เตรียมความพร้อมก่อนเปิดวาร์ป เผชิญหน้ากับมฤตยูดึกดำบรรพ์แบบทันตั้งตัวใน “The End of Oak Street - มหาภัยสุดถนนโอ๊ค”
สำหรับคอหนังที่หลงใหลในเรื่องราวโลกล้านปี ผสมผสานกับความระทึกขวัญไซไฟเหนือจินตนาการ เตรียมตัวรับความบันเทิงพร้อมเสิร์ฟสิ่งที่คุณต้องการใน “The End of Oak Street - มหาภัยสุดถนนโอ๊ค” ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ส่งท้ายซัมเมอร์ปี 2026 จาก Warner Bros. Pictures และ Bad Robot ที่จะพาคุณทะลุมิติพร้อมถนนทั้งสาย สู่ดินแดนสุดอันตรายในยุคของไดโนเสาร์

ขอต้อนรับสู่พื้นที่หนีตาย เมื่อ “บ้าน” ไม่ใช่ที่ปลอดภัยอีกต่อไป
The End of Oak Street บอกเล่าเรื่องราวผ่านสายตาของสมาชิกครอบครัว “แพลตต์” และเพื่อนบ้านบนถนนโอ๊ค ที่วันหนึ่งพวกเขาตื่นขึ้นมาพบว่าปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติได้ฉีกกระชากเอาหมู่บ้านชานเมืองของพวกเขา หลุดเข้าไปสู่ดินแดนลึกลับในยุคดึกดำบรรพ์ที่เต็มไปด้วยสัตว์นักล่า ไฟฟ้าถูกตัดขาด น้ำประปาหยุดไหล และนอกบ้านเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องมากมาย ครอบครัวแพลตต์ที่เดิมเต็มไปด้วยรอยร้าวแอบซ่อนอยู่ จึงถูกบีบให้ต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อเอาชีวิตรอดจากฝูงไดโนเสาร์ที่กำลังออกล่าพวกเขาทุกฝีก้าว

การรวมตัวของทีมนักแสดงมากความสามารถ
The End of Oak Street นำแสดงโดย แอนน์ แฮทธาเวย์ รับบท เดนิส แพลตต์ ภรรยาและแม่ผู้ซ่อนความรู้สึกว่างเปล่าในชีวิตยุค 80 ไว้เบื้องหลังภาพลักษณ์อันเพียบพร้อม ขณะเดียวกันเธอก็ถ่ายทอดความหวาดกลัวและการลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องลูกได้อย่างทรงพลัง
ยวน แม็คเกรเกอร์ รับบท เกร็ก แพลตต์ คุณพ่อชนชั้นกลางที่ปิดบังครอบครัวเรื่องการตกงาน ถ่ายทอดความซับซ้อนของหัวหน้าครอบครัวที่เต็มไปด้วยรอยร้าว พร้อมงัดทุกสัญชาตญาณดิบออกมาใช้เพื่อปกป้องครอบครัวที่เขาเหลืออยู่
สมทบด้วยดาวรุ่งฝีมือดี เมซี สเตลลา ในบท ออเดรย์ แพลตต์ ลูกสาววัยรุ่นผู้หลงใหลในดาราศาสตร์ และ คริสเตียน คอนเวอรี ในบท ไบรอัน แพลตต์ ลูกชายคนเล็กที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวขั้นสุด
และขาดไม่ได้กับสุนัขคู่ใจของครอบครัวอย่าง สตาร์บัค ที่รับบทโดยน้องหมาแสนรู้ บั้ซ และ บริสเก็ต

ทีมเบื้องหลังวิสัยทัศน์สุดปัง
โปรเจ็กต์นี้เขียนบทและกำกับโดย เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์ ผู้กำกับสายวิสัยทัศน์ที่เคยฝากความหลอนสะท้านวงการไว้ใน It Follows และอำนวยการสร้างโดยเจ้าพ่อป๊อปคัลเจอร์ เจ.เจ. แอบรามส์ จาก Bad Robot ร่วมกับ แฮนนาห์ มิงเกลลา, จอน โคเฮน, แมตต์ แจ็กสัน และ ทอมมี่ ฮาร์เปอร์ นอกจากนี้ยังได้ทีมเบื้องหลังฝีมือฉกาจ ทั้ง ไมเคิล จิอูลาคิส (ผู้กำกับภาพ), มายา ชิโมกุจิ (ผู้ออกแบบงานสร้าง), จอห์น แอ็กเซลราด (นักลำดับภาพ), เอริน เบนัช (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) และคอมโพสเซอร์รางวัลออสการ์ ไมเคิล จิแอคคิโน เข้ามาร่วมเนรมิตความระทึกขวัญในครั้งนี้

จากความฝันวัยเด็ก สู่ไดโนเสาร์บนจอ IMAX
เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์ เผยว่าเขาอยากทำหนังไดโนเสาร์มาตั้งแต่เด็ก เพราะซึมซับความหลงใหลมาจากคุณพ่อที่อยากเป็นนักบรรพชีวินวิทยา และการเติบโตมากับภาพยนตร์ Stop-motion ของ เรย์ ฮาร์ริเฮาเซน แต่ไอเดียสุดขั้วของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง เมื่อวันหนึ่งเขาเดินเล่นในละแวกบ้านย่านชานเมือง แล้วจู่ๆ ก็จินตนาการเห็นภาพไดโนเสาร์กำลังคุ้ยขยะอยู่ในตรอก ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่าง “สิ่งมีชีวิตแฟนตาซี” กับ “สภาพแวดล้อมชนชั้นกลางแสนธรรมดา” กลายมาเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้เขาจรดปากกาเขียนสคริปต์เรื่องนี้ขึ้นมา

ไฮไลต์ความน่าสนใจที่คอหนังไม่ควรพลาด
มิติใหม่ของหนังสัตว์ประหลาดที่ขับเคลื่อนด้วยดราม่าครอบครัว : เจ.เจ. แอบรามส์ เปรียบหนังเรื่องนี้ว่ามีกลิ่นอายของ The Twilight Zone ในขณะที่ แอนน์ แฮทธาเวย์ ยกให้มู้ดของหนังมีความคล้ายคลึงกับหนังสยองขวัญครอบครัวยุค 80 อย่าง Poltergeist หนังไม่ได้มีแค่ฉากแอ็กชันระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่มีหัวใจสำคัญคือความสัมพันธ์ที่แตกร้าวของตัวละคร ที่ทำให้คนดูเอาใจช่วยอย่างแท้จริง
งานภาพและเทคนิคการถ่ายทำสไตล์ยุค 70-80 : ผู้กำกับภาพ ไมเคิล จิอูลาคิส เลือกใช้เทคนิคการซูมและการใช้เลนส์แก้ความคลาดทรงกลม (Split diopters) เพื่อดึงสไตล์ภาพยนตร์อินดี้มากลายพันธุ์รวมกับหนังบล็อกบัสเตอร์สตูดิโอ สร้างความสว่างสดใสแบบย้อนยุคที่แฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว
งานสร้างสมจริงขั้นสุด : เพื่อให้ไดโนเสาร์ CGI โดดเด่น ทีมงานจึงต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้สมจริงที่สุด โดยใช้วิธีค้นหาโลเคชันในแอตแลนตา จนพบหมู่บ้าน Wisteria Gardens ที่แทบไม่เปลี่ยนไปเลยตั้งแต่ยุค 60 เพื่อจำลองเป็นแถบมิดเวสต์ในปี 1982 มีการสร้างฉากบ้านขนาดเท่าของจริงขึ้นกลางหมู่บ้าน เพียงเพื่อใช้ถ่ายทำฉากแอ็กชันขับรถพุ่งชนบ้านให้สมจริงที่สุด!
ไดโนเสาร์สมจริง ตอบโจทย์จินตนาการ: สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ในเรื่องถูกสร้างสรรค์โดยทีมงาน ILM (Industrial Light & Magic) ควบคุมโดย เจย์ คูเปอร์ พวกเขาออกแบบให้ไดโนเสาร์ไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาด แต่เป็นสัตว์ที่มีชีวิตจริงๆ โดยใส่รายละเอียดทั้งรอยแผลเป็น ฟันบิ่น และขนแบบนกสมัยใหม่ ที่น่าสนใจคือ หนังจงใจผสมไดโนเสาร์จากหลากหลายยุคเข้าด้วยกัน เพื่อตอกย้ำความลึกลับของประตูทะลุมิติ และในฉากเผชิญหน้ากับงูยักษ์ Titanoboa ทีมงานได้สร้างหุ่นจำลองขนาดเท่าของจริงให้นักแสดงได้หวาดผวากันจริงๆ กลางกองถ่าย!
เตรียมสัมผัสความระทึกขวัญแบบลืมหายใจ การเอาชีวิตรอดท่ามกลางดินแดนที่พวกเขาไม่คุ้นเคย และบทพิสูจน์ความสัมพันธ์ครอบครัวใน “The End of Oak Street - มหาภัยสุดถนนโอ๊ค” 12 สิงหาคม ในโรงภาพยนตร์และระบบ IMAX




