Healthcare Simplified for Real Life เล่าเรื่องยากให้เข้าใจง่ายสไตล์ "หมอหมี เม้าท์มอย" นพ.นิมิตร์ ศิริธนากิจ
ปัจจุบันข้อมูลเรื่องสุขภาพหลั่งไหลเข้ามาบนโลกออนไลน์จำนวนมาก ข้อดีคือมีความรวดเร็วกว่าการปรึกษาแพทย์ในสมัยก่อน แต่ในอีกด้านหนึ่งข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอาจมีความถูกต้องเพียงบางส่วนหรือไม่ได้เหมาะกับทุกคน ฉะนั้นจึงต้องรับฟังจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเท่านั้น
“หมอหมี เม้าท์มอย” หรือ นพ.นิมิตร์ ศิริธนากิจ ได้รับการยอมรับในฐานะครีเอเตอร์สายสุขภาพที่มียอดผู้ติดตามหลักล้าน ซึ่งไม่ได้แค่ให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เขาพยายามนำเรื่องยากจากวงการแพทย์ที่ซับซ้อน มาบอกเล่าให้คนทั่วไปได้รับฟัง จนเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายและสามารถนำไปใช้ได้จริง
ก่อนที่นพ.นิมิตร์จะมาเป็นครีเอเตอร์ให้ความรู้ด้านสุขภาพ เขาคืออดีตนายแพทย์ทหารฝีมือดี โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออกจากราชการคือพันตรี นายแพทย์ นิมิตร์ ศิริธนากิจ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเขาได้พบกับผู้ป่วยจำนวนมากหลากหลายโรค ประสบการณ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในแรงผลักดันให้เขานำความรู้ทางการแพทย์มาสื่อสารผ่านโลกออนไลน์นั่นเอง โดยเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเขากว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคและความยากแค้นแสนเข็ญมานับไม่ถ้วน

เส้นทางชีวิตที่เลือกเพื่อครอบครัว
“ผมเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ไปโตที่ชลบุรี คุณพ่อเป็นช่างไฟฟ้าทำงานในโรงงาน คุณแม่เป็นแม่บ้านและค้าขายตามตลาดนัดบ้าง ครอบครัวผมไม่มีใครเป็นหมอเลยครับ ฐานะก็ปานกลาง คุณพ่อเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัวคนเดียว ช่วงมัธยม 3 บริษัทที่คุณพ่อทำงานอยู่ปิดตัวลงทำให้รายได้หยุดชะงัก ลำบากมากครับ เพราะเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่คุณพ่อได้มาเพื่อเลี้ยงครอบครัว
“ด้านการศึกษา พี่สาวผมสอบติดหมอที่มศว. (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) ส่วนผมสอบติดเตรียมอุดมศึกษา เราสองคนพี่น้องต้องกู้กยศ. เรียนครับ จริง ๆ ตอนเด็กผมอยากเรียนวิศวะมาตลอด เพราะมีคุณอาที่จบวิศวะเป็นไอดอล เขาเก่งรอบด้าน หลังจากเรียนจบมัธยมผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยติดที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันผมก็สอบติดวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าด้วย
“แต่หลังจากนั้นผมบอกพ่อกับแม่ว่าจะไม่เรียนแพทย์ ทั้งสองท่านก็เงียบไปเลยครับ ผมยังไม่เข้าใจความรู้สึกของพวกท่าน จนกระทั่งได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งผมถามเขาว่า “เฮ้ย! เอายังไงดี จะเรียนหมอดีหรือจะเรียนวิศวะดี” ตอนนั้นเครียดมาก แต่คำพูดของเขาได้เตือนสติผมว่า “ไม่ต้องไปเครียด กูยังสอบไม่ติดสักที่เลย” พอได้ยินแบบนั้นผมก็เลยลองมาลิสต์ข้อดีข้อเสียดูว่าเราต้องการอะไรจริง ๆ
“สุดท้ายที่ผมตัดสินใจเลือกเรียนวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เพราะผมไม่อยากขอเงินพ่อแม่แล้วครับ การเรียนที่นี่ผมจะได้ทุนของกองทัพบก ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ที่สำคัญคือมีเงินเดือนให้ตั้งแต่เริ่มเรียนและมีงานทำที่ชัดเจน ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวที่กำลังลำบากได้
“จำได้ว่าสมัยเด็กผมมีโอกาสไปช่วยแม่ขายน้ำที่งานกาชาด ต้องเดินเก็บขวดเปล่ามาขายแล้วแอบเก็บเพราะมีเจ้าถิ่นคอยจ้องอยู่ ชีวิตตอนนั้นลำบากมากครับ ครอบครัวผมไม่มีรถ เวลาไปขายของอยู่ค่ายลูกเสือวชิราวุธที่ชลบุรีต้องนั่งแท็กซี่ไป ขนของลงแล้วเข้าเดินก็ไปเลย ผมกับแม่ต้องกางเต็นท์นอนกันเอง เวลาฝนตกก็ต้องช่วยกันขุดดินรอบ ๆ เต็นท์ไม่ให้น้ำไหลเข้า นี่คือเหตุผลที่ผมเลือกเรียนวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เพราะผมไม่อยากขอเงินที่บ้าน พอดีช่วงนั้นพี่สาวเรียนจบมหาวิทยาลัยพอดีและผมสอบเข้าเรียนแพทย์ได้ ทำให้คุณพ่อคุณแม่สบายขึ้น”

ชีวิตนักเรียนแพทย์ทหาร
“การเรียนที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า แตกต่างจากนักศึกษาแพทย์ทั่วไปครับ เพราะมีวิชาทหารเพิ่มเข้ามาเหมือนนักเรียนนายร้อย ช่วงแรกเขาจะเรียกเราว่า “นักเรียนใหม่” ผมคิดว่าคงชิล ๆ เหมือนเรียน รด. แต่พอเข้าไปอยู่จริง ๆ ไม่ชิลเลยครับ กิจวัตรคือตื่นตี 5 ครึ่งมาวิ่งและปฏิญาณตน วิ่งเสร็จเกือบ 6 โมงเช้า จากนั้นต้องรีบไปอาบน้ำแต่งตัว ซึ่งเขาให้เวลาแค่ 5 นาที ชุดทหารก็มีเครื่องหมายเยอะมาก ต้องติดเข็มติดอะไรให้ครบ พอลงไปกินข้าวก็ห้ามกินเสียงดัง จานกับช้อนเป็นสเตนเลส ถ้าใครทำเสียงดัง “เก๊ง!” ทีหนึ่งก็ต้องลงไปวิดพื้น 1 ครั้ง
“พอขึ้นปี 2 ปี 3 จะเครียดและเหนื่อยมาก เพราะผมต้องสอบทุก 2 อาทิตย์ ชีทเรียนเป็นปึก ๆ แล้วตอนเย็นกลับมาต้องวิ่งอีก พอจะขึ้นไปอ่านหนังสือตอน 4 ทุ่ม อ่านได้ตัวเดียวก็หลับแล้วครับ แต่มันก็ช่วยสร้างระเบียบวินัยและทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก
“ส่วนความสนุกสนานที่ได้อยู่ร่วมกับเพื่อน ๆ มีเรื่องเล่าเยอะเลยครับ มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนผมบางคนแอบปีนรั้วออกไปร้านเหล้า แล้วปีนพลาดโดนเหล็กเสียบต้องไปโรงพยาบาล ดันไปเจอนายทหารปกครองที่อยู่เวรพอดี นอกจากจะเจ็บตัวแล้วยังโดนตัดคะแนนและโดนทำโทษซ้ำอีก
“เรื่องของกินก็สำคัญครับ วันเสาร์-อาทิตย์จะมีขนมปังน้ำแดงใส่นม อันนี้คือเมนูพรีเมียมที่สุดสำหรับพวกเรา ใครตื่นสายเกิน 9 โมงคืออดกิน ร้องไห้เลยครับ (หัวเราะ) แล้วก็มีเรื่องอาบน้ำรวม ตอนแรกผมก็เขินนะ อุตส่าห์สอบติดแพทย์แต่ต้องมานุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำรวมกับคนอื่น แต่หลัง ๆ ให้เวลาอาบแค่ 3-5 นาทีเลยเลิกเขิน ถอดเป็นถอดครับ
“เหตุการณ์ที่จำได้แม่นคือมีเพื่อนผมคนหนึ่งฉายา “เศรษฐา ผ้าหลุด” คนนี้เป็นตำนานเลย เพราะเวลาจัดแถวนุ่งผ้าขาวม้า ผ้าของเขาจะหลุดตลอด รุ่นพี่ก็บอกว่า “เฮ้ย! เพื่อนมึงผ้าหลุด มึงจะปล่อยให้มันหลุดคนเดียวเหรอ” สรุปคือทุกคนต้องถอดผ้าออกพร้อมเพื่อนให้หมด หลังจากนั้นเวลาจัดแถว ทุกคนต้องคอยมองเศรษฐาตลอดว่า “ผ้ามึงจะหลุดอีกไหม” คือมันเป็นความผูกพันที่ทำให้พวกเราสนิทกันมาก เพราะอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมงจนรู้ไส้รู้พุงกันหมดครับ”

บทเรียนจากคนไข้ สู่กำลังใจการเป็นหมอ
“แม้จะมาเรียนแพทย์ใกล้จบ แต่สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจว่าตัวเองเป็นแพทย์ด้วยใจจริง ๆ คือตอนไปเป็นนักเรียนแพทย์ที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมาครับ วันนั้นรุ่นพี่ป่วยผมเลยต้องรับบทเป็นหมอใหญ่แทน (แต่ก็โทรปรึกษาพี่ตลอดนะครับ) ผมไปคุยกับคนไข้ในวอร์ดเองตั้งแต่ 8 โมงเช้า ปรากฏว่าผมไม่รู้สึกเหนื่อยเลย
“แล้วมีคนไข้คนหนึ่งที่เป็นไข้มาหลายวัน พอได้รับยาจนอาการดีขึ้น เขามาจับมือผมแล้วบอกว่า "ขอบคุณคุณหมอมากนะ วันแรกที่มาคิดว่าจะไม่รอดแล้ว" วินาทีนั้นผมรู้สึกดีมากที่เราทำให้คนคนหนึ่งหายเจ็บป่วยได้ ถ้าให้เลือกอีกที ผมก็ยังคงเลือกเรียนหมอครับ
“หลังจากเรียนจบผมได้มาประจำอยู่ที่โรงพยาบาลโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก มีคนไข้ชายท่านหนึ่งอายุเกือบ 50 ปี เขาเป็นโรคครบเลยทั้งเบาหวาน ไขมัน ความดัน โรคไต และอ้วนมาก หนักร้อยกว่ากิโลกรัม ยาที่เขารับกลับบ้านนี่หนักเป็นกระสอบ ผมเตือนให้คุมอาหารและออกกำลังกายมาเป็นปีแต่เขาก็ไม่เคยทำตามเลย
“จนมีวันหนึ่งเขาเข้าห้องฉุกเฉินด้วยอาการแน่นหน้าอก สรุปคือเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ ต้องรีเฟอร์ไปสวนหัวใจ พอเขารอดชีวิตกลับมาได้เขาเดินมาบอกผมว่า “หมอ ผมอยากลดน้ำหนักแล้ว ผมมีลูก 2 คน ผมไม่อยากตาย”
“คราวนี้เขาตั้งใจจริง ผมให้เขาทำสเต็ปแรกแค่เลิกกินน้ำหวาน ชานม ฯลฯ หลังจากนั้นให้เปลี่ยนมาเดินวันละ 10 นาที ผ่านไป 6 เดือนน้ำหนักเขาเหลือ 90 กิโลกรัม ยาที่เคยแบกเป็นกระสอบแทบไม่ต้องกินแล้ว เบาหวานหายไปเลย เหลือแค่ยาหัวใจไม่กี่ตัว เคสนี้ทำให้ผมประทับใจมาก และชอบยกตัวอย่างให้คนอื่นฟังเสมอว่าถ้าเราตั้งใจจริง โรคเรื้อรังพวกนี้หายได้ครับ”
เบื้องหลังเสื้อกาวน์ขาวที่บางคนมองไม่เห็น
“เนื่องจากผมทำงานให้กับโรงพยาบาลรัฐมาหลายปี ผมอยากแนะนำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยลดภาระงานของหมอลงนิดหนึ่งครับ หลายคนอาจจะไม่เห็นภาพว่าหมอปฏิบัติงานอย่างไร
“จริง ๆ คือเริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้า เราต้องไปราวน์คนไข้ในวอร์ด บางทีคนไข้รอตรวจข้างล่างอาจจะสงสัยว่าทำไม 10 โมงหมอยังไม่มา นั่นเป็นเพราะในวอร์ดมีเคสฉุกเฉินครับ บางทีคนไข้หอบขึ้นมา เราต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือบางคนปอดแตก เราก็ต้องเจาะปอดในวอร์ด ซึ่งมันใช้เวลาครับ
“พอ 10 โมงลงมาตรวจคนไข้ 40-50 เคส ไม่มีทางเสร็จในตอนเที่ยงแน่นอนครับ ต้องยาวไปถึงบ่าย 2 บ่าย 3 โมง พอตรวจเสร็จก็ต้องกลับไปดูคนไข้ในวอร์ดต่อว่าอาการจากตอนเช้าเป็นอย่างไรบ้าง
“ถ้าวันไหนต้องอยู่เวรต่อ เราก็ต้องดูทั้งโรงพยาบาล อย่างตอนผมอยู่ลพบุรีที่โรงพยาบาลอานันทมหิดล ผมเป็นหมออายุรกรรมคนเดียวที่ต้องดูทั้งโรงพยาบาล ถามว่าได้นอนไหม? มีโอกาสได้นอนบ้างแต่ก็น้อยมาก เพราะจะมีเคสฉุกเฉินตามตลอด ทั้งน้ำตาลเกินหรือหัวใจขาดเลือด มันจะยาวไปจนถึง 8 โมงเช้าของอีกวัน ซึ่งเราก็ต้องไปราวน์วอร์ดต่อ แม้ผ่านไป 24 ชั่วโมงเราก็ยังไม่ได้นอนและต้องลงมาตรวจคนไข้ตอน 10 โมงเหมือนเดิม กว่าจะได้กลับไปพักจริง ๆ คือ 6 โมงเย็นของอีกวันครับ
“ผมมองว่าถ้าเราลดภาระงานและเพิ่มสวัสดิการที่ดีขึ้น จะช่วยให้หมออยากอยู่ในระบบมากขึ้น แล้วทุกคนก็จะทำงานกันอย่างมีความสุขมากขึ้นครับ”
จากหมอทหารสู่ครีเอเตอร์สุขภาพ
"ผมทำหน้าที่แพทย์มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งทำงานมาเกือบ 10 ปีจึงคิดที่จะลาออกจากสังกัดนายแพทย์ทหาร เหตุผลเดียวที่ลาออกคือเรื่องลูกครับ พอมีครอบครัวและลูกแล้ว การเดินทางจากนครนายกมานนทบุรีมันใช้เวลาพอสมควร อีกอย่างผมกลัวอุบัติเหตุและอยากมีเวลาให้ลูก
"ตอนผมยังเป็นแพทย์ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก ผมเป็นหมออายุรกรรม ตรวจคนไข้เบาหวาน ความดัน ไขมันวันละ 30–50 เคส ผมรู้สึกว่าตัวเองต้องพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เช่น อธิบายเรื่องการลดแป้ง ลดน้ำตาล พอคนไข้เยอะเราก็ต้องรีบพูดเพื่อให้คนไข้คนอื่นไม่ต้องรอนาน ทำให้เวลาที่จะพูดคุยกับคนไข้แต่ละคนน้อยลงเรื่อย ๆ
"ผมเห็นใน YouTube บางช่องที่ให้ข้อมูลสุขภาพ อาจจะไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์แต่มีคนฟังเป็นแสน ผมเลยคิดว่าถ้าเราทำคลิปอธิบายครั้งเดียวแต่มีคนดูเป็นแสนวิวมันน่าจะได้ประโยชน์มากกว่าการพูดซ้ำ ๆ ในห้องตรวจ แถมคนไข้ยังได้ฟังคำอธิบายที่ยาวและละเอียดกว่าปกติด้วย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมอยากสื่อสารความรู้ทางการแพทย์ผ่านโลกออนไลน์ครับ
"ช่วงที่ลาออกมาเป็นช่วงโควิด-19 พอดี ตอนนั้นรายได้หายหมด YouTube ก็เพิ่งเริ่มทำ มีคนดูแค่เดือนละร้อยวิว ไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่รับเพราะโรงพยาบาลรัฐอื่น ๆ ก็รัดเข็มขัดไม่อยากรับคนเพิ่ม ระหว่างนี้ผมจึงตัดสินใจมาทำคลิปให้ความรู้เรื่องโควิด เพราะเห็นคนถามเข้ามาเยอะมากวันละ 400–500 คอมเมนต์
"ผมเอาข้อมูลยาก ๆ จากกระทรวงสาธารณสุขมาสรุปเป็นคลิปสั้น ๆ ให้คนเข้าใจง่าย ปรากฏว่ามีคนดูถล่มทลายเกือบล้านวิวทุกคลิป จนถึงขั้นที่ศูนย์ฉีดวัคซีนใหญ่ ๆ เอาคลิปผมไปเปิดให้คนดูบนจอขนาดใหญ่ ผมภูมิใจมากครับที่ได้ใช้ความรู้หมอมาทำประโยชน์ในวงกว้าง และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหันมาทำออนไลน์เต็มตัวจนถึงปัจจุบันครับ
"แต่การพูดให้ความรู้สำหรับแพทย์ที่มีใบประกอบโรคศิลป์ ทางแพทยสภาจะมีกฎระเบียบที่ชัดเจนครับ นั่นคือห้ามโฆษณายี่ห้อผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องมือแพทย์ หรืออาหารทางการแพทย์ต่าง ๆ เราไม่สามารถระบุชื่อการค้าได้ แต่สามารถพูดชื่อสามัญ (Generic Name) ได้ เช่น วิตามินซี วิตามินบี พวกนี้มีประโยชน์อย่างไร เราไม่สามารถบอกว่ายี่ห้อนี้ดีที่สุด กินแล้วสุดยอด เพราะมันจะกลายเป็นการค้าเกินไป
"แต่ผมตั้งข้อสังเกตไว้นิดหนึ่ง นั่นคือคนที่ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์หรือพวกกูรูต่าง ๆ เขาสามารถพูดชื่อยี่ห้อได้โดยไม่ผิดกฎ เนื่องจากไม่ได้ถูกกำกับดูแลจากแพทยสภา ดังนั้นเวลาจะเชื่อข้อมูลในโซเชียลปัจจุบัน มันก็มีทั้งถูกและผิด ต้องระมัดระวังและตรึกตรองให้ดี เพราะถ้าใช้กับร่างกายแล้วเกิดผลเสีย บางทีมันเรียกกลับคืนมาไม่ได้ครับ"
จาก 20 วิวแรก สู่คอนเทนต์สุขภาพ 1 ล้านวิว
"ถ้าพูดถึงเรื่องการเป็นครีเอเตอร์นั้นไม่ง่ายเลย เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้วผมเริ่มทำช่อง YouTube และ Facebook ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะทำช่องแนวไหนดี จะเป็นแนวสุขภาพ ท่องเที่ยว หรืออาหาร เพราะมีหลายเทรนด์มาก ผมเลยเริ่มจากคำว่า "เม้าท์มอย" ก่อน เพราะตั้งใจว่าจะมาคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป เปลี่ยนเรื่องไปได้เรื่อย ๆ ส่วนคำว่า "หมอหมี" มาจากคำที่ใช้เรียกกับภรรยาตอนจีบกันครับ เราแทนกันว่า "หมีเล็ก" กับ "หมีใหญ่" ผมเลยเอามารวมกันเป็น "หมอหมี เม้าท์มอย" แล้วกลายเป็นชื่อช่องตั้งแต่นั้นมา
"ในช่วงแรกที่เริ่มทำ ต้องบอกว่าเริ่มจากศูนย์เลยครับ ผมเรียนหมอมาไม่มีความรู้เรื่องกล้อง เรื่องไอที หรือการตัดต่อ คลิปแรกกว่าจะออกมาได้ใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือนเพราะต้องไปหัดเรียนรู้ทุกอย่างจากใน YouTube เอง แม้แต่การพูดหน้ากล้องก็ยากครับ ปกติผมเป็นคนพูดเก่งนะ แต่พออยู่หน้ากล้องช่วงแรก ๆ มันพูดไม่ออก ติดขัดไปหมด คลิปแรกที่ลงไปมีคนดูแค่ 20 วิวครับ เป็นแม่ผมดูไป 10 วิวและผมดูเองอีก 10 วิว (หัวเราะ) ตอนนั้นก็แอบคิดเหมือนกันว่ามันจะได้ประโยชน์จริงหรือเปล่า
"ผมเริ่มเรียนรู้ว่าเราต้องทำคลิปที่คนอยากดูเพื่อแก้ปัญหาให้เขา ไม่ใช่ทำแค่คลิปที่เราอยากทำ คลิปที่เปลี่ยนชีวิตคือเรื่อง "ไข่ต้มลดน้ำหนัก" ครับ มีคุณป้าคนหนึ่งซึ่งเป็นคนไข้ได้เข้ามาตรวจตามปกติ ก่อนออกจากห้องป้าถามผมว่า "กินไข่ต้มลดน้ำหนักได้จริงไหม ลูกให้กินแต่ไข่ต้ม 14 วันเลย" ผมเลยเอาเรื่องนี้มาทำคลิป ปรากฏว่ายอดพุ่งไปถึงล้านวิว ทำให้ผมเข้าใจเลยว่าต้องทำเนื้อหาที่ตรงกับ Point ของคนจริง ๆ หลังจากนั้นยอดวิวและคนติดตามก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นครับ"
เรื่องสุขภาพไม่มีสูตรสำเร็จ
“อย่างที่บอกว่ามีหลายคนนำเอาความรู้จากที่ต่าง ๆ มาเล่า ซึ่งต้องบอกว่าการอ่านงานวิจัยให้แตกฉานนั้นยากมากครับ ขนาดหมอเองบางทียังอ่านได้ไม่ทั้งหมดเลย แล้วเราจะดูแค่บทสรุปไม่ได้ ต้องดูไส้ในด้วย เช่น งานวิจัยที่บอกว่ากินน้ำชนิดหนึ่งแล้วความดันลดลง เราต้องดูว่าเขาทดลองกับคนกี่คน ถ้าแค่ 20 คน ผลสรุปกับคน 100,000 คนย่อมต่างกันแน่นอน
“นอกจากนี้ต้องดูด้วยว่า 20 คนนั้นเขามีพื้นฐานอย่างไร เขาได้กินยาความดันอยู่แล้วด้วยหรือเปล่า ผมอยากแนะนำว่าอย่าเพิ่งเชื่อหมอในโซเชียลหรือหมอหมีทั้งหมด แต่เชื่อหมอประจำตัวของคุณให้มากที่สุด เพราะเขารู้จักร่างกาย ผลเลือด และพฤติกรรมของคุณมานานหลายปีมากกว่าหมอที่เห็นแค่หน้าจอครับ
“ตอนนี้มีเทรนด์การดูแลสุขภาพและสูตรต่าง ๆ ออกมาให้ใช้กันมากมาย การที่คนอื่นกินแล้วดีไม่ได้แปลว่าเราที่มีโรคประจำตัวหรือช่วงอายุต่างกันกินแล้วจะดีเหมือนเขา แต่ละคนไม่เหมือนกันครับ อย่าง IF (Intermittent Fasting) บางงานวิจัยบอกว่าได้ผลแต่บางงานบอกไม่ได้ผล เนื่องจากว่ากลุ่มตัวอย่างต่างกัน เอานักกล้ามไปทดสอบเทียบกับคนอายุ 70 ปีผลย่อมไม่เท่ากัน หรืออย่างการแช่น้ำแข็ง (Ice Bath) ถ้าคุณอายุ 65 ปีขึ้นไปและมีโรคหัวใจ การแช่น้ำแข็งอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะจนเป็นอันตรายได้ แต่ถ้าอายุ 30-40 ปีที่ร่างกายแข็งแรงดีก็อาจจะทำได้ไงครับ
“ส่วนตัวผมเองก็เลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเอง นั่นคือผมเลือกทำ IF เพราะเหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องตรวจคนไข้ทั้งวันจนเลือกเวลาทานอาหารลำบาก แต่สำหรับคนที่ทำงานเป็นกะ เช้าบ้าง ดึกบ้าง การทำ IF อาจจะไม่เหมาะ คุณอาจจะไปใช้วิธีนับแคลอรีหรือกินคีโตแทน ซึ่งต้องเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดครับ”
เคล็ดลับดูแลตัวเองแบบ “ทางสายกลาง”
“สิ่งที่ผมจะแนะนำสำหรับคนที่สนใจการดูแลสุขภาพ หลักการคือ "ทางสายกลาง" ครับ ไม่ตึงเกินไปจนเครียด และไม่หย่อนเกินไปจนปล่อยตัว
1. ตื่นเช้ามาให้ดื่มน้ำเปล่าทันที เพราะตอนเรานอน 7- 8 ชั่วโมง ร่างกายขาดน้ำมานาน ไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะไปเจือจางน้ำย่อยในกระเพาะครับ
2. เลิกดื่มน้ำผลไม้คั้น เนื่องจากน้ำผลไม้ 1 แก้วอาจต้องใช้ส้มถึง 5-6 ผล ซึ่งทำให้คุณได้รับน้ำตาลมหาศาลโดยไม่มีกากใย ควรฝึกนิสัยการพกขวดน้ำเปล่าติดตัวไว้ตลอด เมื่อกระหายให้จิบน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน ฝึกไป 1-2 สัปดาห์ ร่างกายจะเริ่มชินและไม่อยากน้ำหวานเองครับ
3. เปลี่ยนมากินข้าวกล้อง เพราะข้าวกล้องย่อยช้ากว่าข้าวขาว ทำให้ดัชนีน้ำตาลต่ำ อิ่มนาน และลดการกินจุกจิก แต่ถ้าไม่ชอบเพราะแข็ง ให้เริ่มจากผสมข้าวขาวในสัดส่วน 70:30 ก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่มครับ
4. ออกกำลังกายด้วยการเดิน ไม่ต้องเริ่มด้วยการวิ่งหนัก ๆ แค่เดินให้ได้วันละ 30 นาทีพอครับ เมื่อทำต่อเนื่องจนชิน ร่างกายจะอยากเพิ่มเวลาไปเองเป็น 40-60 นาที การขยับตัวเพียงเล็กน้อยก็ดีกว่าการไม่ขยับเลยครับ
5. งดสารพิษ บุหรี่ และแอลกอฮอล์ พวกนี้ควรเลี่ยงครับ เคสที่ผมเคยเจอจนทำให้มึนงงคือเป็นคนไข้ตับอักเสบ เขาบอกว่า "ผมไม่กินเหล้าเลยหมอ" แต่พอถามไปถามมา ปรากฏว่าเขากินเบียร์วันละ 3 กระป๋องเพราะเขาเข้าใจว่าเบียร์ไม่ใช่เหล้า ดังนั้นต้องระวังเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดครับ หัวใจสำคัญคือความตั้งใจและเป้าหมายที่ชัดเจน เมื่อเริ่มเห็นผลว่าสุขภาพดีขึ้น คุณจะมีความสุขและจะทำมันต่อไปได้เองเรื่อย ๆ ครับ”



