เจาะลึกวิสัยทัศน์ทีมผู้สร้าง “Clayface - เคลย์เฟซ” ผลงานพลิกโฉมจักรวาลภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ สู่แนวทางสยองขวัญ-ระทึกขวัญเรต R เต็มรูปแบบ

เจาะลึกวิสัยทัศน์ทีมผู้สร้าง “Clayface - เคลย์เฟซ” ผลงานพลิกโฉมจักรวาลภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ สู่แนวทางสยองขวัญ-ระทึกขวัญเรต R เต็มรูปแบบ

หากคุณคิดว่า “Clayface - เคลย์เฟซ” คือหนังซูเปอร์ฮีโร่คอมมิกตามสูตรสำเร็จทั่วไป นี่อาจเป็นเซอร์ไพรส์ที่คุณคาดไม่ถึง เพราะมันเป็นการเดิมพันเพื่อสร้างความแตกต่าง ไม่ใช่ออริจิ้นสตอรี่ของซูปเปอร์ฮีโร่ แต่มันคือต้นกำเนิดของวายร้าย กับแนวทางสยองขวัญ-ระทึกขวัญ (Horror Thriller) เต็มรูปแบบ จากบทภาพยนตร์โดย ไมค์ แฟลนากัน (Carrie ฉบับซีรีส์) สู่วิสัยทัศน์ของ เจมส์ วัตคินส์ (Speak No Evil ฉบับรีเมก) ภายใต้แบรนด์ DC Studios 

เจมส์ กันน์ โปรดิวเซอร์ ประธานร่วม และผู้บริหารของ DC Studios ได้เปิดเผยถึงความตั้งใจในการสร้างโปรเจ็กต์นี้ว่า มันคือการมอบประสบการณ์ความสยองขวัญอย่างแท้จริงให้กับผู้ชม “นี่ไม่ใช่ผลงานที่แกล้งทำเป็นภาพยนตร์สยองขวัญ แต่เป็นแนวสยองขวัญจริง ๆ เหมือนกับหนังที่ผมเติบโตมาและหลงรักอย่างงานของ จอห์น คาร์เพนเตอร์ หรือ เดวิด โครเนนเบิร์ก แต่เกิดขึ้นในจักรวาล DCU ที่สำคัญคือเราทำหนังโดยยึดบทภาพยนตร์เป็นหลัก ไมค์ แฟลนากัน (มือเขียนบท) นำเรื่องนี้มาเสนอเรา มันเป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมมาก และบทที่เขียนออกมาก็ยิ่งดีกว่าตอนที่เขาเล่าให้ฟังเสียอีก”

ทางด้าน ปีเตอร์ ซาฟราน โปรดิวเซอร์ ประธานร่วม และผู้บริหารอีกคนของ DC Studios ได้ตอกย้ำจุดยืนเรื่องแนวภาพยนตร์ว่า “สำหรับเรา ‘ซูเปอร์ฮีโร่’ ไม่ใช่แนวภาพยนตร์ (Genre) ภายใต้คำว่าซูเปอร์ฮีโร่ มันสามารถเป็นหนังแนวไหนก็ได้ การที่เราสามารถสร้างหนังสงคราม หนังสยองขวัญ หรือหนังรัก ให้อยู่ภายใต้จักรวาล DCU ได้ นั่นคือโอกาสที่น่าตื่นเต้นมาก เคลย์เฟซคือหนึ่งในวายร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแบทแมน สิ่งที่ผมรักเกี่ยวกับเรื่องราวต้นกำเนิดนี้คือมันเป็นโศกนาฏกรรมสุดคลาสสิก คุณจะเห็นการสูญเสียความเป็นมนุษย์ของเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดทั้งเรื่อง”

ส่วน แมตต์ รีฟส์ ในฐานะโปรดิวเซอร์ มองเห็นความมีเสน่ห์ของการนำเสนอแอนตี้ฮีโร่ในรูปแบบของหนังเขย่าขวัญ “เมื่อเรื่องราวเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มันกลายเป็นส่วนผสมของเรื่องราวความรักอันน่าเศร้าแบบ ‘The Fly’ มาเจอกับหนังระทึกขวัญสยองขวัญ และมันก็เป็นเรื่องราวของการล้างแค้นด้วย การได้ร่วมเดินทางไปกับเขาบนเส้นแบ่งที่หมิ่นเหม่ คุณรู้ว่าเขาคนนี้กำลังทำสิ่งที่ผิด แต่คุณจะได้สำรวจสภาพจิตใจของเขา ไปพร้อม ๆ กับเผชิญหน้าความน่าสยดสยองจากการกระทำเหล่านั้น”

ปิดท้ายในมุมมองงานสร้างของ ลินน์ แฮร์ริส โปรดิวเซอร์ ที่พูดถึงการสร้างบรรยากาศเมืองก๊อตแธมแบบ “Out of time” หรือ “ยุคสมัยที่ไร้กาลเวลา” เอาไว้ว่า “เราหลงรักไอเดียของหนังที่ดูเหมือนจะหลุดพ้นจากกาลเวลา มันคือยุคปัจจุบัน แต่ก็ไม่เชิง ผู้คนมีสมาร์ตโฟน แต่รถยนต์กลับดูย้อนยุค เสื้อผ้าให้ความรู้สึกแบบ Studio 54 (สัญลักษณ์แห่งยุค 70s) หรือหนังแก๊งสเตอร์ ความสยองขวัญในหนังเรื่องนี้สะท้อนถึงการดิ้นรนของอีโก้ ในโลกของโซเชียลมีเดียที่เรามักตัดสินตัวตนภายในของเราจากเปลือกนอกของคนอื่น หน้าตาของแมตต์ เฮเกน ถูกทำลายด้วยการตัดสินใจที่ผิดพลาด และนั่นนำเขาไปสู่เส้นทางที่มืดมนอย่างมาก”

เจมส์ วัตคินส์ ผู้กำกับที่เคยฝากผลงานปั่นประสาทไว้ใน Speak No Evil ฉบับรีเมก และ The Woman in Black ได้เผยถึงวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนชายหนุ่มหน้าตาดีให้กลายเป็นอสูรกายว่า “เรามีความกลัวร่วมกันในเรื่องของการสูญเสียความสามารถในการทำงาน ชื่อเสียง หรือตัวตนของเรา หนังสยองขวัญที่เกี่ยวกับร่างกาย (Body Horror) จะเจาะลึกเข้าไปในความกลัวดั้งเดิม นั่นคือความกลัวที่ร่างกายของเราทรยศเราเอง ผมอยากให้ความสยองขวัญมันฝังลึกเข้าไปใต้ผิวหนังของคุณ เพื่อที่ว่าตอนคุณเดินออกจากโรงหนัง มันจะติดตัวคุณไปมากกว่าแค่ฉากจั๊มพ์สแคร์”

นอกจากนี้ เขายังตีความฉากแอ็กชันในเรื่องให้แตกต่างจากหนังฮีโร่ทั่วไป โดยเน้นไปที่ทักษะการแสดงของแมตต์ เฮเกน มากกว่าทักษะการต่อสู้ “ผมทนไม่ได้ที่จู่ ๆ ฮีโร่ในหนังก็กลายเป็นหน่วยซีลทั้งที่พวกเขาเป็นแค่คนธรรมดา แมตต์ไม่ได้มีทักษะการต่อสู้ที่เก่งกาจ แต่เขามีความสามารถในการแปลงกายเพื่อซุ่มโจมตีได้ ในฐานะนักแสดงที่ยอดเยี่ยม พลังพิเศษของเขาก็คือพลังพิเศษ มันมีความยินดีอันมืดมิด เมื่อเขาได้เรียนรู้พลังนี้ จังหวะขี้เล่นนี้สำคัญสำหรับผมมาก เมื่อคุณสนุกไปกับแมตต์ หัวเราะไปกับเขา มันจะทำให้เรื่องราวยิ่งซับซ้อน และเริ่มรู้สึกผิดในใจเมื่อเขาข้ามเส้นไปสู่ความมืดมิด”

ทอม รีส แฮร์รีส์ ผู้รับบท แมตต์ เฮเกน อดีตดาราฮอลลีวูดที่สูญเสียใบหน้าและชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เขาได้เล่าถึงการทำความเข้าใจจิตวิทยาของตัวละครนี้ว่า “เมื่อเราพบกับแมตต์ในหนังเรื่องนี้ เขายังไม่มีแนวคิดเรื่องเคลย์เฟซ เขาแค่พยายามรักษาชีวิตของเขาไว้ สิ่งที่ผมคิดทบทวนอย่างมากคือแนวคิดที่ว่า เรากำลังวิ่งเข้าหาบางสิ่ง หรือกำลังวิ่งหนีบางสิ่งกันแน่ บางครั้งเราก็ไม่แน่ใจ ซึ่งสองสิ่งนี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับแมตต์ช่วยเคลียร์ความชัดเจนบางอย่างให้กับเขา ซึ่งนั่นผลักดันให้เขาทำในสิ่งที่เขาทำ”

ทอมยังได้แชร์ประสบการณ์สุดหฤโหดเบื้องหลังการถ่ายทำ ซึ่งทีมงานเลือกใช้ Practical Effects หรือเอฟเฟกต์ทำมือจากทีม Legacy Effects แทบทั้งหมด โดยที่เขาต้องผ่านเอฟเฟกต์แต่งหน้าเทียมถึง 18 ขั้นตอน “ข้อดีของการมีเอฟเฟกต์ที่ทำขึ้นจริงคือมันอยู่ตรงหน้าคุณ คุณไม่ต้องจินตนาการเอาเอง ผมไม่ต้องแสดงอยู่หน้าลูกเทนนิส มันมีประมาณ 18 ขั้นตอนและลุคที่แตกต่างกันของแมตต์ในการใส่เอฟเฟกต์แต่งหน้าเทียม รวมถึงอุปกรณ์เสริมในปากและคอนแทคเลนส์ เมื่อเราสวมอุปกรณ์เหล่านั้นเสร็จ มันส่งผลกระทบต่อผมจริง ๆ และผมพบว่ามันมีประโยชน์ที่จะปล่อยให้ความรู้สึกความอึดอัดนั้นไหลเข้าไปในการแสดงของฉากที่เรากำลังถ่ายทำในวันนั้น”

จากข้อมูลที่เผยออกมา “Clayface - เคลย์เฟซ” จึงไม่เพียงแค่ภาพยนตร์ที่ขยายขอบเขตของจักรวาล DCU แต่ยังท้าทายผู้ชมให้ตั้งคำถามถึงความงาม อีโก้ และสัตว์ร้ายที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน

จองมองให้เต็มตากับโฉมหน้าใหม่ของความกลัว “Clayface - เคลย์เฟซ” 22 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ ทั้งระบบปกติ 4DX และ Screen X

 

เจาะลึกวิสัยทัศน์ทีมผู้สร้าง “Clayface - เคลย์เฟซ” ผลงานพลิกโฉมจักรวาลภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ สู่แนวทางสยองขวัญ-ระทึกขวัญเรต R เต็มรูปแบบ