อัตตาของศิลปะเหนือจริง

the artist

Artist in real Life : อัตตาของศิลปะเหนือจริง
ประทีป คชบัว 

ถ้าพูดถึงเรื่องของศิลปะเหนือจริงหรือ Surrealism ในประเทศไทยมีคนสร้างสรรค์ศิลปะแนวทางนี้มากมาย แต่คนที่โดดเด่นจนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวาดภาพ Surrealism อันดับหนึ่งของประเทศไทยท่านหนึ่งก็คือ อาจารย์ประทีป คชบัว ศิลปินผู้ที่มีจินตนาการผสมผสานกับรากฐานวัฒนธรรมไทยสร้างงานด้วยความละเอียดเข้มข้นแฝงไปด้วยปรัชญาในชีวิตมนุษย์
อาจารย์ ประทีป คชบัว เติบโตมาในครอบครัวที่ฐานะไม่ค่อยดีนัก อาศัยอยู่ชุมชนบ้านช่างหล่อย่านบางกอกน้อย สมัยก่อนหมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงจากแหล่งรวมช่างฝีมือดีสำหรับการหล่อประติมากรรมช่างสิบหมู่ที่ทำสืบทอดกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ในวัยเด็กอาจารย์ประทีปจึงได้รับอิทธิพลในเรื่องของช่างฝีมือเหล่านี้ด้วย 
ส่วนเรื่องของการวาดภาพนั้นเริ่มต้นมาจากพี่ชายของอาจารย์ประทีปที่วาดรูปเก่งจึงเหมือนเป็นต้นแบบในการวาดภาพ เมื่อรวมกับการเป็นกลุ่มคนบ้านช่างหล่อจึงทำให้กลายเด็กที่มีทักษะเหนือกว่าเด็กคนอื่น อย่างในช่วงที่เรียนในชั้นประถมอาจารย์ประทีปวาดภาพได้เหนือกว่าเพื่อนในวัยเดียวกันมาก มีการวาดทั้งการ์ตูน ลายไทย หนุมาน ทศกัณฑ์ หลายภาพมีการส่งประกวดและได้ที่หนึ่งมาโดยตลอด
เมื่อเริ่มโตขึ้นในระดับมหาวิทยาลัยงานศิลปะของอาจารย์ประทีปไม่ใช่เพื่อความสุนทรีส่วนตัวอย่างเดียว แต่เพื่อความอยู่รอดของชีวิตด้วย เนื่องจากความยากจนและที่หนักกว่านั้นคือหัวหน้าครอบครัวอย่างคุณพ่อเป็นอัมพฤต อาจารย์ประทีปจึงต้องหาเงินโดยการเขียนภาพเหมือนเพื่อส่งตัวเองเรียนอีกทางหนึ่ง 


ในด้านการวาดภาพการค้นพบเอกลักษณ์ของตัวเองเกิดขึ้นในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากรปี 3 มีการให้เลือกความถนัดทางศิลปะซึ่งอาจารย์ประทีปเลือกเรียนการเขียนภาพสีน้ำมันเพราะเป็นสิ่งที่ชอบ แล้ววันหนึ่งได้มีการส่งงานให้กับอาจารย์เป็นเขียนภาพเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่าในแนว Surrealism เมื่ออาจารย์ได้เห็นภาพก็รับรู้ถึงความสามารถของนักศึกษาคนนี้ ท่านจึงแนะนำให้เขียนภาพแนว Surrealism ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
แต่หลังจากเรียนจบออกมาอาจารย์ประทีปอยากหาหนทางให้กับชีวิตใหม่จึงไปอยู่กับรุ่นพี่โดยรับงานเขียนภาพเป็นศิลปินอิสระถึง 2 ปี แต่เนื่องจากฐานะทางบ้านยังยากลำบาก จึงต้องยอมเข้าระบบทำงานประจำในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งเพื่อนำเงินเดือนส่งให้ครอบครัว
บริษัทแรกอาจารย์ประทีปเข้าทำงานได้เงินเดือนเพียง 3 พันบาท โดยมีหน้าที่ทำ AD โฆษณา สตอรรี่บอร์ด และเขียนภาพประกอบ แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอบวกกับเงินเดือนที่น้อยจึงย้ายบริษัทใหม่ได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นเป็น 7 พันบาท อยู่ได้ไม่นานมีบริษัทโฆษณาใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งให้ไปทำงานด้วยโดยเพิ่มเงินเป็น 9 พันบาท แม้จะเป็นเงินเดือนที่ไม่มากแต่สามารถนำเงินที่เหลือกลับไปให้ครอบครัวได้
เมื่อทำงานไปเรื่อย ๆ อาจารย์ประทีปแสดงฝีมือการวาดภาพโฆษณาขั้นสูง ทำให้มีบริษัทโฆษณาใหญ่อันดับสองของประเทศมาขอให้ทำงานด้วยโดยให้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 2 หมื่นบาท อาจารย์ประทีปตอบตกลงแต่บอกบริษัทเก่าว่าขอเวลา 365 วันให้มาตามกลับไป เมื่อครบหนึ่งปีบริษัทเก่ามาตามอย่างที่สัญญาไว้โดยให้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 4 หมื่นบาทพร้อมรถประจำตำแหน่งอีกหนึ่งคัน จนกระทั่งเงินเดือนไต่ไปสูงสุดที่ 6 หมื่นบาท ในเวลานั้นต้องถือว่ามีรายได้มากพอที่จะกลับไปจุลเจือครอบครัวอย่างสบาย
จนกระทั่งถึงยุคการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในวงการโฆษณาประกอบกับอาจารย์ประทีปเริ่มอิ่มตัวในการทำงานประจำจึงลาออกมาทำงานศิลปะของตัวเอง โดยวาดภาพเพื่องานอดิเรกเท่านั้น แต่เพราะเพื่อนชวนให้นำงานไปแสดงที่หอศิลป์ตรงจุดนี้เองจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เริ่มก้าวเข้าสู่การทำศิลปะอย่างเต็มตัว

“ในปี พ.ศ. 2538 ผมแสดงงานครั้งแรกเป็นแนวพุทธศิลป์และภาพวิว ซึ่งไม่มีคนสนใจงานของผมเลยทำให้ผมขายภาพไม่ได้เงินเลยสักบาทก็รู้สึกท้อบ้าง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งได้ไปสังสรรค์กับเพื่อน ขณะที่กำลังขับรถแล้วไปติดอยู่บนสะพานเพื่อนบอกว่า ‘ประทีปเราเห็นนายแสดงงานมันสุดยอดแล้ว แต่ทำไมไม่ทำงานให้มันสุดยอดไปกว่านี้ทั้ง ๆ ที่สไตล์ของนายคือ Surrealism ประทีปปล่อยหมัดออกมาสิ นายคือสุดยอดของ Surrealism อยู่แล้ว’ นี่คือคำพูดที่ทำให้ผมลุกขึ้นมาทำงาน
พอปี พ.ศ. 2539 มีคนติดต่อเข้ามาที่บ้านผมเพื่อซื้อผลงานหนึ่งชิ้น เป็นงานเขียนติดบ้านแนวไปเที่ยวทะเล ดำน้ำเป็นแนวธรรมดาปกติทั่วไป หลังจากนั้นทุกอย่างเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผมทำงานศิลปะ Surrealism อย่างเข้มข้นออกมาแสดงก็ได้รับผลตอบรับอย่างดีทั้งเรื่องชื่อเสียงและรายได้จนมาถึงปัจจุบัน ผมคิดว่าถ้าเพื่อนไม่พูดคำนั้นออกมาผมอาจจะไปทำอาชีพอื่นอยู่ก็ได้ ผมอยากบอกเด็ก ๆ รุ่นหลังที่ทำงานศิลปะว่าคุณต้องอดทนทำงานแสดงงานศิลปะมาสัก 10 ครั้ง คนจะรู้จักชื่อคุณเองหรืออาจใช้เวลาประมาณ 5 ปีถึงจะสำเร็จได้ ซึ่งผมเคยผ่านมาแล้ว 
 “ผมคิดว่าชาติที่แล้วสวรรค์ส่งมาให้ผมเป็นคนวาดรูปเพราะว่าผมทำอย่างอื่นไม่ถนัด ความจริงอยากไปขายก๋วยเตี๋ยวทำร้านอาหาร เพราะการเป็นศิลปินชีวิตบางทีรายได้ไม่พอกิน เขียนภาพสวยไม่มีคนซื้อหรือต้องปล่อยราคาให้ถูกก็คงไม่ใช่ เรื่องนี้ต้องใช้ความอดทนแต่ผมดันชอบ ชอบวาดรูปแล้วมีความสุขด้วยความเงียบ” 
ศิลปะในรูปแบบเหนือจริงหรือ Surrealism เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 ในประเทศฝรั่งเศส จากกลุ่มดาด้า (Dada) มีบุคคลคนสำคัญประจำกลุ่มคือ อองเดร เบรตง มีจุดหมายอยู่ที่การคลี่คลายสภาพอันขัดแย้งระหว่างระยะห่างของความฝันและความเป็นจริง ถ่ายทอดออกมาในงานศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ ศิลปะแนวเซอเรียลิสม์ มีความหมายว่าเหนือความจริงเพราะศิลปะแนวนี้ถ่ายทอดเรื่องราวเหนือธรรมชาติออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
“ความจริง Realism คือรากฐานของ Surrealism คนที่จะเขียนภาพ Surrealism ได้จำเป็นต้องเขียนรูปเหมือนให้ได้ก่อน ซึ่งผมเป็นคนที่เขียนรูปเหมือนอันดับต้นของศิลปินของประเทศมาแล้วคือมันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ Surrealism จึงเหมาะกับความเป็นผมมากแล้วรูปที่ดีจะสะท้อนนิสัยของคนเขียนอีกด้วย 
“Surrealism ที่ดีต้องชัดเจนในเรื่องของเนื้อหาและความละเอียด Surrealism ของศิลปินบางส่วนอาจจะสะเปะสะปะซึ่งมาจากการทำการบ้านมาไม่ดีพอ ไม่ได้เหมารวมว่าจะวาดรูปอะไรก็ได้แต่ต้องมีโครงสร้างมีองค์ประกอบ มีแสงมีความเป็นจริงจับต้องได้น่าสะพึงผงะ ไม่ใช่ดูภาพแล้วเฉย ๆ เหมือนคนที่ถ่ายรูปเก่ง ๆ มันจะมีวิญญาณอยู่ในนั้น โดยรวมแล้วต้องมีประสบการณ์สูงมากคือวาดรูปมาเยอะจึงเป็นศิลปิน Surrealism ได้ดี

“ผมเขียนภาพออกมาภาพหนึ่งต้องค้นพบเรื่องนั้นขึ้นมาก่อนแล้วค่อยแปลออกมา ยกตัวอย่างภาพที่ผมให้ชื่อว่า ประจักษ์ เป็นรูปในป่าเป็นเวิ้งที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ทั้งที่เป็นน้ำตกธรรมดาแต่คนที่วาด Surrealism ไม่ได้เห็นเหมือนคนธรรมดา ผมเห็นเป็นพระพุทธรูปที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่ แล้วคนที่จะเข้าถึงตรงนี้คือพระและศิลปินเท่านั้น ศิลปินสร้างมันขึ้นมาด้วยความที่ไม่มีจริงแต่รากมันมาจากความจริงคือธรรมะ ธรรมชาติที่มีอยู่ทุกอณู ถ้าสังเกตดี ๆ จะมีพระธุดงค์องค์หนึ่งเดินเข้าไปในป่าแล้วเจอมุมสวย ๆ มุมหนึ่ง ซึ่งมองแล้วไมใช่ธรรมดาเราเท่านั้นใช่ไหมที่เห็นคนเดียว ผมจึงแผ่ความเป็น Surrealism เอามาให้ทุกคนได้ชม
“งานศิลปะผมทำออกมาเยอะมากโดยล่าสุดผมกำลังมีการแสดงงานที่ชื่อว่าอัตตามีศิลปินรวมกัน 4 ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี, สุรเดช แก้วท่าไม้, อนุพงษ์ จันทร และตัวผมเอง 4 คนเป็นการนำเอาผลงานระดับมาสเตอร์พีชของแต่ละคนมาแสดงร่วมกันที่มีสไตล์งานที่ชัดเจนและแตกต่างกัน เป็นการเน้นย้ำถึงนิยามของคำว่า อัตตา
“ผมขอออกตัวเลยว่าปกติแล้วตัวผมเองความจริงไม่ค่อยชอบออกสังคม ไม่ชอบแสดงงานเป็นคนที่ทำงานอยู่เงียบ ๆ ในอดีตผมเอางานไปแสดงมาเป็นร้อยครั้งแล้ว แต่งานนี้เป็นข้อยกเว้น การแสดงงานข้างนอกมันบอกถึงความอย่าใจแคบเด็กรุ่นใหม่จะได้เห็นผลงาน คงไม่มีใครอยากมาบ้านผมตลอด ผู้จัดการส่วนตัวของผมมองแล้วว่างานนี่เป็นงานที่ยากมากจะเอาศิลปินชื่อดังมารวมกัน 4 คน มารวมตัวกัน ซึ่งเป็นศิลปินใหญ่ของประเทศที่อายุไม่มาก อยู่ในเจนเนอร์เรชั่นที่กำลังขึ้นไปบนหิ้ง มันจึงกลายเป็นปรากฏการณ์ งานที่จะแสดงนี้จึงเป็นงานที่สุดยอดงานหนึ่งของประเทศไทย
“ในการใช้ชีวิตผมคิดว่าคนเราต้องมีลมหายใจตื่นมาต้องสีฟันต้องกินข้าว ส่วนหนึ่งของมนุษย์ควรจะมีอาชีพที่เลี้ยงชีพได้ด้วย ไม่ใช่ว่าเราตื่นมาล้างหน้าแล้วนอนต่อ คนทุกคนต้องมีอาชีพนั้นแล้วสนุกกับมันแล้วทำไมเราไม่ทำงานให้มันดีที่สุดไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็ตาม คือถ้าเราตื่นมาแล้วไม่รู้จะทำอะไร ชีวิตนี้จึงไม่ใช่ต้องหาทางใหม่ ทุกวันนี้ผมตื่นมากระปรี้กระเปร่ามีความสุขทุกวันทำให้ตัวเองสดชื่นตอนเย็นก็ขี่จักรยานทุกวัน มีเวลาว่างก็ไปปลูกต้นไม้บ้างนี่คือรสชาติของชีวิตที่ไม่รบกวนอะไรเลยมีความสุขจนตาย 
“แล้วตัวผมเองไม่ได้ใช้เงินมากนักในหนึ่งเดือนผมใช้เงินเพียง 3 พันบาท จึงไม่เคยคิดว่าตัวเองจนเลย ผมเคยคิดว่าตัวเองคงใช้เงินจำนวนนี้ต่อเดือนไปจนถึงอายุ 90 ปี ที่ผมพูดให้ฟังไม่ได้บอกว่าตัวเองร่ำรวยแต่ผมบอกว่าผมพอแล้ว รถผมก็ไม่ได้ขับ แม้จะมีอยู่ก็ตาม การเดินทางผมก็นั่งแท็กซี่แทน
“ทุกวันนี้ชีวิตผมจึงมีความสุขแล้ว ความสุขของผมคือการอยู่บ้านเงียบ ๆ แต่เชื่อไหมว่าใน 1 เดือนมีคนให้ผมไปบรรยายหลายที่ เวลานั่งอยู่เฉย ๆ คนก็ชอบมาหา ในหนึ่งปีผมมีงานใหญ่อยู่ราวแปดงาน บางงานมีจากต่างประเทศที่ให้ผมไปทำงานบางทีก็จำไม่ได้ว่าเข้ามาได้ยังไง คือชีวิตมันเป็นแบบนี้อนาคตผมต้องการอยู่เงียบ ๆ มากกว่า
“ในใจลึก ๆ ผมเบื่อมนุษย์เบื่อสังคมเบื่อการเมืองความวุ่นวาย การได้เจอคนเราไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี ซึ่งผมเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงการศิลปะจะไปที่ไหนมักมีคนในวงการต้อนรับ นั่นทำให้ผมจะแคร์เพื่อนที่ไปด้วยกันว่าความสำคัญของคนรอบข้างถูกลดค่าผมจึงไม่ทันได้รับรองคนที่มาทักได้ทั้งหมด เลยมีความรู้สึกว่ามาเจอกันที่บ้านดีกว่าบางคนจึงมองว่าหยิ่งซึ่งไม่ใช่
“ผมทำงานเป็นศิลปินมาอย่างยาวนานทำให้เกิดปัญหาปวดแขนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ผมเป็นคนที่เขียนรูปเนี๊ยบเข้มข้นทำให้แขนอยู่บนอากาศนานจึงกลายเป็นคนที่มีปัญหากับโรคนี้ แต่อายุผมยังไม่เยอะมากจึงยังสามารถทำงานดี ๆ ออกมาได้ ศิลปินอายุ 65-70 ปีเป็นช่วงที่โรยรา ซึ่งผมยังมีพลังอยู่ส่วนเรื่องแขนอาจไม่ไหวเหมือนก่อนแต่ผมก็อยากทำงานให้ดีที่สุดแต่ใช้เวลาน้อยที่สุดและให้ละเอียดอ่อนที่สุด เพื่อตอบโจทย์และให้ประโยชน์กับสังคมมากที่สุด 

Did you know
•    ไลฟ์สไตล์ ของอาจารย์ประทีป เป็นคนไม่ซับซ้อนสามารถ
ทำอะไรซ้ำได้โดยไม่เบื่อ มีกิจกรรมอดิเรกต่อโมเดลเรือ แกะสลักไม้ 
สะลมของเก่า และออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยาน
•    บุคคลที่ครอบครองงานของอาจารย์ประทีปไว้มากที่สุดคือ 
คุณบุญชัย เบญจรงคกุล มีงานศิลปะอยู่ประมาณ 20 ชิ้น
•    อาจารย์ประทีปกำลังมีนิทรรศการศิลปกรรมชื่อว่า “อัตตา” 
จัดขึ้นวันที่ 2 -31 มีนาคม พ.ศ. 2562 ณ RCB Galleria ชั้น 2 ศูนย์การค้า River City Bangkok

TEXT : Passaponge Prerajirarat 
ช่างภาพ : Nutchanun Chotiphan

Back Issue