สุรพล โทณะวณิก : MiX Magazine It's man man's world!
สุรพล โทณะวณิก

กว่าจะมาเป็นครูเพลงชื่อดัง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์แห่งวงการเพลง โชคชะตาได้เล่นตลกกับเขาราวกับจะพิสูจน์ความแน่วแน่แห่งจิตวิญญาณ ร้อยพันบทเพลงที่เขาได้สร้างสรรค์ขึ้น นอกจากจะหมายถึงลมหายใจแห่งความหวังของใครหลายต่อหลายคนแล้ว มันยังแฝงไว้ด้วยความเป็นมาที่พร้อมจะเป็นไปในชีวิตเขาคนนี้ ครู สุรพล โทณะวณิก ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การประพันธ์เพลงไทยสากล) 

หากถามถึงเรื่องราวของกาลเก่าครั้งใด ภาพในวันเวลาเก่าค่อยๆ ย้อนเข้ามาในหัวดั่งเครื่องฉายภาพสไลด์กำลังทำงาน และเมื่อสิ้นสุดคำถามครูเพลงวัยเกือบ 90 ปี ท่านนี้ใช้เวลาเพียงอึดใจในการระลึกถึงอดีตที่ฝั่งแน่นลึกอยู่ในความทรงจำ ...

วัยเด็กที่เดียวดาย

เมื่อครั้งวัยเด็กความขมขื่นที่สุดในชีวิตของเด็กแต่ละคนคงไม่เท่ากับการที่ไม่เคยได้รับรู้ถึงความรักและความอบอุ่นแห่งสายสัมพันธ์ระหว่างแม่และพ่อ ซึ่งหากจะกล่าวไปช่วงชีวิตของครูสุรพลนั้นคล้ายกับบทละครที่แสนจะหนักหน่วงบทหนึ่งเช่นกัน 

สุรพล โทณะวณิก
สุรพล โทณะวณิก

“แม่ผมเป็นคนรับใช้บ้านพ่อ แล้วก็ได้เป็นภรรยาท่าน จนมีผมเกิดขึ้นมา ซึ่งเขาก็มีเมียอยู่แล้ว ผมมันก็โชคไม่ดีเสียด้วย พ่อกับแม่ผิวขาว ไอ้เราเกิดมาตัวดำ เขาก็คิดว่าไม่ใช่ลูกเขา จึงได้ถูกนำไปให้ยายเลี้ยงตั้งแต่อ้อนแต่ออก แต่เมื่อยายรับไปเลี้ยงก็ปล่อยให้ใช้ชีวิตตามมีตามเกิดที่วัด (วัดหงส์ ฝั่งธนบุรี) นั่นแหละ เพราะยายเป็นคนที่ถือศีลเคร่งครัด ไม่สามารถแตะเนื้อตัวผมซึ่งเป็นเด็กผู้ชายได้ ชีวิตจึงเติบโตมาพร้อมกับคำสั่งสอนของพระ ผมเคยถามพระว่าคนอื่นมีพ่อแม่แล้วผมล่ะ ทำไมไม่มี พระท่านก็บอกว่า ‘อาตมานี่ผู้ชายเห็นไม๊ แล้วที่ใส่นี่ (สบง) ก็เหมือนผู้หญิง ก็เป็นแม่นี่ไง’ หมายความว่าท่านเป็นให้เราแล้วทั้งพ่อทั้งแม่ ...

“จนกระทั่งอายุได้ประมาณ 5 - 6 ขวบ แม่ซึ่งมีสามีใหม่ก็ได้มารับไปอยู่ด้วย สภาพความเป็นอยู่ก็อัตคัดน่าดู ต่อมาเมื่อแม่เสียชีวิตขณะนั้นผมยังเล็กอยู่มาก ก็ต้องออกมาเร่ร่อนอยู่ข้างถนนแถวสะพานพุทธใช้ชีวิตไปวันๆ ความรัก ความเมตาในช่วงเด็กๆ นั้นหายากมากกว่าอาหารที่จะไปเก็บกินจากเขาทิ้งในแต่ละวันเสียอีก ในเมื่อทุกวันทุกมื้อ
ท้องมันหิวโหย ผมก็อยากจะไปทำงานเพื่อหาข้าวประทังชีวิต แต่มันยังเล็กนัก ทำไม่ไหว ใครเขาก็ไม่จ้าง ก็ได้แต่เก็บเศษเหลือที่เขาทิ้งกินประทังความหิวโหยไป

“ตอนนั้นรูปร่างผอมบาง เป็นเด็กกุ๊ยหิวโหย เดินเข้าใกล้ใครเขาก็หนี นึกว่าเป็นวัณโรค วันนี้ได้กินหนึ่งมื้อ ก็ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะได้กินอีกหรือเปล่า เป็นอย่างนี้อยู่ทุกๆ วัน 
นี่แหละผม แต่ก็มีความช่างสงสัย มีความใฝ่รู้ เห็นเขาไปโรงเรียนได้เรียนหนังสือกันก็อยากเรียน ก็อาศัยเรียนหนังสือจากเศษกระดาษ จากหนังสือเก่าๆ ที่ไปขอเขามาบ้าง แล้วก็เที่ยวไปถามนักเรียนหรือแม่ค้าที่เดินผ่านไปมาละแวกที่ผมอยู่ ทีละตัวอักษร เรื่อยมาจนเป็นคำ เป็นประโยค ส่วนหนึ่งที่ทำให้ความจำผมดีนั้นก็เพราะเมื่อครั้งอยู่กับพระที่วัดท่านสอนให้ผมทำสมาธิ ซึ่งมันนำมาใช้ได้จริง

“เมื่อได้ไปวนเวียนใช้ชีวิตอยู่แถวๆ วัดมหาพฤฒาราม ก็ได้พบกับพระครูคุณรสศิริขันธ์ เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมาจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้พอดี ท่านก็ให้การเอ็นดูและรับไปอุปการะให้บวชเณร และศึกษาเล่าเรียนต่อที่โรงเรียนในจังหวัดสุรินทร์ จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พอดีว่าช่วงนั้น ผมชอบรำโทนมาก เคยไปเล่นรำโทนกับคณะดาวน้อย 
จากนั้นก็ระหกระเหินเรื่อยมาที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง จากนั้นเมื่อรำโทนได้รับความนิยมจนแปรเปลี่ยนเป็นรำวง ผู้ที่แต่งเพลงรำวงในสมัยนั้นอย่างท่านอาจารย์มนตรี ตราโมท จึงมี
ชื่อเสียงมาก โด่งดังทุกเพลง ผมก็สนใจเป็นพิเศษ เพราะเมื่อครั้งอยู่สุรินทร์ ผมชอบรำโทนก็จริง แต่ก็นึกคิดว่าชาวบ้านนั้นน่าจะมีเพลงไว้ร้องกัน ผมก็เลยหัดแต่งขึ้นมาแบบ
งูๆ ปลาๆ เพื่อให้เขาได้ร้องรำกันสนุกสนานไปอย่างนั้น”

ทางที่เลือกเดิน

จากนั้นเมื่อชีวิตเริ่มเฉียดใกล้หนทางแห่งความฝัน แสงสว่างที่ปลายทางเริ่มพอให้มองเห็นเป็นแสงรำไร ครูสุรพลเริ่มมองเห็นจุดมุ่งหมายในชีวิต การที่เขาได้เข้าใกล้ผู้คนที่มากไปด้วยความสามารถมันก็ยิ่งกระตุ้นความกระหายใคร่รู้ที่แฝงอยู่ในตัวให้ตื่นขึ้นและลุกโชน   

สุรพล โทณะวณิก
สุรพล โทณะวณิก

“ต่อมาได้รู้จักกับพระวิจิตร สุขเสน่ห์ ต่อมาได้รู้จักใครต่อหลายคน เขาก็พาไปฝากให้ทำงานที่โรงละครเวิ้งนครเกษม และที่นี่จึงเป็นโอกาสดีที่ทำให้ผมได้รู้จักกับครูเพลง นักดนตรี หลายคน เช่น ครูสไล ไกรเลิศ ครูมงคล อมาตยกุล ครูนารถ ถาวรบุตร ฯลฯ 

“และเมื่อการละครเป็นที่นิยมมากขึ้นๆ ผมก็ได้ไปอยู่กับคณะเทพศิลป์ โดยคุณ วิชิต ไวงาน ดาวร้ายชื่อดังสมัยนั้น เขาพาไปฝากไว้ ผมก็เลยทำงานตามแต่คุณสุวัฒน์ วรดิลก ท่านจะใช้ หน้าที่ประจำก็จะเป็นนักทำสูจิบัตรละคร และมันก็ได้เรียนรู้งานเขียนต่างๆ มากมายในตอนนั้น ผมถือว่าชีวิตนี้คุณสุวัฒน์ มีบุญคุณเป็นครูท่านหนึ่งของผม ทีนี้ทำมาเรื่อยๆ เมื่อละครหมดความนิยมลง ผมได้ไปอาศัยอยู่กับ อิงอร หรือคุณศักดิ์เกษม หุตาคม จึงเกิดความสนใจในด้านงานเขียน การประพันธ์ ซึ่งขณะนั้นก็ได้มีโอกาสเขียนเรื่องลงในหนังสือพิมพ์แสนสุข รายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์เพลินจิต รายวัน หนังสือชาติไทย วันอาทิตย์ ฯลฯ

“ผมหลงรักในการเขียนและหลงใหลในการอ่าน ในแต่ละวันที่ผ่านไปผมก็จะขลุกอยู่กับหนังสือ ทีนี้ต่อมาได้มีโอกาสเขียนเพลงให้กับครูสไล ไกรเลิศ ผู้ซึ่งกำลังโด่งดังเลย แต่หนทางมันก็ไม่ได้จะหอมหวานนัก เพราะผมมันมือใหม่ ไม่มีใครรู้จักก็อาศัยเรียนกับครูสไล เดินตามและเรียนรู้กันอยู่เป็นปี วิธีการอะไรก็ครูพักลักจำจากเขาเอาทั้งนั้น 
โดยมีแรงขับเคลื่อนคือ ‘เงินเพื่อที่จะมาซื้อข้าวกิน’ 

“เรื่องราวที่มาของเนื้อหาในการเขียนเพลง ส่วนใหญ่ก็จะมาจากชีวิตจริง เรื่องราวที่ได้ประสบพบเจอ ส่วนเรื่องความรักนั้นแน่นอนว่ามาจากหัวใจ ซึ่งผมเองก็เป็นคนที่มีความสนอกสนใจในเรื่องของการแต่งเพลงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อย่างหลายคนอาจจะบอกว่าผมนั้นเป็นครูเพลงของคนมากมายแต่ผมอยากจะบอกว่าอันที่จริงแล้ว คนมากมายเหล่านั้นเป็นครูเพลงของผมเสียมากกว่า ผมเลือกที่จะเรียนรู้ ครูพักลักจำ มองดูคนนั้น คนนี้ที ทุกอย่างมันคือการเรียนรู้ทั้งนั้น 

“ผมมีกฎเกณฑ์การแต่งเพลงในแบบของตัวเอง ผมใช้พื้นฐานจากการเขียนหนังสือนี่แหละ เมื่อวันหนึ่งคิดอยากลองแต่งเพลง ก็เอาบทเพลงที่คนเขาเขียนไว้มาแขวน แล้วนอนมองดู ว่าเขาเขียนอย่างนี้ ใช้คำแบบนี้นะ ความหมายที่ต้องการจะสื่อเป็นแบบนี้นะ อะไรแบบนั้น เราเอาสิ่งเหล่านี้มาวิเคราะห์ก็จะมองเห็นจุดดี จุดเด่น จุดดัง ว่าเขาเป็นอย่างไร เมื่อมองเห็นภาพแล้วก็ค่อยๆ ลองเขียนกันไป

สุรพล โทณะวณิก
สุรพล โทณะวณิก

“เพลงที่ผมแต่งนั้น เกือบทุกเพลงไม่ว่าจะเป็นเพลงสมัยไหน เพลงละครทีวี ละครเวที เพลงภาพยนตร์ แม้จะเป็นเพลงที่ต้องมีเนื้อหาอิงกับเนื้อเรื่องของละครฯ เหล่านั้น แต่ผมก็มักจะใส่อารมณ์ความรู้สึก ความจริงเสี้ยวหนึ่งของชีวิตผมลงไปในเพลงด้วย แล้วถ้าเพลงไหนที่ผมใส่ชีวิตและวิญญาณของผมลงไปก็มักจะประสบความสำเร็จ ก็เรียกกันว่า 
เพลงที่มีเบื้องหลังนั่นแหละ วิธีการแบบนี้ผมจำมาจากครูนคร มังคลายน เขาเป็นนักแต่งเพลงโฆษณาสินค้ามาก่อน ซึ่งแต่งเพลงไหนก็ดังมันทุกเพลงซึ่งอันนี้น่าสนใจ

“การเขียนเพลงนี้มันเป็นพาณิชย์ศิลป์นะ เราทำเพื่อให้คนซื้อ แล้วการที่คนจะซื้อนั้นมันก็ต้องตรงกับหัวใจคนด้วย อันไหนที่คนไม่ชอบเราก็ไม่หยิบจับมาทำ คนไทยมีนิสัยไม่ชอบให้สอนกันใช่ไหม ผมก็จะไม่สอน แต่จะทำให้เขาดู ให้เขาเรียนรู้กันมากกว่า เพราะเราสอนกันทางอ้อมได้ เช่น เพลงที่ผมแต่งว่า ‘บางสิ่งที่ควรจำ เรากลับลืม บางสิ่งที่ควรลืม เรากลับจำ คนเรานี้ คิดให้ดี มันน่าขำ อยากจำ กลับลืม อยากลืม กลับจำ ...’ มันสามารถสอดแทรกได้หมด นี่มัน คือคุณค่าของเพลง ดังนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะปล่อย ให้สิ่งที่เป็นพาณิชย์ศิลป์เป็นเพียงสินค้าที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าต่อสังคมและผู้คนมากไปกว่าเม็ดเงินหรือเปล่า ถ้าไม่ ก็เพียงแค่ค่อยๆ คิด ค่อยๆ เสนอแนะสอดแทรกไปตามความเหมาะสมได้”

การบอกเล่าเรื่องราวในชีวิต ดูจะเป็นเรื่องง่าย แต่เชื่อว่ากว่าที่ครูเพลงท่านนี้จะผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาได้ไม่ใช่เรื่องยาก หลากแง่มุมทางทางความคิดเห็นที่มีต่อจิตวิญญาณของตนเอง ล้วนสะท้อนแล้วซึ่งการตกผลึกแห่งกาลเวลา ก่อนจากกันท่านยังพูดถึงเรื่องความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาบนโลกใบนี้ให้เราฟังอีกครั้ง ท่านกล่าวว่า

 “ชีวิตคนเราคือสิ่งสวยงาม ธรรมชาติให้ทั้งสิ่งดีและสิ่งร้าย แต่เราต้องเลือกในสิ่งที่ดี เวลานั้นผ่านไปเร็ว ไม่ช้าไม่นานทุกอย่างก็ผ่านไปเป็นความหลัง ผมถีบตัวเองจากชีวิต
ที่ไม่มีอะไร เมื่อได้เริ่มทำงานได้หน่อยก็เป็นเด็กหลังโรงละคร ทำฉาก คอยวิ่งซื้อของให้เขากิน จนมาถึงวันนี้ ผมมีชีวิตรอดได้เพราะการใฝ่รู้ และนอกจากการประพันธ์เพลงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ภาคภูมิใจก็คือการเขียนหนังสือ ในชีวิตนี้ผมได้รางวัลมามากแล้ว แต่รางวัลที่ผมอยากสัมผัสก็คือรางวัลนาราธิป และซีไรต์ มันจะถือว่าเป็นรางวัลของการเขียนหนังสือในชีวิตของผม แม้ตอนนี้ผมหยุดเขียนหนังสือไป 40 กว่าปีแล้ว แต่หากมีโอกาสก็จะเริ่มเขียนอีกครั้ง ...”