ่อของเขาจะไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี กลับบ้านเฉพาะวันเสาร์–อาทิตย์ นั่นจึงทำให้เขาได้ใช้ชีวิตอยู่กับพี่สาวและคุณยายเป็นส่วนใหญ่

     ส่วนในเรื่องการเรียน ด้วยความเป็นคนกลาง ๆ ไม่ได้โดดเด่นทั้งด้านวิชาการและกิจกรรม เขาจึงไม่มีความชัดเจนในชีวิตว่าอยากจะเป็นอะไรหรือเดินไปทางไหน ทว่าสิ่งที่ชอบทำคือการหยิบนิตยสารที่คุณแม่กับคุณยายวางทิ้งไว้มาอ่านยามว่างอยู่เสมอ ซึ่งมันจะกลายเป็นงานอดิเรกอันหล่อหลอมตัวตนของเขาในเวลาต่อมา

     ด้วยความที่ช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายเลือกเรียนศิลป์–ฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในสายสังคม เมื่อต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงต้องประเมินว่าควรเลือกเรียนคณะใดที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด ก่อนจะตัดสินใจสมัครสอบตรงคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจากนิสัยรักการอ่านโดยเฉพาะนิตยสารนี้เอง เมื่ออาจารย์กรรมการถามว่าอ่านหนังสืออะไรบ้างในยามว่าง เขาเลยตอบไปตามความจริงว่าชื่นชอบนิตยสารดิฉัน ขวัญเรือน และสกุลไทย กรรมการเริ่มอมยิ้ม... จนสุดท้ายก็ให้ผ่านการสัมภาษณ์ไป ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอกการเมืองการปกครอง วิชาโทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้ว่าขณะนั้นภาพการทำงานในอนาคตจะยังไม่ชัดเจนมากนักก็ตาม

     แต่เหตุเพราะไม่ได้เข้าเรียนรด. เมื่อถึงอายุ 21 ปีจึงเริ่มมีความกังวลขณะเข้าช่วงใกล้เกณฑ์ทหาร และเนื่องจากสภาพจิตใจยังไม่พร้อม เขาเลยเลือกเรียนต่อปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและทำเรื่องผ่อนผันต่อไปแทน

     ทว่าไม่นานนักพอทุกอย่างพร้อมแล้วจริง ๆ เขาก็ได้ตัดสินใจเข้ารับการจับใบดำ-ใบแดงในที่สุด จนเมื่อผลปรากฏออกมาว่าเป็นใบดำ สิ่งนี้เองช่วยทำให้ปลดเปลื้องภาระทางจิตใจได้ ก่อนที่ต่อมาเขาจะมุ่งเน้นไปยังสายวิชาการเป็นหลัก ซึ่งการเรียนต่อปริญญาโทนี้เองที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนสามารถนำมาต่อยอดเกี่ยวกับเรื่องราวของผ้าไทยได้ในเวลาต่อมา

เส้นทางสู่อาชีพอาจารย์

     “หลังจากผมจบปริญญาโท ยังไม่ได้งานประจำทันที จึงไปช่วยงานโครงการวิจัยของอาจารย์อยู่ระยะหนึ่ง ระหว่างนั้นก็พยายามหาประสบการณ์เพิ่มเติมจนต่อมามีเพื่อนแนะนำให้ลองสมัครเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยพะเยา ผมตัดสินใจไปสมัครแม้จะอยู่ไกลบ้านมากก็ตาม การคัดเลือกในตอนนั้นพิจารณาจากวุฒิการศึกษาและการสัมภาษณ์เป็นหลัก ผมได้รับคัดเลือกและไปสอนที่นั่น 1 ปีซึ่งการเดินทางไปพะเยาไม่สะดวกนัก ต้องนั่งรถทัวร์ข้ามคืน ใช้เวลาหลายชั่วโมง ทั้งไปสอบและไปทำงาน ถือเป็นประสบการณ์ที่หนักพอสมควร

     “เมื่อได้สอนจริง ผมรู้สึกว่ายังไม่มั่นใจพอ จึงคิดว่าหากจะเดินบนเส้นทางของอาจารย์อย่างจริงจัง งั้นก็ควรเรียนต่อปริญญาเอกเพราะวุฒิการศึกษามันคือสิ่งจำเป็นในสายวิชาชีพ ผมเลยกลับมาเรียนต่อด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เน้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ใช้เวลาเรียนเต็มทั้งหมด 6 ปีครับ

     “หลังเรียนจบจังหวะชีวิตดี มีคนแนะนำให้เข้ามาสู่มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อมองย้อนกลับไปผมรู้สึกเหมือนเส้นทางอาจารย์เป็นสิ่งที่ค่อย ๆ ปูทางมาแม้ตอนต้นจะไม่ได้ตั้งใจชัดเจนก็ตาม หลายคนมองว่าอาจารย์ต้องจบดอกเตอร์เพราะเก่งมาก แต่ในความจริงวุฒิการศึกษามันเป็นเงื่อนไขทางวิชาชีพ มันเป็นมาตรฐานที่ระบบกำหนดไว้ ผมจึงตัดสินใจเรียนต่อเพื่อให้เหมาะสมกับเส้นทางที่เลือก

     “ชีวิตการเป็นอาจารย์ผมมองว่าต้องปรับตัวตามบริบทสังคม เข้าใจนักศึกษาในแต่ละยุค แต่ก็ต้องรักษาความเป็นตัวตนของตนเองไว้ด้วยครับ ดังนั้นการสอนจึงเป็นทั้งการถ่ายทอดความรู้และการปรับจูนระหว่างรุ่น ซึ่งช่วงโควิด-19 ที่เรียนออนไลน์กลายเป็นทางเลือกหลัก มันช่วยให้การเรียนการสอนดำเนินต่อไปได้ก็จริง แต่ด้านหนึ่งมันก็ทำให้ความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าลดลง นักศึกษาหลายคนคุ้นชินกับการอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น

     “เมื่อกลับมาเรียนออนไซต์ บรรยากาศจึงมีชีวิตชีวากว่า การพบหน้ากันทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่เป็นธรรมชาติ ผมมองว่าทั้งสองรูปแบบมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกันตามบริบทของสถานการณ์ครับ

     “ความแตกต่างระหว่างรุ่นโดยเฉพาะคนยุคปัจจุบันอย่าง Gen Z มันเป็นเรื่องธรรมดาที่แนวคิดจะต่างกัน แต่เราสามารถปรับจูนเข้าหากันได้นะครับ อาจารย์ต้องเข้าใจลักษณะนิสัยและวิธีคิดของนักศึกษา ขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องละทิ้งตัวตนของตนเอง"

จุดเริ่มต้นความสนใจ “ผ้าไทย”

     “จุดเริ่มต้นความสนใจเรื่องผ้าไทยของผม ต้องย้อนไปตั้งแต่สมัยมัธยมเลยครับ โรงเรียนมีแคมเปญให้ใส่ผ้าไทยวันศุกร์ ครูหลายท่านแต่งชุดไทยมาสอนอย่างสวยงามจนนักเรียนรู้สึกตื่นตา ผมเองก็รู้สึกว่าการแต่งกายลักษณะนี้มีเสน่ห์และน่าสนใจ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ศึกษาลึกซึ้ง เพียงแค่รู้สึกชื่นชมในความงามของผ้าและรูปแบบการแต่งกาย

     “เพราะครูที่แต่งชุดไทยอย่างมั่นใจและเหมาะสม ทำให้ผมเริ่มมองเห็นว่าผ้าไทยไม่ใช่เพียงเครื่องแต่งกายตามงานพิธี แต่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้หากปรับให้เหมาะกับบริบท ความประทับใจของภาพเหล่านั้นฝังอยู่ในความทรงจำ แม้ผมยังไม่ได้คิดว่าจะสนใจผ้าไทยอย่างจริงจังในอนาคตก็ตาม

     “สมัยที่ผมเคยไปสอนอยู่มหาวิทยาลัยพะเยา คณบดีคณะศิลปศาสตร์ในขณะนั้นแต่งชุดไทยมาทำงานแทบทุกวัน ท่านแต่งกายอย่างสง่างามและเป็นธรรมชาติ ทำให้ผมเริ่มมองผ้าไทยในฐานะเครื่องแต่งกายที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม รวมถึงคิดว่าผ้าไทยสามารถอยู่ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่งานพิธีการด้วยครับ

     “หลังจากนั้นผมเริ่มสนใจศึกษาผ้าไทยมากขึ้น ค่อย ๆ หาซื้อผ้า เก็บสะสม เรียนรู้เรื่องประเภทผ้า แหล่งที่มา และความแตกต่างของลวดลาย การสะสมของผมไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจะเป็นนักสะสมมืออาชีพ แต่เกิดจากความชอบส่วนตัวและความสนใจใคร่รู้

     “เมื่อมาทำงานที่มหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งมีบรรยากาศเปิดกว้างด้านการแต่งกาย ผมเริ่มนำผ้าไทยมาตัดเย็บและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันโดยคำนึงถึงความคล่องตัว เพราะผมเดินทางด้วยรถสาธารณะจึงต้องการเสื้อผ้าที่ใส่สบายและเหมาะกับการใช้งานจริง

     “สำหรับผม ผ้าไทยไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในกรอบพิธีการ แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้หากออกแบบและเลือกใช้ให้เหมาะสมครับ”

จากรัฐจารีตสู่การสร้างอัตลักษณ์ชาติ

     “ผมมองว่าการถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมร่วมต้องเข้าใจแนวคิดรัฐชาติซึ่งเป็นแนวคิดสมัยใหม่ที่เข้ามาในภูมิภาคนี้ช่วงศตวรรษที่ 19 เพราะก่อนหน้านั้นไม่มีเส้นเขตแดนแบบชัดเจนในความหมายปัจจุบัน การแบ่งแยกว่าอะไรคือของประเทศใดจึงเป็นกรอบความคิดที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ใช่สิ่งที่มีมาตั้งแต่ต้น

     “ในยุครัฐจารีต ความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางกับหัวเมืองมีลักษณะยืดหยุ่น วัฒนธรรมและรูปแบบการแต่งกายจึงเคลื่อนไหวและแลกเปลี่ยนกันอยู่เสมอ เมื่อเข้าสู่รัฐสมัยใหม่เริ่มมีการกำหนดอัตลักษณ์ชาติอย่างชัดเจน ผมเห็นว่าการนุ่งห่มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะร่วมกันหลายประการ เพราะมีการติดต่อค้าขายและความสัมพันธ์ทางการเมืองต่อเนื่องยาวนาน ดังนั้นความคล้ายคลึงกันในรูปแบบการแต่งกายมันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับ แต่เป็นผลจากกระบวนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมต่างหาก

     “การนุ่งผ้าแบบโจงหรือการใช้ผ้าพาดไหล่ในหลายพื้นที่ของภูมิภาค มีลักษณะใกล้เคียงกันเพราะอยู่ในภูมิอากาศและบริบททางสังคมที่คล้ายกันครับ อย่างไรก็ตามแต่ละพื้นที่จะมีรายละเอียดเฉพาะของตนเอง ทั้งในด้านเทคนิคการทอ ลวดลาย และวิธีการสวมใส่

     “เมื่อเกิดข้อถกเถียงเรื่องการเคลมวัฒนธรรม ผมเห็นว่าควรพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์อย่างรอบคอบ ไม่ใช่ตัดสินด้วยกรอบรัฐชาติสมัยใหม่เพียงอย่างเดียว เพราะวัฒนธรรมจำนวนมากเป็นผลจากการไหลเวียนและการแลกเปลี่ยน ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวนะครับ

     “แต่ในกรณีของชุดไทยพระราชนิยม ผมว่าเรามีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการพัฒนาในเรื่องเครื่องแต่งกายประจำชาติตามบริบทของประเทศไทยสมัยใหม่ โดยอาศัยทุนทางวัฒนธรรมที่เรามีมาแต่โบราณเพื่อตอบสนองความจำเป็นทางการต่างประเทศและการทูต รวมไปถึงการสร้างอัตลักษณ์ชาติก็ควรทำความเข้าใจบนฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะมองเป็นประเด็นแข่งขันระหว่างประเทศครับ”

โครงสร้างทางสังคมของผ้าไทยในอดีต

     “เมื่อศึกษาย้อนประวัติศาสตร์ ผมพบว่าผ้าไทยในอดีตมีโครงสร้างทางสังคมกำกับชัดเจนครับ ผ้าไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่มแต่สะท้อนสถานะของผู้สวมใส่ อย่างผ้าราชสำนักจะมีลักษณะประณีต ใช้วัสดุคุณภาพสูง และมักมีข้อกำหนดเฉพาะ ขณะที่ผ้าของราษฎรมีความเรียบง่ายกว่าและสะท้อนวิถีชีวิตของชุมชน การแต่งกายในราชสำนักจึงมีความหมายเชิงอำนาจและสถานะ แตกต่างจากการแต่งกายของประชาชนทั่วไป

     “ในอดีตไทยไม่ได้ใช้เฉพาะผ้าที่ผลิตในท้องถิ่นนะครับ แต่มีการนำเข้าผ้าจากต่างประเทศ เช่น ผ้าจากอินเดียหรือภูมิภาคอื่น ๆ ผ่านเครือข่ายการค้า ผ้าเหล่านี้บางชนิดถูกนำมาใช้ในราชสำนักหรือในกลุ่มชนชั้นนำ การนำเข้าผ้าจึงสะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างไทยกับต่างประเทศในแต่ละยุคสมัยด้วย

     “ผ้ายกนครศรีธรรมราชเป็นตัวอย่างของผ้าที่มีความประณีตและมีสถานะสูงในสังคมไทย เพราะลวดลายและเทคนิคการทอมีความละเอียด ซับซ้อน และมักเกี่ยวข้องกับกลุ่มชนชั้นสูงหรือใช้ในโอกาสสำคัญ ดังนั้นผ้ายกจึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่สะท้อนลำดับชั้นในสังคม

     “ผ้าสมปักจากหัวเมือง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์กับราชสำนัก มีบทบาทสำคัญในระบบการแลกเปลี่ยนและการส่งส่วย ผ้าเหล่านี้มีคุณค่าในฐานะสินค้าที่เชื่อมโยงศูนย์กลางอำนาจกับหัวเมืองต่าง ๆ การเคลื่อนไหวของผ้าในระบบดังกล่าวสะท้อนความสัมพันธ์ทางการเมืองและการปกครองในอดีตได้เช่นกันครับ

     “บางยุคสมัยมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ผ้าและการแต่งกายที่สัมพันธ์กับสถานะทางสังคม ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถใช้ผ้าบางประเภทได้อย่างเสรีหรอกนะครับ กฎระเบียบเหล่านี้ทำให้ผ้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและลำดับชั้น ซึ่งสำหรับผมการทำความเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้ทำให้เห็นว่าผ้าไทยไม่ใช่เพียงเรื่องความงาม แต่เกี่ยวข้องกับระบบสังคมและการเมืองในอดีตอย่างลึกซึ้ง” 

พัสตราภรณ์กับภาพลักษณ์ของชาติ

     “จากการที่มีพื้นฐานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ผมมองผ้าไทยในมิติที่กว้างขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องความงามแต่เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ชาติ การทูต และการสร้างอัตลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ ดังนั้นผมจึงพยายามนำองค์ความรู้ด้านรัฐศาสตร์มาวิเคราะห์เรื่องผ้าไทยว่ามีบทบาทอย่างไรในบริบทการต่างประเทศของไทยครับ

     “มีอยู่ครั้งหนึ่งศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เชิญผมไปบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับผ้าไทยกับการต่างประเทศไทยสมัยใหม่ผ่าน Facebook Live 3 ชั่วโมงครับ โอ้โห! จะพูดอะไรเนี่ยใช้เวลาบรรยายประมาณ 3 ชั่วโมงแหนะ แต่กลายเป็นว่าเมื่อถึงเวลาจริง ๆ แค่ 3 ชั่วโมงกลับไม่พอ การบรรยายครั้งนั้นเลยทำให้ผมได้เรียบเรียงความคิดอย่างเป็นระบบและเห็นชัดว่าผ้าไทยสามารถอธิบายในกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ด้วย

     “หลังจากการบรรยาย ผมขยายเนื้อหาเป็นงานเขียนในรูปแบบ Study Paper โดยเรียบเรียงข้อมูลเพิ่มเติม ศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมากขึ้น ต่อมางานเขียนดังกล่าวได้รับการพัฒนาเป็นหนังสือ ใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการจัดทำต้นฉบับ ผมพยายามรักษาสมดุลระหว่างความเป็นวิชาการกับความเข้าใจง่ายสำหรับผู้อ่านทั่วไป จนได้เป็นหนังสือ “พัสตราภรณ์กับการต่างประเทศไทยสมัยใหม่” ออกมาครับ

     “ผมมองว่าคำว่า “ผ้าไทย” ไม่ได้หมายถึงผ้าชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นคำรวมของผ้าหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ มีทั้งผ้าราชสำนัก ผ้าชาวบ้าน ผ้านำเข้า และผ้าที่มีความเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่น ๆ แต่ละชนิดมีบริบททางสังคมและสถานะกำกับ ผ้าไทยจึงเป็นจักรวาลทางวัฒนธรรมที่ซับซ้อน ไม่ใช่สิ่งที่อธิบายได้ด้วยกรอบเดียว”

ลายทอเล่าเรื่องภูมิปัญญาแต่ละถิ่น

     “เมื่อพูดถึงการแต่งกายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายพื้นที่มีการใช้ผ้าพาดไหล่คล้ายคลึงกัน บางแห่งเรียกว่า “สไบ” บางแห่งเรียกว่า “สะพัก” รูปแบบภายนอกอาจดูใกล้เคียง แต่ในรายละเอียดมีความแตกต่างทั้งด้านวิธีพาด ลักษณะผ้า และบริบทการใช้ ผมเห็นว่าความคล้ายคลึงดังกล่าวสะท้อนความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมในภูมิภาค แต่ก็ไม่ควรมองข้ามความแตกต่างเฉพาะของแต่ละพื้นที่

     “การนุ่งผ้าแบบโจงกระเบนและการนุ่งซิ่นพบได้ในหลายพื้นที่ของภูมิภาค แต่ลักษณะการจับจีบ วิธีพับ และความยาวผ้ามีความแตกต่างกัน บางพื้นที่นิยมโจงในชีวิตประจำวัน ขณะที่บางพื้นที่ใช้ซิ่นเป็นหลัก ความแตกต่างเหล่านี้สัมพันธ์กับภูมิอากาศ วิถีชีวิต และโครงสร้างทางสังคมของแต่ละชุมชน

     “เทคนิคการทอเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละภูมิภาคและกลุ่มวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการยกดอก การจก การขิด การเกาะล้วง หรือการมัดหมี่ ลวดลายและวิธีการทอมีรายละเอียดแตกต่างกันอย่างชัดเจน แม้จะมีลักษณะร่วมในระดับโครงสร้าง แต่เมื่อพิจารณาเชิงเทคนิคจะพบความแตกต่างอันบ่งบอกถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่

     “ในพื้นที่ล้านนา ล้านช้าง และภาคกลาง มีรูปแบบการแต่งกายคล้ายคลึงกันบางส่วน แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจะเห็นความแตกต่างทั้งด้านรูปทรงผ้า ลวดลาย และวิธีการสวมใส่ ผมจึงมองว่าการทำความเข้าใจการแต่งกายในภูมิภาคควรพิจารณาทั้งความเหมือนและความต่าง ไม่ควรสรุปเพียงผิวเผินว่าทุกอย่างเหมือนกันหรือแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ”

การกำเนิด “ชุดไทยพระราชนิยม”

     “จุดสำคัญที่ทำให้ชุดไทยพระราชนิยมมีความชัดเจน เกิดขึ้นในบริบทการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเมื่อปี 2503 ครับ การเสด็จฯ เยือนครั้งนั้นอยู่ในช่วงสงครามเย็นซึ่งภาพลักษณ์ของประเทศมีความสำคัญบนเวทีระหว่างประเทศอย่างยิ่ง

Queen Sirikit Museum of Textiles

     “ในบริบททางการทูต การแต่งกายของพระราชินีมีนัยสำคัญ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารอัตลักษณ์ชาติ หากประเทศอื่นมีชุดประจำชาติที่ชัดเจน ไทยก็จำเป็นต้องมีภาพลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นไทยเช่นกัน

     “ก่อนหน้านั้นไทยไม่มีชุดประจำชาติที่กำหนดรูปแบบแน่นอนเหมือนกิโมโนของญี่ปุ่นหรือส่าหรีของอินเดีย จึงเกิดคำถามว่าจะนำเสนอความเป็นไทยผ่านเครื่องแต่งกายอย่างไร และมีการศึกษาย้อนประวัติศาสตร์การแต่งกายในราชสำนักอันถือว่าเป็นทุนทางวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาเครื่องแต่งกายที่มีรากฐานจากประเพณีไทยแต่ปรับให้เหมาะกับบริบทสมัยใหม่ การออกแบบจึงไม่ได้เกิดจากการสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด หากแต่เป็นการเลือกองค์ประกอบจากอดีตมาปรับใช้ครับ

     “ผลลัพธ์คือชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบซึ่งกำหนดรูปแบบชัดเจนทั้งแง่โครงสร้าง เสื้อผ้า และการใช้งานตามโอกาสต่าง ๆ ชุดเหล่านี้กลายเป็นต้นแบบของการแต่งกายไทยตามงานพิธีการและโอกาสสำคัญในเวลาต่อมา โดยผสมผสานระหว่างโครงสร้างการตัดเย็บแบบตะวันตกเข้ากับผ้าและองค์ประกอบแบบไทย ๆ ทำให้สามารถสวมใส่ได้สะดวกในบริบทสากล แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ด้วย

     “ดังนั้นสำหรับผม กระบวนการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าอัตลักษณ์ชาติไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่สามารถพัฒนาและปรับตัวตามบริบททางการเมืองและการทูตได้”

ภาพลักษณ์ความเป็นไทยในเวทีโลก

     “การเสด็จฯ เยือนต่างประเทศช่วงสงครามเย็นไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางการทูต แต่เป็นเหตุการณ์ที่สื่อมวลชนทั่วโลกจับตามองครับ ภาพถ่าย ข่าว และบทความที่เผยแพร่ในต่างประเทศมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ เพราะผมมองว่าสื่อยุคนั้นทำหน้าที่ขยายความหมายของการแต่งกายให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของชาติ ไม่ใช่เพียงเรื่องแฟชั่นส่วนบุคคล

     “หนึ่งในภาพจำสำคัญคือการที่สื่อมวลชนต่างประเทศเรียกสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถว่า “The Golden Girl” จากการฉลองพระองค์โทนสีทองโดดเด่นและสง่างาม คำเรียกดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงฉายาเชิงแฟชั่น แต่สะท้อนความประทับใจที่สื่อและสาธารณชนต่างชาติได้รับจากภาพลักษณ์ของประเทศไทย ณ ช่วงเวลานั้นด้วย

     “ในสายตาของสื่อสากล พระองค์ทรงได้รับการยกย่องในฐานะผู้นำด้านแฟชั่นชั้นนำ การแต่งกายของพระองค์จึงมีผลต่อการรับรู้ความเป็นไทยระดับนานาชาติ ผมมองว่าเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการแต่งกายสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมและการเมืองได้ในเวลาเดียวกัน

     “สำหรับผม เครื่องแต่งกายบริบทดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสื่อสารภาพลักษณ์ชาติบนเวทีระหว่างประเทศ ชุดไทยพระราชนิยมจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยที่ได้รับการยอมรับระดับสากล และมีผลต่อการสร้างภาพจำของประเทศไทยในช่วงเวลานั้นด้วย”

จากผ้าไหมมัดหมี่ สู่แฟชั่นไอคอนระดับโลก

     “ถ้าพูดถึงเรื่องแฟชั่นกับชุดไทยของสมเด็จพระพันปีหลวง (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) ต้องบอกว่าชุดสากลมีแบบแผนของเขาตามกระแสแฟชั่นปกติมาก่อนแล้ว แต่ชุดไทยนั้นเป็นของที่พระองค์ท่านคิดค้นขึ้นมาใหม่ พอประดิษฐ์ขึ้นมาปุ๊บพระองค์ท่านไม่ได้ทดลองนะ แต่ใส่ออกสู่สายตาโลกเลย มันเป็นความท้าทายและเหมือนเป็นการนำชื่อเสียงของประเทศไทยไปเดิมพันระดับนานาชาติ ซึ่งเผอิญปรากฏว่าการเดิมพันครั้งนี้ประสบความสำเร็จ สื่อมวลชนชื่นชม นานาประเทศรู้จักไทยผ่านความงาม ผ่านฉลองพระองค์ ผ่านสไตล์ของพระพันปี

     “ถ้าไม่นับงานที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะประมุขแห่งรัฐ สมเด็จพระพันปีหลวงมีส่วนช่วยอย่างมากในงานของรัชกาลที่ 9 ผ่านการสร้างความประทับใจตรงนี้ ด้วยความที่พระองค์ท่านกล้าแต่ง กล้าเล่น กล้ามีสไตล์เป็นของตัวเอง และกล้าที่จะใช้ผ้าไทยทุกแบบ ถ้าในยุค 50s ยุค 60s ยุค 70s อาจยังไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ แต่ท่านจะเริ่มสนุกสนานกับแฟชั่นในยุคปลาย 70s ต่อเนื่องมาถึงยุค 80s ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นยุคที่ท่านกล้าแต่งที่สุด ท่านใช้ผ้าไหมมัดหมี่ ใช้ผ้าทอพื้นเมืองของไทยหลากหลายชนิดมาก    

     “และอาจต้องใช้คำว่าฉลองพระองค์ของพระองค์ท่านในยุค 80s นั้นค่อนข้าง “แฟนซี” ที่ว่าแฟนซีไม่ได้หมายถึงการแต่งตัวแบบงานแฟนซี แต่ท่านกล้าเล่นดีไซน์ที่หลากหลาย สมัยนั้นจะมีผู้หญิงกี่คนใส่ชุดราตรีออกงานกลางคืนแต่ท่อนล่างเป็นกางเกง แล้วพระองค์ท่านก็เอาความกล้าเล่นนี้มาผสมผสานกับความหลากหลายของผ้าไหมไทย มันเลยยิ่งทำให้ผ้าไหมไทยดูเห็นชัดว่าเล่นได้เยอะ

     “สมเด็จพระพันปีหลวงยังเป็นที่รู้จักของนานาชาติด้วย เพราะสไตล์ของพระองค์ยิ่งทำให้ผ้าไทยออกสู่สายตาชาวต่างชาติมากขึ้น จนท่านถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแฟชั่นไอคอนที่สำคัญของโลกเลยก็ว่าได้”

เอกลักษณ์ของผ้าไทย

     “เอกลักษณ์ของผ้าไทยคือผ้าทอมือหรือ Hand Woven นั่นเอง เสน่ห์ของผ้าพวกนี้มันเป็นงานศิลปะทำมือที่แต่ละชิ้นไม่เหมือนกันเลย ต่อให้ช่างทอและช่างย้อมเส้นใยใช้ลายเดียวกัน ย้อมสีเดียวกัน สองผืนนี้ก็ไม่เหมือนกัน อย่างสีแดงถึงจะหยอดลงไปในกระทะเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ออกมายังต่างกันได้ นั่นเป็นกรณีสีเคมีนะ ถ้าเป็นสีธรรมชาติยิ่งแล้วใหญ่เลย

     “เท่ากับว่าเสน่ห์ของผ้าทอมือหรือผ้าไทยพวกนี้คืองานศิลปะที่มีชิ้นเดียวในโลก ต่อให้ราคาหลักร้อยหลักพันมันก็เป็น One of a Kind เป็นของที่มีเพียงชิ้นเดียว ยกตัวอย่างเช่นผ้าไหมมัดหมี่ ถ้าจะทอผืนใหม่ให้เหมือนกันเป๊ะ สีชมพูอาจได้ไม่เท่า เหลืองอาจเข้มกว่า แดงอาจได้อีกเฉดหนึ่ง

     “ตอนที่ต้องไปออกรายการต่าง ๆ เพื่อพูดเกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมและผ้าไทย มันทำให้ได้พบปะผู้คนในวงการที่เป็นตัวจริง ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนที่เป็น Expert ด้านนี้จริง ๆ เหมือนเป็นการเปิดโลกในอีกทางหนึ่งเลยครับ

     “ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมกับนักศึกษาได้ลงพื้นที่ไปอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี นอกจากโอ่งมังกรแล้ว จังหวัดราชบุรียังมีชื่อเสียงเรื่องผ้าจกด้วย แต่น่าแปลกใจที่ไม่มีการกล่าวถึงผ้าจกในคำขวัญจังหวัดเลย โดยแหล่งดังคือคูบัวกับดอนแร่ในอำเภอเมืองครับ ส่วนอีกหนึ่งที่เพิ่งมีชื่อเสียงคือชุมชนรางบัวในอำเภอจอมบึง 

     “นักศึกษาที่ทำวิจัยเรื่องนี้ลงพื้นที่กันเองก่อน แล้วอาจารย์ชักเริ่มสนุกอยากไปด้วยก็เลยได้เห็นสภาพจริงว่าเขามีวิธีการทออย่างไร มีการรวมกลุ่มเพื่อกำหนดราคาหรือต่อรองราคากับภายนอกอย่างไร มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเอกชนและรัฐที่เข้ามาส่งเสริมอย่างไร

     “สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเรื่องการปรับตัว ผ้าจกของจังหวัดราชบุรีมีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นผ้าซิ่นตีนจก โทนสีแดง-ส้ม แต่ที่อำเภอจอมบึงนั้นชุมชนพยายามประยุกต์ลวดลายและสีให้มีความเป็นแฟชั่นมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค เพราะถ้าทอแต่แบบดั้งเดิมก็อาจขายได้แค่คนที่ซื้อไปสะสม ส่วนคนที่อยากเอาไปตัดกระโปรงหรือตัดเสื้อคงอยากได้ลวดลายและสีโทนใหม่ที่หลากหลายขึ้น

     “ผมมองเห็นการปรับตัวที่พยายามรักษาเอกลักษณ์ผ่านวิธีการทอแบบโบราณ แต่อีกด้านก็ประยุกต์ให้ร่วมสมัยผ่านลวดลายและสีสันใหม่ ซึ่งแม้ประสบการณ์โดยตรงในวงการของผมอาจจะยังน้อยกว่าคนอื่น แต่การได้ลงพื้นที่จริงและพูดคุยกับคนในวงการ มันทำให้ได้เปิดโลกและมีความรู้ขึ้นอย่างมากครับ

     “ส่วนอนาคตผ้าไทย ส่วนตัวมองว่าถ้าปรับตัวก็ยังอยู่ได้นะ เพราะคำว่าปรับตัวของผมนั้นหมายถึงการมีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่รูปแบบและในแง่ระดับราคา เพราะบางคนอาจติว่าของพวกนี้ราคาสูง เข้าไม่ถึง แต่ผมมองว่าถ้าปรับไปตามความต้องการของผู้บริโภคได้ก็จะยังอยู่ได้

     “แต่มันต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายด้วย ทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิต ช่างทอ หรือแม้แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมเรื่องพวกนี้ เพื่อจะสามารถช่วยกันประคองให้วงการผ้าไทยยังคงมีชีวิตต่อไปในอนาคต”

 

A WAY LIFE IS WOVEN วิถีที่ชีวิตถูกถักทอ ดร.ศิบดี นพประเสริฐ