บทสัมภาษณ์ “ตั้ม-พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว” ผู้กำกับ “เทอม 4: สะพานขาว”

บทสัมภาษณ์ “ตั้ม-พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว” ผู้กำกับ “เทอม 4: สะพานขาว”

“ตั้ม-พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว” ผู้กำกับลายเซ็นสยองขวัญเด่นชัดจากภาพยนตร์สยองระทึกที่ล้วนประสบความสำเร็จอย่าง “พนอ 2” (2569), “พนอ” (2568), “ตีสาม คืนสาม” (2557), “ลองของ” (2548)

และยังอยู่เบื้องหลังในหลากหลายตำแหน่งทั้งผู้ช่วยผู้กำกับ, โปรดิวเซอร์, โพสต์โปรดักชันให้กับหนังไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” (2550-2558), “ขุนพันธ์ 2” (2561), “ขุนแผน ฟ้าฟื้น” (2562), “ขุนพันธ์ 3” (2566), “เสือ” (2568) ฯลฯ รวมถึงเคยเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับ “เทอม 3: ศาลล่องหน” (2567) ก่อนยกทัพผีมาจัดเต็มความสยองใน “เทอม 4: สะพานขาว” (2569)

จุดเริ่มต้นของการทำโปรเจกต์นี้

ตั้ม พุฒิพงศ์ : จริงๆ เรามีส่วนร่วมใน “เทอม 3 ตอนศาลล่องหน” มาก่อนแล้ว ตอนนั้นเป็นโปรดิวเซอร์ครับ ก็เลยได้รู้จักกับโปรเจกต์เทอมสยองนี้มาตั้งแต่ตอนนั้น พอทาง “สหมงคลฟิล์มฯ” มีโปรเจกต์ “เทอม 4” ขึ้นมา เราได้รับการทาบทามว่าสนใจที่จะทำ 1 ใน 4 เรื่องมั้ย มันชื่อตอน “สะพานขาว” อาจจะเพราะว่าแนวเรื่องและมูดแอนด์โทนมันน่าจะเหมาะกับผม เหมือนตั้งใจยกให้เราเป็นพิเศษ เราก็รู้สึกว่าน่าสนใจ ตัวเรื่องค่อนข้างที่จะตรงกับสิ่งที่ตัวเองถนัดด้วย พล็อตก็น่าสนใจ และเป็นสไตล์ที่ชอบ ที่มันไม่ได้เป็นแค่หนังผี หรือหนังสยองขวัญปกติ มันมีเรื่องของความรักด้วย ถ้าเราทำให้มันเป็นหนังรักสยองขวัญได้มันน่าจะสนุก ส่วนตัวเราเป็นคนชอบเรื่องโรแมนติกเรื่องความรักอยู่แล้ว พอฟังพล็อตก็คิดว่ามันเล่าได้หลายมิติในเรื่องนี้ ไม่ได้มีแค่สยองขวัญหรือน่ากลัวอย่างเดียว

อีกอย่างเรารู้สึกชอบโปรเจกต์นี้อยู่แล้ว ตั้งแต่ภาคแรก “มหา’ลัยสยองขวัญ” (2552) เรื่อยมาจน “เทอม 2” (2565) และ “เทอม 3” (2567) เราก็ตอบตกลงเลย เราเป็นคนเชื่อเรื่องผี ชอบฟังเรื่องเล่า ในมหา’ลัยที่ได้ยินและอยู่ในใจก็คือ “ป๊อก...ป๊อก...ครืด” ที่ดังมากในยุคเรา เรื่องราวพวกนี้มันแมสมากถ้าใครที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยมา ส่วนใหญ่ก็จะรู้จักกัน มีประสบการณ์ร่วม เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน มันเป็นเรื่องใกล้ตัวของใครหลายๆ คน แม้กระทั่งคนทำงานที่เรียนจบมาแล้ว

ตำนานที่หยิบยกมาเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของหนังเทอมสยองของสหฯ อย่างตอน “ศาลในห้องน้ำหญิง” ในภาคแรกนี่ก็น่ากลัวเลย ผมเป็นแฟนหนังเทอมอยู่แล้ว มันมีครบรสตั้งแต่ภาคแรก พอได้มีส่วนร่วมใน “เทอม 3” แล้วก็ติดใจและดีใจที่ได้เข้ามาสู่ “เทอม 4” (2569) เต็มตัว

การทำงานในโปรเจกต์นี้เหมือนหรือแตกต่างจากผลงานที่ผ่านมายังไงบ้าง

ตั้ม พุฒิพงศ์ : มันก็เป็นสไตล์ของเรา ตอนทำผลงานเรื่องก่อนๆ ที่ผ่านมา เราอยากให้คนดูรู้สึกเข้มข้นกับตัวสตอรีและในส่วนของการเล่าเรื่องความสยอง เราก็พยายามทำให้มันไปให้สุด ให้คนดูรู้สึกกลัวมันจริงๆ ด้วยความที่เราเริ่มต้นทำงานหนังไทยมา เราก็จะอยู่ในโปรเจกต์ที่แต่ละเรื่องมีแต่ความเข้มข้นทั้งนั้น มันก็น่าจะเป็นเหมือนสไตล์ที่เราค่อนข้างชัดเจน แล้วทุกคนน่าจะรู้จัก ก็เลยเลือกที่จะเล่าในมุมที่เป็นตัวเองให้ชัดที่สุด 

เรื่องราวของ “สะพานขาว”

ตั้ม พุฒิพงศ์ : เรื่องนี้มันก็จะเป็นหนังรักสยองขวัญ อันนี้ชัดเจนมาก ด้วยสตอรีมันพูดถึงคู่รัก “บอส” (รับบทโดย “เก้า จิรายุ”) และ “มายด์” (รับบทโดย “วี วิโอเลต”) ที่คบกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งในมหาวิทยาลัย เขาถูกเลือกให้เป็นดาวเป็นเดือนคู่กันมาตั้งแต่ปี 1 จนมาถึงปี 4 ความสัมพันธ์มันจะถูกพัฒนาจากคู่รักที่เพิ่งเริ่มต้นจนรักกันมาก แต่สุดท้ายทุกคนมันต้องมีปัญหาของตัวเองของคู่ใครคู่มัน แล้วทั้งสองคนก็หาทางออกให้กับปัญหาไม่ได้ มันเลยมาเชื่อมโยงกับตำนานที่เราเลือกมาเล่าอีกเส้นเรื่องหนึ่งที่เป็นตำนานเล่าขานกันมา เกี่ยวกับอดีตคู่รักคู่หนึ่งที่เคยเกิดโศกนาฏกรรมบน “สะพานขาว” ตัวละครบอสกับมายด์ที่หาทางออกให้กับปัญหาความสัมพันธ์ไม่ได้ ทำให้ทั้งคู่ต้องไปติดวนเวียนอยู่ที่สะพานขาวร่วมกับเหตุการณ์ต่างๆ และความสยองในที่แห่งนี้ มันเป็นการสะท้อนชีวิตคู่รักในยุคนี้ที่มีหลายคู่ที่เจอปัญหาทำนองนี้

ความเป็นมาของตำนานนี้

ตั้ม พุฒิพงศ์ : ตำนานเรื่อง “สะพานขาว” เป็นเรื่องดังมากในยุคหนึ่ง มันจะมีเรื่องที่พีกที่สุดก็คือเป็นเรื่องของคู่รักที่ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านสะพานขาว แล้วก็ไม่รู้ว่ามีใครเอาลวดมาขึงอยู่กลางสะพาน สองคนที่ขี่มามองไม่เห็นจึงเกิดโศกนาฏกรรม บางเรื่องเล่าบอกว่าผู้ชายเห็นและก้มหลบ แต่ผู้หญิงไม่รู้ว่ามีลวดอยู่ จนผู้ชายขี่ไปจอดที่ปั๊มถึงได้เห็นว่าผู้หญิงที่อยู่ข้างหลังหัวขาดไปแล้ว แต่บางเรื่องเล่าก็บอกว่าตายทั้งคู่ มันเป็นเรื่องเล่าที่ทุกคนจะรู้จักที่สุดสำหรับสะพานขาวแห่งนี้ หลายคนพูดกันว่ามันเป็นเรื่องจริงซึ่งเขาก็วิเคราะห์กันว่าคนที่ขึงลวดอาจจะเป็นโจรที่ต้องการขโมยทรัพย์สินก็เลยขึงลวดเพื่อให้มอเตอร์ไซค์ที่ขี่ผ่านไปมาเกิดอุบัติเหตุ

อีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนจะรู้จักกันก็คือพื้นที่บริเวณนี้เมื่อก่อนเคยเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ทางการเมือง ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเกิดเหตุการณ์การกวาดล้างจากอีกฝ่ายหนึ่ง มีการปราบปรามอย่างรุนแรงตรงบริเวณสะพานขาวแห่งนี้ เขาก็เชื่อกันว่าน่าจะมีคนตายตรงนั้นเยอะมากเลยเกิดความคิดที่ว่าไม่ควรเดินผ่าน เพราะเหมือนเป็นการลบหลู่คนที่เสียชีวิตตรงนั้น เขาก็เลยสร้างเป็นเนินดินขึ้นมาเพื่อที่จะให้คนสัญจรจะได้ไม่ไปเหยียบคนที่เสียชีวิตตรงนั้น ด้วยลักษณะพิเศษของตัวสะพานจะมีราวสะพานสีขาวทอดยาว คนก็เลยเรียกตรงนี้ว่าสะพานขาว อันนี้ก็เป็นอีกตำนานหนึ่ง

มีหลายเรื่องเล่านะครับ อีกอันที่ไปได้ยินจากตัวพื้นที่เองโดยตรงก็เล่าว่าเคยมีนักศึกษามานั่งคุยนั่งเล่นกันแถวนี้ตอนค่ำแล้วมีคนเห็นวิญญาณ ไม่ใช่แค่เฉพาะวิญญาณคู่รักแต่มีหลากหลายแบบ บ้างก็ว่ามีนางรำ มีศพไร้ญาติที่ตายอยู่ตรงนั้นปรากฏตัวให้เห็นประจำ

พอคนรู้ว่าตรงนั้นมันเป็นสะพานอาถรรพ์ บ้างก็มีความเชื่อว่าถ้าขี่มอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ต้นสะพานแล้วกลั้นหายใจได้ยาวจนถึงสุดสะพาน สามารถขออะไรก็จะเป็นจริงได้ตามที่ขอ ก็มีหลายคนลอง นักศึกษาจะสอบเข้าที่นี่ก็มีไปลองกัน

เคยมียุคหนึ่ง ถ้าสังเกตราวสะพานมันจะมีคนเอาน้ำแดง เอาเครื่องเซ่นไหว้ พวงมาลัยไปไหว้กันเยอะมาก  บริเวณโดยรอบตรงนั้นเมื่อก่อนมันจะค่อนข้างเปลี่ยว เป็นป่าและมืด คนที่สัญจรไปมาก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุตรงนั้นได้ บริเวณใกล้ๆ กันก็ยังมีเรื่องเล่าที่คนในพื้นที่บอกว่ามีเสาวิทยุสูงๆ และมีคนเคยขึ้นไปผูกคอตายบนนั้น มันก็ยิ่งทำให้บริเวณนั้นมีเรื่องเล่าเพิ่มขึ้นไปอีก หลังๆ มามีการปรับปรุงพื้นที่ เพิ่มความสว่าง มีเสาไฟ มีการปรับปรุงให้มันดูไม่น่ากลัวเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังมีคนเห็นอะไรแปลกๆ เห็นวิญญาณ หรืออะไรแปลกๆ อยู่ตลอดเวลาตรงบริเวณนั้น

ภาพสะพานของจริง มันไม่ใช่สะพานอย่างที่ทุกคนคิด มันไม่ใช่สะพานที่โค้งๆ ข้ามน้ำหรือข้ามอะไร มันเป็นถนนที่เป็นเนินดินสูงยกระดับขึ้นมา มีทางตรงและโค้งหายไป ที่คนเรียกกันว่าสะพานขาวเพราะว่ามันมีราวสะพานที่ยาวทาด้วยสีขาว เป็นแลนด์มาร์กของตรงนั้นที่ใครเห็นก็จะรู้ว่าอันนี้คือสะพานขาว ทุกวันนี้ตอนกลางคืนก็ยังน่ากลัวอยู่ ถ้าไม่มีรถวิ่งผ่าน ถึงจะมีไฟสว่างก็ค่อนข้างน่ากลัว เพราะมันเป็นที่เปลี่ยว สองข้างทางเป็นต้นไม้เรียงรางซ้ายขวาตลอดข้างทาง สะพานยาวเป็นกิโล

มีส่วนในการปรับบทให้เป็นลายเซ็นตัวเองมากน้อยแค่ไหน   

ตั้ม พุฒิพงศ์ : ตอนเริ่มแรกที่ได้โครงเรื่องมาก็มีบางจุดที่เรารู้สึกว่าอยากเพิ่มเติม เพราะว่าอย่างที่บอกว่าเราตั้งใจให้หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังรักสยองขวัญ ในความเป็นหนังผีมันมีความน่ากลัวและสยองขวัญมาตั้งแต่แรกแล้วละ แต่เราอยากให้มีเส้นเรื่องของความรักเพิ่มมากกว่าเดิมเลยมีการเข้าไปช่วยปรับ ก็คุยกับทีมเขียนบท มีการเติมประเด็นบางอย่างให้มันรู้สึกว่ามันเรื่องมันกลมมากขึ้น รวมถึงไดเรกชันความน่ากลัวของผี มีการพัฒนาบทกันมาเรื่อยๆ ใน “เทอม 4” แต่ละเรื่องยาวประมาณ 30 นาที เราต้องทำยังไงให้เรื่องได้ครบตามสิ่งที่เราต้องการ สนุกเข้มข้นแล้วก็เข้าใจ เลยใช้เวลากับบทค่อนข้างนาน หลายร่างกว่าจะเป็นตัวที่ใช้ถ่ายทำ

พูดถึงตัวละครหลัก

ตั้ม พุฒิพงศ์ : ตัวละครหลักในตอนนี้จะมี 2 คน เป็นคู่รักหนุ่มสาว ผู้ชายชื่อ “บอส” รับบทโดย “เก้า จิรายุ” จะเป็นเด็กวิศวะที่เรียนอยู่ปี 4 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคอีสาน แล้วก็เป็นคู่รักกับ “มายด์” รับบทโดย “วี วิโอเลต” บอสเป็นเดือนคณะ มายด์ก็เป็นดาวคณะ ในสายตาเพื่อนๆ ก็ยอมรับในความเหมาะสมกัน แล้วเขาก็รักกันจริงๆ มาตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4

บอสจะเป็นเด็กผู้ชายที่รักผู้หญิงคนหนึ่งมากๆ และยอมตามใจแฟนตัวเองมากโดยที่อาจจะมีบางอย่างที่รู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร แต่เขาก็เลือกที่จะเก็บไว้ ไม่เคยพูดออกไป เพราะว่าจะถนอมน้ำใจผู้หญิงที่ตัวเองรัก

ส่วนมายด์ก็จะเป็นเด็กวิศวะเหมือนกัน เป็นเด็กสาวที่ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเอง ทุ่มเทให้กับความรัก 100% ด้วยความเป็นผู้หญิง มีความต้องการความรักจากตัวผู้ชาย เขาทุ่มเทความรักให้กับบอสมาก จนบางครั้งมันทำให้ตัวผู้ชายอึดอัด รู้สึกไม่มีช่องว่างให้กันและกัน

แต่ด้วยความที่เขารักกันมากก็เลยมาพยายามประคับคองความสัมพันธ์มาตั้งแต่ปี 1 จนปี 4 แต่ก็มีจุดที่ทำให้รู้สึกว่ามันมีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างกันและกันที่มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาหาทางออกให้กับปัญหานี้ไม่ได้ แต่เขาดันไปบอกเลิกกันบนสะพานขาว เลยโดนอาถรรพ์ที่วนเวียนอยู่บนสะพานเล่นงาน ทั้งสองคนเลยต้องหาทางเอาตัวเองออกจากอาถรรพ์นี้ให้ได้

ทำไมถึงเลือกคู่รักจริง “เก้า จิรายุ” กับ “วี วิโอเลต” มาแสดงเรื่องนี้

ตั้ม พุฒิพงศ์ : มันเป็นความยากและเป็นโจทย์แรกของเราเลย เราต้องทำยังไงให้คนดูเชื่อว่าตัว “บอส” และ “มายด์” เป็นคู่รักกันจริงๆ เดิมทีแคสต์แรกเราได้ “เก้า จิรายุ” มาก่อน ที่นึกถึงเก้าเพราะในตำนานที่เป็นเรื่องเล่า เรารู้มาว่าผู้ชายเป็นเด็กวิศวะ ทีนี้นักแสดงที่จะมาเป็นเด็กวิศวะปี 4 เราก็มองว่าใครที่ดูมีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่น โดยที่ไม่ต้องแสดงอะไรมาก แล้วเก้าคือครบ มีความเท่ มีความเป็นผู้ชายซึนๆ มีความเข้าใจแต่นิ่งๆ ตอนนี้เขาเป็นนักร้องนำ “วงเรโทรสเปกต์” (Retrospect ) ยิ่งรู้สึกว่ามีความเท่ ผู้หญิงกรี๊ดเขาเยอะ ผู้ชายแบบนี้แหละที่จะเป็นบอสได้

พอเราได้บอส แล้วใครจะมาเป็นมายด์ เราคิดนานอยู่พอสมควร ระหว่างนั้นก็มีหลายคนในใจ แต่อย่างที่บอกว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นหนังรักสยองขวัญ เริ่มต้นเรื่องมันบอกเลยว่านี่คือคู่รัก แล้วทำไงให้รู้สึกว่ามันเป็นโดยที่ไม่ต้องมาเล่ามาปูเรื่องเยอะ คนดูแล้วอินเลย ทำไมเราไม่ลองเอาคู่รักจริงๆ มาเล่นเลยล่ะ ก็เลยนึกถึง “วี วิโอเลต” ขึ้นมา

มันเป็นโจทย์ที่น่าสนใจ ถ้าเราได้คู่รักจริงๆ มาเล่นในตอนนี้ แล้วให้เขามาเจอกับสถานการณ์ที่ตัวละครมันต้องเจอ เขาจะหลุดออกจากความสัมพันธ์ที่มันกำลังมีปัญหาอยู่ยังไง เราโยนสถานการณ์ที่เขาต้องทะเลาะกัน เราอยากเห็นการแก้ปัญหาของเขาและการตีความ อาจจะมีมุมมองบางอย่างที่คู่รักตัวจริงให้เราได้ ทำให้เรามีความมั่นใจในตัวบทมากขึ้น อีกอย่างคือมันน่าจะทำให้คนดูได้ง่ายขึ้น แล้วก็เอาใจช่วยได้ง่ายขึ้น

คู่รักตัวจริงก็ต้องไปเวิร์กชอปด้วย

ตั้ม พุฒิพงศ์ : เราไม่สงสัยในมุมเรื่องความรักของทั้งคู่อยู่แล้ว เพราะเรารู้ว่าสองคนรักกันมาก เราเชื่อ 100% เลยว่าสองคนนี้รักกันจริง เพราะตอนเวิร์กชอปเขาจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ใครกินข้าว คนหนึ่งก็จะมองหาอีกคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งไปถ่ายรูป อีกคนก็จะอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา สองคนนี้เขามีความใกล้ชิดกันมาก

แต่ด้วยสถานการณ์ในบท มันพูดถึงคู่รักที่รักกันมากแต่กำลังมีปัญหากัน เราก็เลยรู้สึกว่ามันจำเป็นต้องเวิร์กชอปคู่นี้ เพราะว่าในใจเรามันมีความกลัว เขาเล่นแล้วเขาจะทะเลาะกันจริงไหม เลยต้องทดสอบก่อนเพื่อทำความเข้าใจกันว่านี่คือ “บอส” นี่คือ “มายด์” แล้วเราก็อยากเห็นรีแอ็กชันของสองคนนี้ ว่าเมื่อต้องมาทะเลาะกันมันจะเป็นยังไง ตีความได้ตรงกับตัวละครมั้ย ยกตัวอย่างซีนที่ต้องให้ทะเลาะกัน แล้วซ้อนมอเตอร์ไซค์  “วี” เขาต้องเกาะเอว “เก้า” แอ็กติงโคชก็จะไปบรีฟให้รู้สึกว่าที่เค้ากอด เราไม่ชอบเลย เราไม่อยากยุ่ง พอพูดปุ๊บ วีไม่ยอม วีบอกไม่ได้ เขาอินกันมากจริง

เรารู้สึกว่าพอถึงซีนที่มันมีปัญหา เราว่าสองคนนี้จะพาเราไปสู่จุดนั้นได้ เวลาเค้ารู้สึกเสียใจ หรือรู้สึกว่าความสัมพันธ์มันจะต้องห่างกันนะ มันไม่ต้องบิลด์อะไรมาก วีจะรู้สึกทันที นับไม่ทันถึง 5 วินาที น้ำตาไหลแล้ว อย่างเก้าก็แสดงออกสีหน้าชัดมาก การไปเวิร์กชอปมันทำให้เขาได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจ เราเห็นว่าคู่รักจริงๆ จะเล่นออกมาเป็นแบบไหน บางทีก็มีคิดในใจว่าเราจะทำให้เขาทะเลาะกันไหมนะ แต่ก็มีการพูดคุยกันแล้ว เขาบอกไม่เป็นไร ไม่มีปัญหา เขาก็ยังรักกันเหมือนเดิม

ความน่ารักของคู่นี้ในบรรยากาศสยองขวัญ

ตั้ม พุฒิพงศ์ : น่ารักดีครับ เวลาอยู่ในกองสองคนนี้เขาก็จะคอยดูแลกันตลอดเวลา ตั้งแต่มาถึงที่กองถ่าย กินข้าว แต่งตัว แต่งหน้า เขาจะอยู่ด้วยกันตลอด ถ้าตอนไหนเรียกนักแสดงเข้าเซต เรียก “วี” คนเดียวก่อน “เก้า” เขาก็จะเดินมาด้วย จะมาคอยดูละว่าทำอะไร หรือบางทีเรียกเก้ามาเข้าฉาก วีก็จะมานั่งดูที่มอนิเตอร์ คอยอยู่ตรงนั้นเขาดูแลกันตลอดเวลา เขาช่วยกันเป็นตัวละครให้กันและกัน เวลาเข้าฉากซีนอารมณ์ของวี เก้าก็จะอยู่ข้างๆ คอยแนะนำแล้วก็คอยส่งอารมณ์ให้ พอเป็นคิวเก้าบ้าง วีเขาก็จะอยู่ช่วย

บางทีเป็นซีนที่ต้องทะเลาะกันในเรื่อง เขาจะกอดกันก่อน เหมือนประมาณว่าเฮ้ย...อันนี้การแสดงนะ แต่เรารักกันอยู่นะ เรากอดกันให้กำลังใจกันนะ พอสุดท้ายพอถึงเวลาถ่ายฉากทะเลาะก็ทะเลาะกันจนสุด พอสั่งคัต เขาก็กอดกัน จับมือกัน ปลอบกันเอง เราเข้าใจได้เลยว่าคู่นี้เขาดูแลกันเป็นอย่างดี มีความน่ารัก อย่างในซีนที่จะต้องแอ็กชันล้มลุกคลุกคลาน มันดีมากเลยตรงที่พอเขาอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ฉากที่เรารู้สึกว่ามันยาก มันกลายเป็นผ่านไปด้วยดี เพราะเขาดูแลกัน

ในขณะเดียวกัน เขาก็จะแหย่กัน แกล้งกันเองด้วย คนที่จะแหย่มากสุดก็คือเก้า ชอบแกล้งวี อันนี้ก็เป็นความธรรมชาติของเขาที่จะอิมโพรไวส์ในบางซีน อารมณ์ที่ได้ในหนังก็จะมีความเป็นธรรมชาติมากสำหรับคู่นี้

เรื่องนี้ลงพื้นที่ถ่ายทำในสถานที่เกิดเหตุจริงเลย

ตั้ม พุฒิพงศ์ : พอรู้ว่าต้องทำเรื่อง “สะพานขาว” เรามุ่งหน้าไปที่สะพานขาวของจริงเลย เพราะอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง ตำนานที่เราได้ยินมามันจะน่ากลัวขนาดไหน ตอนนั้นด้วยปัจจัยหลายอย่าง เราพยายามลองหาโลเคชันมาทดแทนของจริงเพื่อหลอกถ่ายที่อื่นแทน เราหาอยู่หลายที่ใกล้กรุงเทพฯ แต่สุดท้ายแล้วมันไม่มีที่ไหนเหมือน เพราะว่ามันเป็นแลนด์มาร์กที่ใครเห็นก็รู้ว่าเนี่ยคือสะพานขาว มันไม่มีที่ไหนเหมือน เราจะสร้างราวสะพานปลอมก็ยาก จะเป็น CG เขียนทั้งหมดก็ลำบาก

สุดท้ายเราเลยต้องใช้สถานที่จริง มีการติดต่อขอถ่ายทำในพื้นที่ของมหา’ลัย ซึ่งทางมหา’ลัยตอบรับทันที ทีมงานดีใจมากเพราะว่าเราจะได้ใช้ที่จริง มาเอ๊ะ...ตอนก่อนถึงวันถ่ายทำ ไปยืนที่สะพานแล้วก็คิดว่านี่ที่เกิดเหตุจริง ที่นี่มีตำนานของจริง แย่ละ มันจะมีอะไรมั้ยนะ เราก็มีการไหว้ขออนุญาต ขอขมาตรงพื้นที่ก่อนถ่ายทำเพื่อให้ทีมงานและนักแสดงสบายใจ เพราะวันแรกพอเห็นที่จริงทุกคนก็กลัวเหมือนกัน เพราะถ่ายกลางคืนในสถานที่จริง บริเวณรอบๆ ก็น่ากลัว บรรยากาศมันใช่เลย

ที่ตลกก็คืออุปสรรคของงานนี้กลับไม่ใช่เรื่องลี้ลับ หรือการทำงานที่เราต้องปิดถนนถ่าย แต่จังหวะที่เราไปถ่าย เขากำลังมีงานคล้ายเกษตรแฟร์ มีฉลองปาร์ตี้ปีใหม่ย้อนหลัง มีงานฟุตบอล เรื่องของเสียงที่ดังเข้ามาทำให้เราลืมเรื่องความน่ากลัวตรงนั้นไปเลย

มีใครเจอเหตุการณ์ผิดปกติอะไรบ้างไหม

ตั้ม พุฒิพงศ์ : มี ก็คือน้องที่พาไปด้วยที่เป็น Magic Director ก็คือ “ขึก” (สิทธิชัย สิงหฬ) เป็นคนที่เราให้มาช่วยดูเรื่องการไหว้ตั้งโต๊ะเป็นทางการเพื่อขออนุญาต ขึกมาบอกว่าก็มีเห็นแหละ แต่เขาก็ไม่ได้มาทำอะไร เขาอนุญาตให้เราถ่าย เขามาดูเฉยๆ แต่เราก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง เพราะว่าเดี๋ยวจะกลัวกัน อันนี้คือเป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะ

นักแสดงกลัวกันไหม

ตั้ม พุฒิพงศ์ : “เก้า” กับ “วี” ไม่ค่อยกลัวนะ “ขึก” เขามาช่วยทำพิธีให้ ตอนแรกวีจะไม่ทำ แต่พอเห็นเก้าทำ วีเลยทำด้วย คู่นี้เขาน่าเอ็นดู แต่นักแสดงเราอีกคนคือ “เกรซ” (บุศรินทร์ วงศ์ลีลนนท์) ก็ค่อนข้างกลัว เขาน่าจะเคยได้ยินตำนานมาก่อนแล้ว พอวันแรกที่น้องมาถ่าย มันมืดและเปลี่ยวจริง เกรซเขาก็กลัว แล้วเขาต้องมาเล่นเป็นผีที่อยู่ที่สะพานนั้น เขาเลยยิ่งกลัวไปใหญ่  

การทำงานเรื่องนี้หินมาก มีทั้งริกรถ สถานการณ์อยู่บนรถมอเตอร์ไซค์เยอะมาก

ตั้ม พุฒิพงศ์ : ความยากของตอนนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ “สหมงคลฟิล์มฯ” ตั้งใจเลือกให้เรามาทำ นอกจากเรื่องของสยองขวัญ เรื่องความน่ากลัวของผีบน “สะพานขาว” เรื่องเทคนิคในการถ่ายทำก็ค่อนข้างยาก เพราะตำนานเรื่องเล่ามันเป็นเรื่องของมอเตอร์ไซค์คู่รักที่ขี่บนสะพานขาว จำลองการเกิดอุบัติเหตุทั้งของในตำนาน และคู่รักในปัจจุบัน “มายด์” และ “บอส” เขาก็ใช้มอเตอร์ไซค์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นความยากมันคือต้องมีการริกรถ เพราะว่ามันมีซีนที่ต้องเจอผีในระหว่างที่ขี่มอเตอร์ไซค์ด้วย มีโมเมนต์ดราม่าบนมอเตอร์ไซค์ มันเลยค่อนข้างยากในเรื่องของเทคนิคการถ่ายทำ จริงๆ เทคนิคพวกนี้เราถ่ายมาเยอะแล้ว แต่การเซตอัปแต่ละทีเราต้องไปตั้งต้นใหม่ สะพานยาวๆ มันมีไฟอยู่ฝั่งเดียว เราก็ต้องไปวนมาใหม่เพื่อให้ทิศทางของแสงมันมาทางเดียวกัน วนอยู่บนสะพานตลอดเวลา ไหนจะฉากที่มอเตอร์ไซค์ต้องคว่ำหลายครั้งด้วย คิวแอ็กชัน คิวที่ต้องขึงลวดจริง และที่สำคัญคือเขาขี่กันเอง พุ่งเข้าหาลวดที่ขวางอยู่ตรงหน้าจริง ความปลอดภัยในการทำงานต้องเซฟตี้ที่สุดเพื่อให้นักแสดงเราปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็ต้องได้ภาพที่หวาดเสียวสุดเช่นกัน

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของมหา’ลัยหนึ่งในภาคอีสาน บทพูดมีความเป็นอีสานมากน้อยแค่ไหน

ตั้ม พุฒิพงศ์ : มีใส่ไปนิดนึง แต่ไม่ได้คุยเป็นอีสานขนาดนั้น โจทย์มันบอกอยู่ละว่า “เทอม 4” เป็นเรื่องเล่าของมหาวิทยาลัยจากภาคไหน ในตอน “สะพานขาว” ก็มีนักแสดงร่วมคุยกันเป็นอีสานผสมภาคกลาง เพราะเด็กในมหา’ลัยก็ไม่ใช่ทุกคนมาจากอีสานหมด และก็มีความเป็นอีสานเมืองหน่อย แต่แลนด์มาร์กมันค่อนข้างชัด ได้เปรียบตรงที่เราไปถ่ายสถานที่จริงด้วย มันก็เลยมีความนึกถึงได้ง่าย

พูดถึง “เกรช บุศรินทร์” นักแสดงอีกคนในเรื่องนี้

ตั้ม พุฒิพงศ์ : พอบทมันถูกปรับให้ตัวผีมีสตอรีของเขาเอง ถึงจะไม่ได้มีพื้นที่ในหนังเยอะ แต่ด้วยตัวแบ็กกราวนด์มันต้องเป็นนักแสดงที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดี เรารู้จัก “น้องเกรซ” (บุศรินทร์ วงศ์ลีลนนท์) มาตั้งแต่เป็นนางแบบ เป็นอดีตมิสทีนไทยแลนด์ เคยเป็นนักแสดงช่อง 7 ทีนี้เราก็ได้มีโอกาสไปเห็นภาพน้องจากซีรีส์เรื่องหนึ่งที่เขาเล่นล่าสุด วันนั้นเขาไม่ได้แต่งหน้าอะไรมาก เออ…มันมีเสน่ห์ น่าจะสามารถ

ถ่ายทอดอะไรบางอย่างได้ คาแร็กเตอร์เวลาเขานิ่งๆ ก็น่าสนใจ และการดีไซน์ผีในเรื่องนี้ถึงส่วนหนึ่งของใบหน้าจะถูกตัดขาดไปแล้ว แต่แววตามันยังมีความรู้สึก เราก็คิดว่าถ้าได้เกรซมาเล่นก็น่าจะดี

คาแร็กเตอร์นี้เรามีดีไซน์ให้มันดูน่ากลัวและดูรุนแรง จุดสำคัญในความน่ากลัวของตำนาน “สะพานขาว” ก็คือมอเตอร์ไซค์พุ่งชนเส้นลวดที่ขวางอยู่แล้วหัวขาดเลย มันต้องดูแรงเพื่อไม่ให้ธรรมดา เราก็ดีไซน์ว่าผู้ชายขาดครึ่งหน้าเพราะหลบไม่ทัน ในขณะที่ผู้หญิงกำลังนั่งซบไหล่ผู้ชาย เอียงหัวอยู่ หัวเลยไม่ขาดหลุดไป การดีไซน์แบบนี้ผีก็ยังสามารถที่จะแสดงอารมณ์ได้ ตอนลองทำฟิตติง ภาพที่ได้มันก็ต่างออกไปจากสิ่งที่เราเคยเห็น โปรดิวเซอร์ก็บอกโหดดี

ตอนแรกก็ไม่คิดว่าน้องเขาจะเล่น ดูบทแล้วมันไม่ค่อยมีอะไร แต่น้องสนใจอยากเล่นหนัง เหมือนเขาได้ Challenge ตัวเองด้วย ถึงเขาจะเคยเล่นแอ็กชันมา แต่มีเมกอัปแบบนี้ เขาก็ยังไม่เคยเล่น เขาสนใจที่อยากลองเล่นหนัง นี่ก็ถือว่าเป็นหนังเรื่องแรกของน้องด้วย ต้องยอมรับว่าน้องมีสปิริตสูงมาก ต้องแต่งเมกอัปเอฟเฟกต์เยอะมาก ต้องใช้ความอดทนสูง และเขาก็แสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างที่เราต้องการ

มาทำหนังผีมหา’ลัยแล้วส่วนตัวเคยเจอบ้างไหม

ตั้ม พุฒิพงศ์ : เคยเจอนะ เลยเชื่อเรื่องนี้มาตลอด ยิ่งทำหนังมาเยอะ มีข้อมูลมาเยอะด้วย รู้ว่ามีอยู่จริง ตอนเรียนมหา’ลัยก็เจอ เราไปรับน้องที่สวนผึ้งราชบุรี กลางคืนจะมีกิจกรรม พอดีว่ามีเพื่อนเขาไม่สบาย เขานอนอยู่ที่บ้านพักคนเดียว เราก็เดินเอายาไปให้เพื่อนจากอาคารที่กำลังรับน้องไปบ้านพัก ระหว่างทางมันก็เป็นป่า มีต้นหญ้าสูง จังหวะที่ต้องเลี้ยวไปบ้านพัก มันเป็นทางสามแพร่ง เจอเลยเป็นผู้ชายยืนอยู่ตรงพงหญ้า เขายืนมองเรานิ่ง เรารู้ละว่าไม่ใช่คนแน่นอน ก็พยายามก้มหน้าเดินเพื่อให้พ้นระยะสายตา แต่เขาก็โผล่มาอีกมาอยู่ข้างๆ เหมือนเดิม แต่เราไม่กล้าวิ่ง เพราะถ้าเราวิ่งแล้วเขาวิ่งตามคงจะหลอนมาก ระหว่างทางโผล่มาตลอดทางเลย ยืนนิ่งๆ แต่ไม่คุกคามเรา ตอนนั้นเราน้ำตาไหลแล้ว พอถึงศาลาที่มันเริ่มมีไฟมีคน เรากล้าวิ่งละ เพราะคนเยอะวิ่งไปก็ร้องไห้น้ำตาไหล เพื่อนก็ถามว่าเป็นอะไร เราก็บอกว่าเจอแบบนี้มา ขากลับก็ต้องกลับทางเดิม แต่ไม่เจอแล้วเพราะมีเพื่อนเดินกลับเป็นสิบคน

อีกครั้งหนึ่งคือจีพีเอสมันพาไปเจอ ตอนนั้นไปต่างจังหวัด มีน้องผู้หญิงขับรถ จีพีเอสมันก็ให้เราไปทางลัด จากซอยกว้างๆ มีบ้านคนอยู่ซ้ายขวาเนี่ย พอไปเรื่อยๆ มันเริ่มแคบลง บ้านคนหายเริ่มเป็นต้นไม้สองข้างทาง มืดหมดเลย จังหวะหนึ่งเราเห็นมีบ้านคนอยู่ขวามือ พอมองไปไกลๆ จะเห็นผู้ชายยืนจับจักรยานอยู่ มีหมาเต็มเลยข้างตัวเขา เลยบอกน้องว่าเดี๋ยวจอดถามลุงเขาว่าทางนี้มันออกไปถนนใหญ่ได้ไหม พอใกล้ๆ จุดที่ผมเห็นลุง น้องก็ไม่จอดขับผ่านเลยไปเลย เราก็ถามว่าเมื่อกี้ทำไมไม่จอดถามลุง น้องก็ถามว่าลุงไหน เห็นแต่หมาไม่เห็นลุง เราบอกก็ขับผ่านหน้าเลย เขาอยู่ข้างรถเลย น้องบอกไม่มี เป็นที่มาของจีพีเอสพาเราไปเจอผี

เราจะได้เห็นอะไรบ้างจากตอนนี้

ตั้ม พุฒิพงศ์ : ยังไงมันก็ต้องเป็นหนังสยองขวัญ มันมีความน่ากลัว ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องของความรัก สิ่งที่เราพยายามจะพูดถึงให้เห็นอีกมุมนึงของความรักความสัมพันธ์ที่หลายคนต้องเจอ มีมุมมองบางอย่างให้ได้คิด การวนลูป การที่ไปต่อไม่ได้ มันก็มีวิธีของมัน อาจจะเจ็บปวด อาจจะต้องทำใจ การต้องทิ้งอะไรบางอย่างเพื่อให้ตัวเองได้หลุดพ้นไป

และยังรับประกันว่าความน่ากลัว ความสยอง ยังคงมีอยู่เต็มๆ แน่นอน ยังมีสไตล์ความหนักมืออยู่ในซีนสยองขวัญ แต่ว่าจะต่างจากงานที่เคยทำมา เพราะว่าส่วนใหญ่ที่ทำมามันจะเป็นเรื่องไสยศาสตร์ สยองขวัญค่อนข้างโหด เรื่องนี้จะไปทางผีมากกว่าแต่ว่าความเข้มข้น เรื่องอารมณ์ เรื่องสถานที่ จะต้องเจอความแรง การตาย มันเป็นสไตล์ยังไงก็จะได้เห็นอยู่แล้ว เราจะไม่เบามือในการที่จะทำอะไรแบบนี้

นอกจากตอนที่รับผิดชอบแล้ว ยังอยู่เบื้องหลังงานโพสต์โปรดักชันของทุกเรื่องใน “เทอม 4” ด้วย

ตั้ม พุฒิพงศ์ : กับ “เทอม 4” จะมีด้วยกัน 4 เรื่อง 4 ตอนสยองขวัญ แต่ละเรื่องจะมีความยาวอยู่ราวๆ 30 นาที ตัวโครงสร้างเรื่องในหนังแต่ละตอนถึงจะสั้นแต่ก็มีจุดพีก จุดคลี่คลาย หรือการเล่าเรื่องในแต่ละตอนของมันเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว แต่การเอาเรื่อง 4 เรื่องมาต่อกัน เราต้องไม่ทำให้คนดูรู้สึกตกท้องช้าง ต้องไม่ทิ้งให้คนดูเบื่อตอนใดตอนหนึ่ง ฉะนั้นในการทำหนัง 30 นาที มันจะแผ่วไม่ได้เลย ต้องทำให้คนดูได้ติดตามตลอดเวลา มีความเข้มข้นในเวลาอันจำกัด 4 เรื่องนี้คัดมาแล้วว่าแต่ละเรื่องสุดจริงในทางสยองขวัญ 4 ผู้กำกับ 4 สไตล์ ผู้ชมอาจจะชอบแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่า 4 ตอนนี้จะเป็นรสชาติที่อร่อยทุกจานแน่นอน

สำหรับแฟนคลับหนังเทอมสยองต่างๆ ของ “สหมงคลฟิล์มฯ” เรื่อง “เทอม 4” นี้ก็จะมีความเข้มข้นของ 4 เรื่องราวที่เป็นตำนานเรื่องเล่าของมหาวิทยาลัยที่ทุกคนรู้จัก แล้วก็มีความน่ากลัว ความสยองขวัญที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม ฝากทุกคนให้ไปดู ใครที่เฝ้ารอ “เทอม 4” มาแล้ว มาแน่ 28 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

บทสัมภาษณ์ “ตั้ม-พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว” ผู้กำกับ “เทอม 4: สะพานขาว”