เศรษฐา ศิระฉายา

เศรษฐา ศิระฉายา

เศรษฐา ศิระฉายา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประเภทดนตรีไทยสากล - ขับร้อง หลายคนอาจรู้จักกับเขาในงานพิธีกร นักแสดงชื่อดัง เป็นผู้สร้างละครโทรทัศน์ และนักร้องนำวงดิอิมพอสซิเบิ้ล วงดนตรีที่สร้างความสั่นสะเทือนวงการเพลงไทยและวางรากฐานให้เติบโตจนมาถึงปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะรู้จักผู้ชายคนนี้ในมุมไหน ยุคใด นี่คือตัวตนของสุภาพบุรุษท่านนี้ ผู้ที่นักแสดงและคนในแวดวงบันเทิงต่างเรียกกันติดปากว่า ‘อาต้อย’ 

ชีวิตก่อนวันเกษียณ

กว่าครึ่งชีวิตที่อาต้อย ใช้ชีวิตโลดแล่นในวงการบันเทิงไทย เริ่มต้นด้วยการเป็นนักร้องในวงสตริงคอมโบชื่อดัง แสดงหนังและร้องเพลงประกอบหลายต่อหลายเรื่อง แสดงละคร ทดลองเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ จนกลับมามีชื่อเสียงในอาชีพนักร้องอีกครั้ง

“ตอนนี้ถ้าว่างผมจะไปอยู่ที่สวน ทำสวนยางพาราอยู่ที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ใช้ชีวิตสบายๆ ครับ ไม่ค่อยเครียดอะไร ครอบครัวก็มีความสุขดี ซึ่งงานในช่วงนี้ นอกจากร้องเพลง ถ่ายละคร ถ่ายภาพยนตร์ ก็ยังมีงานพิธีกร แต่ตั้งใจว่าจะเพลาๆ งานพิธีกรลงหน่อย เพราะใช้เวลาถ่ายทำเทปหนึ่งต้องรอถ่ายกันทั้งวัน ทั้งงานเราต้องรับผิดชอบดำเนินรายการแทบทั้งหมด ค่อนข้างหนัก 

“จริงๆ เรื่องงานนี่ผมรักทั้งหมดนะ แต่ที่รักที่สุดอันดับหนึ่งจะเป็นการร้องเพลง ส่วนถ้าชอบจะเป็นงานละคร การขึ้นเวทีร้องเพลงนี่จะมีความสุขมาก แต่หลายๆอย่างต้องระวังมาก ส่วนการเล่นละคร ผิดก็เทคถ่ายซ่อมใหม่ได้ ได้เจอคนที่สนิทสนมกัน ทั้งทีมงานและนักแสดง แต่การร้องเพลงนี่จะผิดไม่ได้ พอขึ้นเวทีต้องคำนึงถึงผู้ชมเป็นหลัก”                                            

 การร้องเพลงคือความสุข 

หากถามว่าความสุขคืออะไร คำตอบคงหลากหลายไปตามความใฝ่ฝันของแต่ละคน บางคนมีความสุขกับสิ่งรอบๆ ตัว บางคนมีความสุขกับการพักผ่อน ท่องเที่ยว ทำงานอดิเรกที่ใจรัก แต่บางคนก็มีความสุขกับงานที่เขารักเช่นกัน ...

“ความสุขที่สุดจริงๆ ก็คือการที่ได้ร้องเพลง ล่าสุดผมก็เพิ่งไปร้องเพลงในงานแต่งงานลูกของเพื่อน เขาเชิญขึ้นไปร้องสองเพลง ปรากฏว่าแฟนเพลงเยอะมาก พอลงมามีวัยรุ่นมาขอถ่ายรูปด้วยเต็มเลย คือตอนนี้ไม่ใช่แค่คนรุ่นเราที่ติดตาม ยังมีรุ่นใหม่ๆ ด้วย ซึ่งเขาอาจจะรู้จักเราด้วยงานอื่นก่อนรู้ว่าเราเป็นนักร้องก็ได้

“มีอยู่ช่วงหนึ่งผมหยุดพักการร้องเพลงไปนานมาก ร่วมยี่สิบปี ไม่ได้ร้องเพลงจนเกือบลืมไปว่าตัวเองเป็นนักร้อง เวลาไปร้านอาหารที่เขามีดนตรีผมก็เลี่ยงไม่เข้าเลยนะ กลัวเขาเชิญไปร้อง ไม่มั่นใจกลัวว่าจะร้องไม่ได้ดีเหมือนเก่า เดี๋ยวแฟนเพลงจะผิดหวัง เลยหยุดไปนานมาก 

“เมื่อมีคนมาชวนไปเล่นคอนเสิร์ต ผมก็เลี่ยงตลอด จนมาวันหนึ่งผมไปเดินห้างสรรพสินค้า มีคนเข้ามาทัก ‘พี่ครับผมคือคนที่โทรชวนพี่เล่นคอนเสิร์ต’ เขาตามหลายครั้งมาก ผมก็เห็นใจเขารับปากว่าจะร้อง พอได้ขึ้นเวทีทุกอย่างก็กลับมาใหม่อีกครั้ง คนมาดูเยอะมาก ต้องขึ้นแสดงเพิ่มอีกหลายรอบ ได้เห็นแฟนๆ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนทำให้เรากล้าที่จะกลับมาเป็นนักร้องอีกครั้ง

“ถ้าย้อนไปนึกถึงยุคที่โด่งดังที่สุดก็คงเมื่อสักสี่สิบกว่าปีก่อน ยุคที่ทำวง The Impossible นั่นแหล่ะซึ่งตอนนี้ผมก็อายุ 69 ปี แล้ว ความรู้สึกตอนได้ขึ้นเวทีแสดงตอนโน้นกับตอนนี้ก็ต่างกันบ้าง สมัยโน้นผมก็เป็นวัยรุ่น เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมของวัยรุ่นในยุคนั้นก็ว่าได้ พอมายุคนี้เวลาขึ้นเวทีผมมักจะถามก่อนเลยว่ามีใครอายุต่ำกว่า 20 บ้าง ก็ยกมือกัน ตอนแรกคิดว่าเยอะแล้ว พอผมถามต่อว่ามีใครอายุเกิน 50 บ้าง ก็ยกกันสลอนเลยทีนี้ (หัวเราะ) หรือบางคนพาลูกๆ มาดูกันก็มี”

“พอเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิง จะมีโอกาสต่อยอดในงานอื่นๆ เยอะมาก จากนักร้องมาเป็นนักแสดง จากนักแสดงมาเป็นพิธีกร พอเห็นเราอยู่บนเวทีบ่อยๆ ก็จะมีคนมาเสนองานให้ อย่างรายการเกมโชว์ ‘มาตามนัด’ เป็นรายการแรกเลยที่ทำ ตอนนั้นผมมีงานกำกับละครอยู่ เจ้าของบริษัทเขาทำรายการมาตามนัดด้วย พอดีจะเปลี่ยนพิธีกรพี่เขาก็ถามว่า ต้อยจะทำไหม ทำได้หรือเปล่า ผมก็ตอบไปเลยว่าได้ครับ แล้วผมก็ไปศึกษาว่าพิธีกรต้องทำยังไง คือผมจะชอบลอง ก็เลยเริ่มจากอยากลองก่อน 

“ช่วงนั้นพิธีกรต้องใส่สูทโก้หรู สุภาพเรียบร้อย แต่ผมก็บอกเจ้าของรายการว่าถ้าอยากให้ผมเป็นต้องเป็นสไตล์ผมนะ มีพูดเล่นหยอกล้อกับผู้แข่งขันผู้ชม ถ้าทำไม่ได้ผมยินดีออก เขาก็ตกลง สรุปทำไปเป็นสิบปี ยุคนี้พิธีกรเลยต้องเป็นสไตล์นี้ไป 

“และด้วยบุคลิกและตัวตนผมค่อนข้างจะเป็นคนขี้เล่น สบายๆ อย่างงานแสดงถ้าเป็นบทตลกๆ ผมจะถ่ายทอดหรือเล่นได้ดีกว่าบทดราม่านะ แต่ก็มีงานแสดงดราม่าหลายเรื่องเหมือนกัน ค่อนข้างแสดงได้ทุกบทบาท อาจเป็นเพราะได้ทำอะไรมาเยอะด้วย ได้กำกับเอง ได้เห็นหลายๆ มุมมอง”

สายเลือดศิลปิน

กว่าที่ใครสักคนจะก้าวไปถึงจุดที่เรียกได้ว่าสำเร็จ ต้นทุนอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ พรสวรรค์อาจเป็นเพียงแค่ตัวช่วยในบางครั้งบางคราว แต่ความเพียรพยามอย่างหนัก ฝึกฝน เรียนรู้ คือการตอกย้ำให้องค์ประกอบต่างๆ เหล่านั้นสำเร็จและเกิดขึ้นได้จริง ไม่ว่าเขาคนนั้นจะมีมันอยู่ในสายเลือดหรือไม่ก็ตาม

“จริงๆ ต้องบอกว่าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมาอยู่ในเส้นทางบันเทิง ตอนเด็กๆ เป็นเด็กเรียนด้วยซ้ำ ไม่ได้มีความเป็นศิลปินเลยนะ แต่ที่บ้านจะมีความเป็นศิลปินชอบงานศิลปะ อย่างน้าชายผมท่านเป็นศิลปิน เคยแสดงภาพยนตร์มาก่อนดังทีเดียว ทีนี้ผมได้รู้จักกับเพื่อนๆ รุ่นน้องของน้า ซึ่งเป็นนักดนตรีมีวงดนตรี สนิทกันเขาเลยชวนผมไปเดินสายกับเขา มีโชว์ที่ไหนก็ไปกัน แต่ไม่ได้ไปในฐานะนักดนตรีนะครับ เป็นเด็กขนเครื่องก่อน ยกของ แบกหาม กินนอนอยู่หลังเวที

“อยู่อย่างนั้นตั้งนานกว่าจะขอให้เขาสอนเล่นกีตาร์ พอทำงานกับเขาก็จะรู้จักกับนักดนตรีเยอะทีนี้ก็ได้เพื่อนๆ ที่เป็นนักร้องนักดนตรี ผมก็เริ่มร้องเพลงกับเพื่อนๆ ตอนนั้นมีทหารอเมริกันมาตั้งแคมป์ในประเทศไทยหลายจังหวัด (ช่วงสงครามเวียดนาม) ทีนี้ศิลปินนักดนตรีก็ไม่พอเพียงที่จะลงตามบาร์ตามร้านอาหาร แค่ในกรุงเทพฯ ย่านเพชรบุรีตัดใหม่ก็มีหลายร้านแล้ว บาร์เกิดขึ้นอย่างกับดอกเห็ด ผมก็ได้มีโอกาสไปร้องเพลง ต้องขอบอกเลยว่าไม่ได้เกิดมาจากความรักในตอนเริ่ม แต่มันจำเป็นต้องเลี้ยงชีวิต แต่พอเข้ามาก็เกิดการซึมซับเข้าไปเรื่อยๆ อาจเพราะมันมีตรงนี้อยู่ในสายเลือดด้วย

“ว่ากันตามตรงนะความสำเร็จมันเริ่มมาจากการประกวดครับ ตอนนั้นทุกวงนักร้องทุกคนในย่านถนนเพชรบุรีฯ ก็ไม่ได้มีใครฉายแววโดดเด่นกว่ากัน จนกระทั่งวงเราได้มาเข้าร่วมการประกวดวงสตริงคอมโบ จัดโดยสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2512  ถือว่าเป็นการหาโอกาสให้กับวง ไม่ได้คิดว่าจะต้องชนะ แต่อย่างน้อยผมว่าต้องมีคนรู้จัก ทีแรกก็ไม่ได้มีความมั่นใจหรอกครับ แต่เมื่อมีโอกาสก็ต้องลองดู แล้วสุดท้ายก็ชนะติดต่อกันสามปีเลย ตอนนั้นวงที่ดังๆ มาประกวดกันเยอะ แต่มีวงเรานี่แหละที่ไม่มีชื่อเสียงมาก่อน คนแทบไม่รู้จักเลย

“จะพลาดหรือจะพุ่งเราต้องไปลุ้นดูทีหลัง แต่ต้องคว้าโอกาสไว้ก่อน มันเปลี่ยนชีวิตเลยครับ เปลี่ยนไปเยอะมากกลายเป็นเดินไปไหนก็มีแต่คนรู้จัก”

ชัดเจนในตัวตน

ทำในสิ่งที่รักและรักในสิ่งที่ทำ เริ่มแรกหนทางอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีขวากหนามบ้างประปราย แต่อย่าท้อ หรือท้อได้แต่อย่าถอย คือสิ่งที่ศิลปินแห่งชาติท่านนี้ตระหนักดี เพราะช่วงเริ่มต้นเขาก็ต้องฝ่าฟันอย่างหนักเช่นกัน 

“เรายืนอยู่ตรงนี้ เราต้องนึกถึงวันเก่าๆ ก่อนที่จะประสบความสำเร็จ เคยลำบากยังไง ทำอะไรมาบ้าง ผมไม่เคยลืมตัว ถ้ามีโอกาสผมจะช่วยคนอื่นเท่าที่ผมทำได้ เพราะผมคิดเสมอว่าผมมีวันนี้ได้เพราะทุกๆ คนช่วยผม ถ้าผมคนเดียวคงไปไม่ถึงจุดนี้แน่ๆ อย่างเพื่อนๆ นักดนตรีด้วยกัน ถ้าไม่มีพวกเขาผมคงไม่มีทางทำแบบนั้นได้ ก็ยังดูแลกันอยู่ครับ เพราะเรารู้ว่าเวลาลำบากเป็นอย่างไร

“ช่วงชีวิตที่ผมลำบากที่สุดก็คือช่วงออกไปเดินสายกับวงดนตรี ตอนที่ยังไม่ได้เป็นนักร้อง เรียกว่าเป็นจับกังได้เลย มองจากหลังเวทีเห็นคนเอาดอกไม้เอาเงินรางวัลมาให้นักร้อง เราก็ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักร้องบ้าง เมื่อมีโอกาสและคว้าไว้ได้มันก็ไม่ยากที่จะเดินทางไปสู่คำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ แต่สิ่งที่ยากกว่าก็คือจะทำอย่างไรให้มันอยู่กับเรานานที่สุด ผมภูมิใจมากนะที่ยังคว้าโอกาสนี้มาได้ถึงสี่ห้าสิบปี มันยังอยู่ในมือผม เราไม่ทำผิดคิดร้าย มีความรักความเมตตาให้กับผู้คน รักในสิ่งที่ทำ อันนี้เป็นเหมือนอานิสงส์ส่งมา

“และตัวผมนี้ก้าวมาจากการร้องเพลง ก็อยากจะจบด้วยการร้องเพลง แต่ก็มีโอกาสทำหลายๆ อย่างในวงการบันเทิง ทำมาเกือบทุกอย่างแล้ว และก็ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกนะ แม้จะหายไปนานแต่ก็ยังคว้ากลับมาได้ แถมทำได้ดีด้วย ยังมีคนชื่นชอบ มีคนบอกว่าร้องเพราะ นี่ก็คือตัวตนของเรา ตอนนี้ผมไม่ประหม่าแล้วครับ 

“ตอนที่กลับมาร้องเพลงใหม่ๆ ยังเกร็งๆ ว่าจะร้องได้ดีหรือเปล่า คุณภาพเราพอหรือเปล่า นักร้องเดี๋ยวนี้เก่ง มีเทคนิคเยอะ บางทีลูกเล่นก็เกินกว่าที่ผมจะทำได้ เพียงแต่เรามีเอกลักษณ์เท่านั้นเอง พอกลับมาร้องเพลงสักพักหนึ่งผมก็ไปเรียนร้องเพลง เรียนกับครูที่เป็นรุ่นใหม่นี่แหละ ผมอยากเรียนเพราะเริ่มมาด้วยพื้นฐานที่ไม่ค่อยดีนัก อยากนำไปพัฒนาตัวเองถึงเราคิดว่ามีพรสวรรค์แต่ยังไงก็ต้องอาศัยพรแสวงครับ พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เราต้องหาสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี แล้วให้เขาสอน ผมไม่เคยรู้สึกเสียหน้านะที่ให้ครูรุ่นน้องหรือรุ่นลูกมาสอน ผมยังบอกคนนั้นคนนี้บ่อยๆ ว่านี่ครูผม ครูโรจน์นี่เขาเก่งจริงๆ ครับ

“เขาจะสอนเทคนิคการใช้เสียง ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่เคยฝึกไม่เคยรู้จัก พอเรียนแล้วก็ร้องสบายขึ้น ไม่ต้องเค้นเหมือนสมัยก่อน ผมยืนร้องในคอนเสิร์ตได้สบายๆ ยี่สิบสามสิบเพลง อย่างตอนนี้เวลาทำคอนเสิร์ตก็มีรุ่นน้องมาเรียบเรียงเสียงประสานให้ ผมยังคิดถึงปราจีนอยู่เลยนะ เขาเก่งมาก (ปราจีน ทรงเผ่า) เป็นเพื่อนที่รักที่สุดก่อนทำวงดิ อิมพอสซิเบิ้ลอีก เขาอ่อนกว่าผม 4 ปี เสียดายที่เขาอายุสั้นไปหน่อย ขณะที่ผมไปโลดแล่นในวงการบันเทิง เขายิ่งใหญ่มากในวงการดนตรี ซึ่งผมก็จะคิดถึงและบอกทุกครั้งก่อนขึ้นคอนเสิร์ตว่า ‘ให้มาดูเพื่อนเล่นดนตรีนะ’ ... 

“ชีวิตผมผ่านอะไรมาก็มากมาย สิ่งที่ได้รับมามันก็มีทั้งความทุกข์และความสุข แต่ผมเลือกที่จะใช้ความสุขเป็นแรงผลักดันชีวิตต่อไป และสิ่งสุดท้ายที่ผมจะทำในวงการบันเทิงก็คือร้องเพลง จะร้องเพลงไปจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ” 

ถ้าฉันมีสิบหน้าอย่างทศกัณฑ์ สิบหน้านั้นฉันจะหัน มายิ้มให้เธอ