Pedaling Hearts, Chasing Dreams ปั่นหัวใจไปให้ถึงฝัน
ครั้งแรกของ Mind - Self ที่สัมภาษณ์นักแสดงหนุ่มพร้อมกันสองคนจากซีรีส์ “Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก” ซีรีส์โรแมนติกฟีลกู๊ด “มาสุ จรรยางค์ดีกุล” และ “ตี๋ ธนพล จารุจิตรานนท์” พร้อมเจาะลึกทุกเรื่องราวที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นเส้นทางสู่การเป็นนักแสดง รวมถึงตัวตนและจิตใจที่ซ่อนอยู่ว่าอะไรคือแรงผลักดัน อะไรคือสิ่งที่พวกเขายึดมั่นจนทำให้เป็นมาสุและตี๋ ธนพลอย่างที่เราเห็นในวันนี้
ก่อนอื่นขอถามเรื่องราวของซีรีส์ “Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก” และคาแรกเตอร์ของแต่ละคน
มาสุ : Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรักเป็นซีรีส์โรแมนติกและให้ความสนุกกับคนดู ถ่ายทอดความรักหลายรูปแบบโดยมีการปั่นจักรยานเป็นตัวเชื่อมครับ ส่วนผมรับบทเป็นจิตแพทย์ชื่อว่า “นับหนึ่ง” ใจดี มีงานอดิเรกคือชอบปั่นจักรยาน และมีโอกาสได้รักษาคนไข้แปลก ๆ คนหนึ่งซึ่งก็คือ “สายลม” ในเรื่อง
ตี๋ : รับบทเป็น “สายลม” เป็นคนมีทรอม่า (Trauma) หรือบาดแผลทางใจตั้งแต่เด็กจนเป็นโรคกลัวการสัมผัสและปิดกั้นสังคม กระทั่งมีเหตุการณ์ได้มาเจอคุณหมอนับหนึ่ง เหมือนเป็นอุบัติเหตุรัก แต่ปรากฏว่าสามารถสัมผัสตัวคุณหมอได้ทั้ง ๆ ที่ไม่สามารถสัมผัสตัวใครได้มาก่อน เลยจะมีความสงสัยอยากรู้ว่าทำไมคนนี้ถึงพิเศษกว่าคนอื่น
ปกติทั้งคู่ปั่นจักรยานอยู่แล้วด้วยหรือเปล่า
มาสุ : ผมปั่นจักรยานอยู่แล้วในชีวิตจริง ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าเป็นซีรีส์เกี่ยวกับกีฬาใช่ไหม? แต่จริง ๆ การปั่นจักรยานแค่เป็นตัวเชื่อม ผมว่าเป็นกิจกรรมไม่กี่อย่างที่คนจะมีประสบการณ์ร่วมกันในชีวิตจริง
ตี๋ : ตี๋ไม่ได้ปั่นจริงจังเหมือนพี่มาสุ แต่ก็ปั่นจักรยานเป็นอยู่แล้วครับ

ในเรื่องนอกจากความรักแบบคู่รักแล้ว ยังนำเสนอความรักของครอบครัวด้วย
มาสุ : ใช่ครับ อย่างผมก็จะมีพี่น้อง 3 คนอยู่ในบ้านเดียวกันแต่ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน เป็นลูกชายที่ถูกรับเลี้ยงมาจากคุณแม่ จะนำเสนอมุมนี้ด้วย
ตี๋ : ของตี๋ก็จะมีมุมที่พ่อแม่หย่าร้างกัน พอแม่มีแฟนใหม่สายลมก็จะถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายจนกลายเป็นปมในใจ
มาสุถือเป็นนักแสดงอีกคนที่มีการแสดงแบบก้าวกระโดด ตัวเองคิดและรู้สึกอย่างนั้นไหม
มาสุ : ผมรู้สึกว่าผมไปตามสเต็ปเหมือนเรียนมัธยมม. 1 ม.2 ม. 3 ไปเรื่อย ๆ แต่ก็ถูกต้องในแง่ที่ว่าบทบาทบางเรื่องมันเปลี่ยนคาแรกเตอร์ไปมาก ๆ ทำให้ผมมีการแสดงที่ก้าวกระโดดจริง
ตี๋ถือเป็นนักแสดงที่แสดงอินเนอร์ทางสายตาได้ดีมาก
ตี๋ : ผมเป็นคนที่สื่อสารทางสายตา แววตาผมจะบอกความรู้สึก คนจะรับรู้ว่าเรารู้สึกอะไรอยู่ และเป็นคนไม่ปิดกั้นด้วย เพราะฉะนั้นคนจะเห็นด้านในว่าเรารู้สึกอะไรแล้วดวงตาจะเก็บไม่ได้เลย เวลาเข้าฉากก็ต้องแสดงออกทางแววตาได้ดีมาก
ก่อนจะเข้าวงการมาสุเป็นเด็กแบบไหน
มาสุ : เป็นเด็กหลังห้องแต่ไม่ได้เกเร เป็นเด็กหลังห้องที่ยังอยู่ในห้องเรียน แต่ว่าเป็นเด็กที่โตและได้ใช้ชีวิตแบบเด็กผู้ชาย 100% ได้เล่นกีฬาทุกอย่าง ได้เล่นดนตรีทุกอย่าง ชีวิตสนุกสนาน อ่านการ์ตูน เล่นเกม
หากมองย้อนไปในวันที่คุณเป็นศิลปินกับวันนี้ ถือว่าคุณเดินทางมาไกลในวงการหรือยัง
ตี๋ : ค่อนข้างไกลครับ ตัวงานก็ต่างกันมาก ตี๋เข้าวงการจากการแสดงและผันตัวเป็นศิลปินช่วงหนึ่งจนถึงจุดอิ่มตัวก็กลับมาทำงานแสดง คิดว่าอยู่ในจุดที่เราผ่านมาตรฐานมาแล้วนะ ได้เซ็นสัญญากับช่อง 3 ได้เรียนรู้เรื่องการแสดงแบบจริงจัง ดีใจมากครับและคิดว่าตัวเองมาไกลมาก

ตัวตนจริงของมาสุมีวิธีฮีลใจตัวเองยังไง
มาสุ : เวลาผมมีปัญหาผมจะอยู่กับตัวเอง จะไม่เรียกร้องความช่วยเหลือจากคนอื่น หรืออาจเป็นเพราะว่าผมยังไม่เคยเจอปัญหาหนักหน่วงกับชีวิต ค่อนข้างจัดการกับมันได้ นอนตื่นมาก็หาย ไม่จมอยู่กับความรู้สึกนั้นนาน
ตัวตนจริงของตี๋ ธนพล สดใสร่าเริงอย่างที่เราเห็นไหม
ตี๋ : เป็นคนมองโลกในแง่บวก ตี๋มีความสุขได้ง่าย ๆ ครับ แค่มีของกินอร่อย ได้อยู่กับคนที่เราแฮปปี้ อยู่กับเพื่อน ๆ แต่ชีวิตจริงก็ผ่านอุปสรรคปัญหามาหนักหน่วงเหมือนกันครับ ต้องทุ่มเทและแลกกับอะไรมาหลายอย่าง เส้นทางนี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถ้ามันหนักมาก ๆ ตี๋จะอยู่กับตัวเอง ถ้าไม่ได้หนักมากก็จะปรึกษาเพื่อน ได้ระบายสักพักเราก็หายและแฮปปี้ขึ้น อยู่กับตัวเองและขัดเกลา อะไรใช้ได้อะไรควรทิ้ง เหมือนเราอัปเดตซอฟท์แวร์มันก็ต้องใช้เวลาประมวลผล จนทุกวันนี้พร้อมจะเป็นผู้ใหญ่ 100% แล้วครับ ไม่ต้องพึ่งใคร อาจเพราะเคยผ่านจุดที่แย่มาแล้ว ตอนนี้มันเหมือนเราเริ่มใหม่โดยตัวเราเอง
เวลาผิดหวังหรือเสียใจ มาสุบอกตัวเองว่ายังไง
มาสุ : ทำเต็มที่แล้วได้เท่าไหร่เท่านั้น ผมเคยถามครูตอนเด็กว่าผมไม่เข้าใจคำว่าอย่าเสียใจถ้าเราทำเต็มที่ เพราะผมรู้สึกว่ายิ่งเราทำเต็มที่เรายิ่งเสียใจ กลับกันถ้าเราทำไม่เต็มที่เราจะไม่เสียใจ พอโตมาก็เข้าใจครับ อาจจะหลายเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามา ถ้าเราทำเต็มที่ ณ โมเมนต์นั้นมันเป็นสมการนี้ก็ถูกต้องแล้ว
การแสดงซีรีส์วายสำหรับบางคนถือว่ายากและท้าทาย สำหรับตี๋คิดอย่างไร
ตี๋ : ท้าทายครับ ไม่ใช่ทัศนคติที่มีต่อซีรีส์วายนะครับ แต่มันเป็นเรื่องความท้าทายทางด้านการแสดง เพราะตี๋เริ่มจากการเป็นนักแสดงตัวประกอบ พอเริ่มซีรีส์วายเราก็ต้องรับผิดชอบทางการแสดงมากขึ้น รู้สึกว่าไม่ได้นะ เราต้องรับผิดชอบคนดู พัฒนาตนเองเรื่อย ๆ อยากให้เกียรติคนดูให้เกียรติอาชีพ นอกจากเราจะสำเร็จแล้ว คนที่เชียร์เราก็จะไม่ผิดหวังด้วย
มีอะไรอยากบอกให้คนอื่นรู้เกี่ยวกับตัวมาสุบ้าง
มาสุ: ผมเป็นคนสุดครับ ถ้าผมชอบและสนใจอะไรผมเหยียบมิด คนอื่นอาจจะ 100 แต่ผม 150 สนุกดีครับ สไตล์เด็กผู้ชาย

บทบาทไหนในวงการบันเทิงที่คุณอยากทำอีก
ตี๋ : ผมอยากลองอะไรเท่ ๆ แบบหนังจีน ใช้จินตนาการเหาะเหินเดินอากาศ หรือจริง ๆ แล้วบทบาทอะไรที่ใหม่สำหรับเราก็อยากลองหมดนะครับ
คำแนะนำในความมุ่งมั่นหรือความพยายามแก่น้อง ๆ
มาสุ : ผมค่อนข้างถ่ายทอดไลฟ์สไตล์ตัวเองลงในโซเชียลมีเดีย ถ้าชอบไลฟ์สไตล์แบบมาสุก็ติดตามกันได้ แต่ถ้าอยากให้แนะนำ ส่วนตัวผมจะไม่ชอบอะไรผิวเผิน ถ้าผมสนใจผมจะลงลึกรู้ให้จริง
ตี๋ : น้อง ๆ รุ่นใหม่ถ้าเราอยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่ ถ้าเราไม่ยอมแพ้แล้วก้าวทุกวัน ตี๋ว่ามันจะสำเร็จนะ เป้าหมายอาจจะก้าวที่ร้อย วันหนึ่งอาจจะก้าวสองก้าว รอแค่เวลา แต่ที่มันไม่สำเร็จเราอาจจะเปลี่ยนแผนก่อน ถอยหลังก่อน พื้นที่ตรงนี้สำหรับคนที่ตั้งใจจริงเท่านั้น และสำคัญคือการรักษาระยะให้คงทนก็ยากเหมือนกัน สำเร็จเป็นแค่โชคครั้งที่หนึ่ง และจะดีกว่านั้นถ้าเรารักษามันได้ยาว



