โดดเดี่ยวแต่ไม่เดียวดาย ตอนที่ ๑๐ บ้านแตกเรือนพัง

life poet

บางลำพู...ในสมัยที่สงครามโลกเพิ่งจะเลิก 


บางลำพูจะมีตลาดใหญ่อยู่ใจกลางย่านรอบบริเวณตลาดจะมีโรงหนังที่จัดว่าเป็นสิ่งทันสมัยที่สุดของยุคนั้น 


นอกจากจะมีโรงหนังสองฝั่งคลอง ก็ยังมีโรงลิเกอีกหนึ่งวิกใหญ่ ที่จะเล่น ทุกคืนตลอดทั้งปี โรงยาฝิ่นก็มีอยู่ถึงสองแห่ง ร้านอาหารทั้งไทย จีน แขก ก็มีอยู่ หลายร้านรวมทั้งร้านกาแฟซึ่งจัดว่าเป็นสิ่งทันสมัยเช่นกัน  

 

และที่จัดเป็นสิ่งหรูหรามากของบางลำพู คือร้านขายข้าวของเครื่องใช้ทันสมัยที่ส่งมาจากต่างประเทศ อย่างที่ปัจจุบันเรียกว่า “ห้างสรรพสินค้า” 
 

ถ้าหากจะแบ่งบางลำพูออกมาเป็นย่าน ก็จะมีหลายย่าน ถ้าเป็นย่านคนไทย ก็ต้องนับตั้งแต่ริมคลองหลอด ที่มีวังของเจ้านาย รอบวังก็จะเป็นห้องแถวของพวกข้าราชบริพารอยู่อาศัย 
 

บรรดาเจ้าขุนมูลนายก็มีบ้านหลังใหญ่ อยู่เรียงราย บรรดาร้านรวงขายข้าวของใช้แบบก่อนเก่า ทำให้นึกถึงบรรยากาศของกรุงศรีอยุธยาครั้งกระโน้น 
 

ใกล้กับวัดบวรนิเวศ ก็จะเป็นช่างทอง ตีแผ่นทองทั้งย่าน ถัดก็เป็นย่านคลองถมที่มีช่างทำเครื่องถมเวลาเดินผ่านก็จะได้ยินเสียงตีเงินตีทองดังเป็นจังหวะ 
 

ถัดจากย่านของคนไทยก็จะเป็นย่านของแขกตานี คือบรรดาชาวปัตตานี ที่ถูกต้อนมาอยู่รวมกัน เรียกว่า “ย่านถนนตานี” 
 

นอกจากจะมีมัสยิดอยู่ในตรอก ริมทางรถรางแล้ว บรรดาแขกตานีเหล่านี้ก็จะมีร้านขายเนื้อวัวขนาดใหญ่ ที่คนไม่กินเนื้อวัวเดินผ่านก็จะต้องอุดจมูก เพราะรังเกียจกลิ่นคาว 
 

แขกตานีพวกนี้มีช่างทองติดมาจากการกวาดต้อนสมัยรัตนโกสินทร์ฝีมือทำเครื่องประดับด้วยทองคำล้ำเลิศ

 

สำหรับย่านคนจีนก็อยู่ใกล้กับปากคลองบางลำพู 
 

จีนพวกนี้จะแบ่งออกเป็นสองจีนใหญ่คือ ถ้าเป็นจีนแต้จิ๋วจะอยู่ใกล้กับป้อมพระสุเมรุเพราะเป็นบริเวณที่ลงเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ไปโรงเหล้าบางยี่ขันได้ 
 

สมัยนั้นยังไม่มีเรือหางยาว หรือเรือยนต์ จะข้ามฟากแม่น้ำจะต้องใช้เรือแจวแบบที่เรียกสองมือลิง 
 

ส่วนจีนไหหลำจะอาศัยอยู่ลึกไปเกือบถึงป้อมพระกาฬ ถนนราชดำเนิน เพราะจีนพวกนี้จะมีอาชีพทำโรงเลื่อยค้าไม้ 
 

ในคลองบางลำพูสมัยนั้นจึงจะเห็นไม้ซุงขนาดใหญ่ ล่องมาจากเมืองเหนือ และถูกลากมาไว้หน้าโรงเลื่อยเต็มคลอง 
 

บางลำพูจึงเป็นชุมชนที่ใหญ่มากของจังหวัดพระนครในสมัยนั้นยังไม่ได้รวมกรุงธนบุรีเข้าด้วยกัน

 

ความเป็นฝั่งพระนคร จึงจัดเป็นคนทันสมัยของเมืองหลวง 
 

ตรงกันข้ามกับคนฝั่งธนบุรี ที่ถูกมองเป็นคนชาวสวนขาดความศิวิไล 
 

ไม่ใช่คนธนบุรีจะเป็นเช่นนั้น คนนนทบุรีซึ่งอยู่ติดกับพระนคร ยิ่งถูกมองดูแคลนว่าเป็นคนชาวไร่ ชาวนาและชาวสวน ไม่ประสีประสากับความเจริญเอาเสียเลย 
 

แต่ถ้าจะขาดอะไรสักอย่างก็คงจะเป็นย่านของฝรั่ง 
 

ในสมัยนั้นพวกฝรั่งที่เข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์จะเลือกอยู่แถวถนนตกยานนาวา บางรัก ในละแวกแถบนั้นจึงมีร้านรวงของห้างฝรั่ง 
 

ใครอยากจะซื้อสินค้าฝรั่งที่ลงเรือมาก็จะต้องไปย่านที่ว่านี้ รวมมีตลาดขายของกินของใช้ของนายห้างทั้งหลาย คนสมัยนั้นเห็นความเจริญของย่านบางลำพู ก็เลยเรียกย่านพวกฝรั่งอยู่ว่า “บางลำพูบน” 
 

ส่วนบางลำพูดั่งเดิม ที่มีคนไทย จีน และแขกอยู่กันอย่างหนาแน่นก็เรียกว่า “บางลำพูล่าง” พูดอย่างนี้เป็นอันว่าเข้าใจกัน 
 

อย่างที่ฉันได้เขียนเล่าไปแล้วว่า แม่มารับฉันไปอยู่ด้วยหลังจากที่ฉันได้อาศัยบ้านของเจ๊อิ้งอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง 
 

ดูเจ๊จะพอใจที่ส่งฉันคืนกลับมาให้กับน้องสาว ที่เคยปฏิเสธมาตลอด 
 

ความรู้สึกของฉันในตอนแรกนั้น ก็รู้สึกยินดีที่จะได้มาอยู่กับผู้ให้กำเนิด 
 

แต่วันแรกที่ฉันมาอยู่บ้านของแม่รวมกันครอบครัวของพี่น้องแม่ ฉันก็รู้สึกว่ามันแตกต่างไปจากบ้านพ่อ ที่ฉันอยู่กับย่า 
 

บ้านที่มีคนอยู่กันมากมาย แต่ดูเหมือนทุกคนจะไม่ได้ให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันมันเหมือนตัวใครตัวมัน และที่สำคัญฉันรู้สึกเหมือนว่าเป็นส่วนเกินของพวกเขา 
 

อย่างเช่นครั้งนั้น ลูกชายของพี่ชายแม่ ที่มีอายุอานามไร่เรี่ยกับฉัน เคยพูดสบปรามาสฉันว่า 
 

“มึงมันลูกไม่มีพ่อ ต้องมาอาศัยบ้านกูอยู่” 
 

ก็เท่านั้นล่ะ ที่ฉันชกหน้ามันอย่างแรง มันร้องไห้ไปฟ้องพ่อ ใส่ร้ายว่าฉันรังแก 
 

แม่ปรี่เข้ามา โดยไม่ได้ฟังคำอธิบายใดทั้งนั้น แม่หยิบไม้ขนาดใหญ่ตีฉันอย่างรุนแรง ตะโกนเสียงลั่นบ้าน 
 

“ไอ้เด็กเลว มึงเอานิสัยชั่วมาจากบ้านฝั่งธนมารังแกพวกกู” 
 

ฉันตกใจเพราะไม่เคยพบเจอกับสิ่งร้ายเช่นนี้ 
 

จริงอยู่ย่าก็ตีฉัน แต่ก่อนที่จะตีย่าจะเรียกมาอธิบายความผิดของฉันเสียก่อน 
 

เมื่อฉันเข้าใจแล้ว ย่าจะตีตามความผิดที่ฉันทำ ด้วยไม้เรียวซึ่งไม่ใช่ไม้ที่แม่ คว้าใกล้มือได้ 

 

ย่าจะสั่งให้ฉันนับไปจนถึงครบจำนวนความผิด 
 

แต่แม่จะตีฉัน ตีซ้ำแล้วซ้ำอีก จนจำไม่ได้ว่ากี่ครั้งกัน 
 

เจ็บนะเจ็บอยู่ แต่เจ็บตัวนั้นพอทน 
 

แต่เจ็บใจจนไม่สามารถจะกลั้นน้ำตาไว้ได้ ก็เมื่อเห็นไอ้วายร้ายมันมองและยิ้มเยาะอย่างสะใจ รวมทั้งเสียงพ่อของมันรวมทั้งแม่ของมันด้วยตะโกนบอกแม่ว่า 
 

“เองต้องปราบมันให้ได้ ไม่งั้นไอ้เด็กเวรคนนี้มันจะได้ใจ ต่อไปจะปกครองมันไม่ได้” 
 

แม่นั้นละตีฉันต่ออย่างไม่ยั้งมือ และก็ตะโกนบอกกับพี่น้องว่า 
 

“ฉันจะปราบมันเอง ถ้าเลี้ยงมันไม่ได้ ก็ให้มันไปอยู่วัด” 
 

วัด...ที่แม่ขู่จะเอาฉันไปปล่อยเหมือนหมู เหมือนหมาก็คือ “วัดชนะสงคราม” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “วัดตองปู” 
 

ถัดจากบ้านแม่ซึ่งอยู่ติดหอระฆังวัด ก็จะเป็นหมู่กุฏิเรียงราย ซึ่งล้วนแต่เป็นกุฏิไม้โบราณ ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยสงครามปราบพม่า สมัยต้นรัตนโกสินทร์เมื่อรบชนะศึกไอ้พม่า จึงได้สร้างนี้ขึ้นฉลองชัยชนะ 
 

ในวันที่ฉันถูกญาติพี่น้องแม่รังแก ด้วยวิธีสารพัด ฉันจะไปหลบอยู่ใต้ถุนกุฏิพระที่ยังมีเรือไม้โบราณขนาดใหญ่เก็บไว้เรียงรายหลายลำ 
 

เพราะเล่าว่าเป็นเรือที่คนไทยใช้พายไปรบกับไอ้พม่า ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ เพราะถูกขู่ว่ามีคนตายอยู่ในเรือตอนที่รบทัพจับศึกกัน 
 

แต่สำหรับฉันทองเรือที่มีขนาดใหญ่ คือที่ฉันจะไปนั่งบางครั้งก็นอนหลับ และพยายามบอกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า 
 

ปรากฏตัวออกมาเถิด แล้วฉันก็จะถามว่า....ชาติที่แล้วฉันทำกรรมเวรอะไร ชาตินี้จึงต้องเป็นเช่นนี้ 
 

ข้างวัดชนะ จะเป็นซอยใหญ่เรียกกันว่า “ซอยรามบุตรี” 
 

ในซอยที่ว่านี้จะมีบ้านหลังใหญ่โต เป็นบ้านของเจ้าขุนมูลนายระดับคุณพระคุณหลวงที่ปลูกกันอย่างทันสมัยแบบเลียนแบบบ้านฝรั่งมังค่า 
 

บ้านใหญ่พวกนี้ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ นอกจากจะมีรั้วรอบขอบชิดกำแพงสูงชนิดยากที่จะปีนข้ามได้ ก็ยังมีแขกยามเฝ้า 
 

พวกเด็ก...เด็กชาวบ้านก็ได้แต่ชะเง้อมองว่า ภายในบ้านใหญ่จะมีอะไรมากมายจึงต้องหวงไม่ให้คนเห็นเว้นไว้แต่บ้านเดียวที่เปิดต้อนรับให้คนเข้าไปได้คือ “บ้านหลวงรักษา” 

บ้านที่ว่าเปิดให้คนเข้าไปดู ข้าวของมากมายบางก็เป็นของเก่า บางก็เป็นของใหม่เป็นของที่ถูกนำมาเลหลังขาย เพราะบ้านเมืองในสมัยสงครามเลิก ผู้คนลำบากจนถึงกับต้องเอาข้าวของมาขาย มาจำนอง จำนำ เมื่อหลุดก็จะนำมาขายประมูลกัน 
 

ในตอนที่เขามีการประมูลของพวกนั้น ฉันก็จะเข้าไปดูพวกผู้ใหญ่เข้าซื้อขายข้าวของเก่าของโบร่ำโบราณ ดูอยู่บ่อย ๆ จนกระทั้งซึมซาบมนต์ขลังของเก่าจนทำให้ฉันชอบศึกษาวัตถุโบราณ 
 

วันเสาร์อาทิตย์ที่ไม่มีการประมูลเลหลัง “หลังหลวงรักษา” ฉันก็จะเดินไปพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอยู่วันหน้าสนามหลวงและก็ขลุกอยู่กับข้าวของวัตถุโบราณทั้งวัน จนกระทั้งลืมกินข้าวปลา 
 

แม่ก็ไม่ได้สนใจใยดีอะไรกับฉันมากมายนัก 
 

แม่ทำงานในตอนกลางคืน และจะกลับมาดึกดื่น บางคืนก็ไม่ได้กลับมา 
 

สิ่งที่ฉันรู้ว่าแม่กลับมาบ้านก็คือ แม่จะวางธนบัตรใบละห้าบาทไว้บนโต๊ะ ที่แม่กินอาหารเป็นอันรู้กันว่าเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงประจำวัน 
 

เงินห้าบาทสมัยนั้น กินก๋วยเตี๋ยวชามละหนึ่งบาทได้ครึ่งท้อง แต่ถ้าจะให้อิ่มก็ต้องสองชามแต่ก็ยังมีเงินเหลือบ้างที่ฉันจะไปทำอย่างอื่น อย่างเช่นฉันจะไปตรอกมะยมที่นั่นมีร้านให้เช่าหนังสืออ่าน มีทั้งหนังสือการ์ตูน 
 

หนังสืออ่านเล่น ที่เด็กอย่างฉันไม่มีปัญญาซื้อ จึงต้องใช้วิธีเช่าอ่าน ค่าเช่า ก็ตกเล่มละสลึง สองสลึงแตกต่างตามขนาดของหนังสือ ฉันจะเช่าอ่านจนแทบจะหมดร้าน แล้วก็เลยเช่าการ์ตูนฝรั่งซึ่งของทันสมัยมาก จนกระทั่งอาซิ้มเจ้าของร้านถามว่า 
 

“เองอ่านภาษาฝรั่งออกเหรอ” 
 

“ไม่ออกหรอก” เมื่อฉันบอกอาซิ้มก็หัวร่อชอบใจถามฉันซ้ำว่า 
 

“แล้วเองจะเช่าให้เสียสตางค์ทำไม” 
 

“ไม่เป็นไรอาม่า วันหนึ่งฉันจะต้องอ่านภาษาฝรั่งให้ได้คอยดู” 
 

และนี่ล่ะจึงทำให้ฉันเริ่มคิดที่พูดภาษาฝรั่งให้ได้ ในสมัยนั้นเป็นเรื่องยากเย็น ที่สุด เพราะเราจะไม่ได้พบเห็นพวกฝรั่ง 

 

แต่มีคนบอกฉันว่า จะมีพวกฝรั่งมาเที่ยววัดพระแก้ว 
 

ทุกวันอาทิตย์ฉันจึงไปยืนอยู่หน้าวัดพระแก้ว คอยดูว่าเมื่อไหร่จะมีฝรั่งมา นานทีถึงจะเห็นฝรั่ง เห็นแล้วฉันจะวิ่งเข้าไปหา มองดูฝรั่งแล้วก็ไม่รู้ว่าจะพูดว่าอย่างไร 

ฝรั่งเองก็งงสงสัยว่า เด็กอายุยังไม่ถึงสิบขวบเข้ามาเดินต้อนหน้าต้อนหลัง ทำไม ฝรั่งใจดียื่นขนมให้ ขนมแปลกที่ฉันได้ลิ้มชิมรสเป็นครั้งแรกก็คือ “หมากฝรั่ง” 

ขนมนี้กระมังที่ทำให้ฝรั่งพูดภาษาได้ ฉันเชื่อตามประสาเด็ก 
 

แต่ก็เห็นจะพูดอะไรเป็นภาษาได้เลยจนกระทั้งฉันได้รู้จักคุณย่า ซึ่งเป็นมิชชั่นนารีสอนศาสนาอยู่ใกล้วัดบวรฯ 
 

คุณย่าคือแหม่มแก่...แก่ ที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนา สมัยที่ฉันอยู่บ้านย่าคลองบางหลวง มีบ้านพวกฝรั่งสอนศาสนาอยู่ปากคลอง 
 

แต่ที่บางลำพู แหม่มพวกนี้จะมาเช่าบ้านของคนไทย แถวถนนตานีและเชื้อเชิญให้คนเข้าฟังคำสอนทุกวันศุกร์ 
 

ฉันแอบแม่และยายไปเข้าฟังคำสอนของคุณย่า ซึ่งพูดไทยได้บ้าง จนสนิทสนมกับท่าน คุณย่าคงจะเห็นว่าฉันสนใจในศาสนาพระเยซู จึงแนะนำให้ฉันเข้ารับศีลเป็นชาวคริสต์ 
 

ฉันไม่ได้ตกลงทันที แต่มีเงื่อนไขว่า ขอให้ฉันได้ศึกษาสิ่งที่คุณย่าสอน ถึงพระเจ้านั้นจะมาช่วยชีวิตฉันได้อย่างไรเสียก่อน 
 

และนั้นล่ะคุณย่าจึงขอให้ฉันมาหารับฟังคำสอนทุกวัน 
 

แต่สิ่งที่ฉันได้รับมามากกว่านั้น ก็คือฉันได้เรียนรู้ความเป็นอยู่ของฝรั่ง ที่แตกต่างไปจากชีวิตไทย...ไทย 
 

ฉันหัดกินอาหารฝรั่ง รู้จักทำอาหารฝรั่งตามคุณย่า จนดูเหมือนว่าฉันมีอีกครอบครัว 
 

มีวันหนึ่ง ฉันช่วยคุณย่าทำอาหารให้กับผู้ที่เข้ามาฟังพระธรรม คำสั่ง และก็เพลิดเพลินในการร้องเพลงสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า จนค่ำมืด 
 

เมื่อเข้าบ้านไม่พบแม่ อย่างที่บอกแล้วว่าแม่ทำงานกลางคืน ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าเป็นงานอะไร 
 

“เองไปไหนมา “ยายถาม” 
 

“ไปช่วยคุณย่าฝรั่งสอนศาสนา” ฉันบอกกับยายเช่นนั้น และก็ไม่รู้ว่ากลายเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะในตอนเช้ายายฟ้องกับแม่ว่า 
 

“ลูกเองมันไปนับถือศาสนาฝรั่งแล้ว” 
 

ดูแม่จะโกรธเอามาก หรืออาจเป็นเพราะว่าแม่กำลังทะเลาะกับพ่อเลี้ยงซึ่งเป็นนักเลงการพนัน 
 

“ฝรั่งเป็นพ่อแม่มึงเหรอ” 


ฉันผิดหรือเปล่าที่ตอบแม่ไปว่า ถึงจะไม่ใช่พ่อแม่แต่ก็ให้ความรักความเมตตาฉันมากกว่าแม่พ่อเสียอีก 
 

“ไอ้เด็กเวร มึงปากดี” แม่เกรี้ยวกราดใหญ่โต และก็เหมือนอย่างที่แม่เป็นแม่คว้าไม้ขนาดใหญ่ฟาดบนตัวฉันอย่างรุนแรง เหมือนอย่างที่แม่เคยทำมาแม่ตีแล้วตีอีก ตีซ้ำตีซาก ปากก็บอกว่า 
 

“งั้นมึงไปอยู่กับฝรั่งเสียเลยซิ” 
 

แม่ไม่ได้พูดเช่นนั้น แต่สั่งให้ฉันแก้ผ้าแล้วให้เดินออกจากบ้านไปหาฝรั่งสอนศาสนา 
 

“ไปอยู่กับมันเสียเลย ให้มันเลี้ยงดูมึง” 
 

ตอนนั้นฉันอายุเกือบจะสิบขวบ มีความรู้สึกอับอายเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่จะต้องเดินแก้ผ้าผ่อนล่อนจ้อน เดินออกจากบ้านแม่ เดินไปในชุมชนซอยรามบุตรี ที่คนมองดูฉันอย่างสงสัยว่า 
 

ทำไมเด็กคนนี้จึงเดินแก้ผ้า เนื้อตัวก็ถูกเฆี่ยนตี 
 

ฉันเดินผ่านอำเภอพระนคร ซึ่งในตอนนั้นเป็นอำเภอใหญ่ใจกลางเมือง พ่อก็เคยทำงานอยู่ที่นี่ ผ่านโรงพักชนะสงคราม แต่ต้องเลี่ยงไม่ให้ตำรวจเห็น 
 

ในตอนแรกก็คิดว่าจะเดินไปคุณย่าฝรั่งสอนศาสนา ที่อยู่แถวถนนสิบสามห้างแต่ก็เปลี่ยนใจ 
 

ฉันเดินกลับมาหาแม่ที่บ้าน พยายามขอให้แม่เมตตาสงสารฉัน เพราะการไปอยู่กับฝรั่งสอนศาสนา ไม่ใช่เพราะว่าฉันต้องการจะเปลี่ยนศาสนา แต่เป็นเพราะว่าฉันอยากจะเรียนภาษาอังกฤษ ฉันอยากจะพูดภาษาฝรั่งให้ได้ 
 

“มึงยืนอยู่นั้นล่ะ ยืนจนกว่ากูจะบอกให้มึงเข้าบ้านได้” 
 

เป็นอันว่าฉันต้องยืนแก้ผ้า อยู่กลางแดดอยู่นานนับชั่วโมง ไม่กล้าสบตากับผู้คนที่เดินผ่านมาเห็นและซุบซิบต่าง ๆ นานา  
 

ความคิดในตอนนั้นคิดถึงย่าที่คลองบางหลวง แต่บ้านนั้นก็แตก เพราะพ่อ 
 

เมื่อซมซานมาอยู่กับยาย แม่ก็ขับไล่ไสส่งต่อ 
 

ชีวิตฉันเป็นอย่างไรหนอ มีบ้านก็บ้านแตก มีเรือนก็เรือนพัง 
 

ยังจะมีอะไรเลวร้ายกว่านี้อีกมั้ย พระเจ้าที่คุณย่าฝรั่งบอกให้ฉันเชื่อมั่น เมื่อไหร่ท่านจะไถ่บาปให้กับฉันเสียที  
 

“สันติ เศวตวิมล”

 

Text : เริงวุฒิ มิตรสุริยะ

Back Issue