ท่านผู้นำชวนคุย!! บทสัมภาษณ์ คาร์ล เออร์บัน และ แอนโตนี สตาร์ สองนักแสดงนำจากซีรีส์ “The Boys ซีซันสุดท้าย”

ท่านผู้นำชวนคุย!! บทสัมภาษณ์ คาร์ล เออร์บัน และ แอนโตนี สตาร์ สองนักแสดงนำจากซีรีส์ “The Boys ซีซันสุดท้าย”

จุดจบเริ่มต้นขึ้นแล้ว!! ถึงเวลาที่แฟน ๆ จะได้ร่วมเป็นพยานในศึกตัดสินในซีซันสุดท้ายซีรีส์ “The Boys ก๊วนหนุ่มซ่าล่าซูเปอร์ฮีโร่” สานต่อเรื่องราวจากซีซันที่ 4 เมื่อทั้งโลกตกอยู่ในอำนาจมืดและความบ้าคลั่งที่คาดเดาไม่ได้ของ โฮมแลนเดอร์ ซูปจอมเผด็จการอย่างสมบูรณ์ ก๊วนหนุ่มซ่า ที่ประกอบด้วย ฮิวอี้, เอ็มเอ็ม และ เฟรนชี่ ถูกจับกุมตัวไว้ใน Freedom Camp ส่วน แอนนี่ ก็ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรวบรวมแนวร่วมต่อกรกับกองทัพซูเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังเหนือกว่า ในขณะที่ คิมิโกะ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่แล้วเมื่อ บุตเชอร์ กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง พร้อมกับแผนการที่จะใช้ไวรัสล้างบางพวกซูเปอร์ฮีโร่ให้หมดสิ้นไปจากโลก เขาได้จุดชนวนเหตุการณ์ลูกโซ่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกและทุกคนไปตลอดกาล จนกลายเป็นจุดพลิกสำคัญของเรื่องราว เตรียมพบกับเหตุการครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้เลย

หลังสัมผัสความเดือดเลือดสาดขั้นสุดแบบจุก ๆ ไปแล้วถึงสองตอน ก่อนที่แฟน ๆ จะได้พบกับบทสรุปอีก 6 ตอนที่เหลือ MiX Magazine ขอนำบทสัมภาษณ์ของสองนักแสดงนำ คาร์ล เออร์บัน ผู้รับบท บุตเชอร์ และ แอนโตนี สตาร์ ผู้รับบท โฮมแลนเดอร์ มาฝากให้ทุกคนได้เตรียมความพร้อมรับความมันส์ที่กำลังจะตามมากันได้เลย

ช่วยเล่าถึงความเชื่อมโยงระหว่าง บุตเชอร์ และ โฮมแลนเดอร์ ให้ฟังหน่อยได้ไหม?

คาร์ล เออร์บัน: หนึ่งในเทคนิคที่ชาญฉลาดที่สุดที่ อีริก คริปเก ใช้ในการเขียนตัวละครเหล่านี้ คือการทำให้พวกเขาสามารถเป็นได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน คุณสามารถเห็นตัวละครที่เป็นเหมือนวายร้ายทำสิ่งที่ดี ขณะเดียวกันก็มีแอนตี้ฮีโร่หรือฮีโร่แบบดั้งเดิมที่กลับทำสิ่งที่ไม่ดี ซีรีส์เรื่องนี้มักจะพูดถึงการตัดสินใจระหว่างสิ่งที่ถูกและผิดมาโดยตลอด ผมคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการที่ แอนโตนี และผมได้รับเลือกมาแสดง เพราะเรารู้จักกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว

แอนโตนี สตาร์: ซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่จำนวนมากมักมีโครงสร้างที่ตัวละครอยู่คนละขั้ว มีฝ่ายดีและฝ่ายร้าย นี่คือกลไกหลักของเรื่องในหลายแง่มุม จะไม่มี The Boys หากไม่มี บุตเชอร์ และภารกิจล้างแค้นของเขา และจะไม่มีภารกิจล้างแค้นหากไม่มี โฮมแลนเดอร์ ในฐานะตัวร้ายหลัก ระหว่างทั้งสองคนมีความเชื่อมโยงบางอย่างที่แปลกประหลาด และมีความเคารพกันในระดับหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละซีซั่น

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดทั้งซีรีส์ มีช่วงเวลาไหนบ้างที่โดดเด่นสำหรับ โฮมแลนเดอร์ และ บุตเชอร์?

คาร์ล เออร์บัน: สำหรับผมความสัมพันธ์ระหว่าง ไรอัน และ บุตเชอร์ น่าสนใจ เพราะมันผลักดันให้ บุตเชอร์ เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เขาไม่พร้อมจะรับมือ นั่นคือการเป็นเหมือนพ่อคนหนึ่ง ทั้งที่ตัวอย่างของพ่อที่เขาเคยมีคือพ่อที่ใช้ความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ คาเมรอน โครเวตติ ทำได้ยอดเยี่ยมมาก เขาถ่ายทอดความเปราะบางและความเจ็บปวดได้อย่างงดงาม และต่อมาก็ถ่ายทอดความสับสนแบบวัยรุ่นได้อย่างดี

แอนโตนี สตาร์: มันไม่ใช่แค่ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง แต่เป็นความสัมพันธ์แบบสามเส้าระหว่าง บุตเชอร์, โฮมแลนเดอร์ และ ไรอัน ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อจิตวิญญาณของเด็กคนนี้ว่าเขาจะไปสู่ด้านมืดหรือด้านสว่าง

ตอนที่คุณเริ่มต้นในซีซั่นแรก คุณมองตัวละครของคุณไว้อย่างไร และมุมมองนั้นเปลี่ยนไปมากแค่ไหนจนถึงซีซั่นสุดท้าย?

คาร์ล เออร์บัน: ภาพของ บุตเชอร์ ที่ผมได้รับตอนแรก คือคนที่จมอยู่กับการแก้แค้นและความหมกมุ่น มีแรงขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวคือการฆ่า โฮมแลนเดอร์ จากนั้นก็มีจุดเปลี่ยนในซีซั่นสาม เมื่อ บุตเชอร์ ตระหนักว่า แม้เขาจะกำจัด โฮมแลนเดอร์ ได้ โครงสร้างของ Vought ก็ยังคงอยู่ และจะมีคนอื่นเข้ามาแทนที่ ดังนั้นมันจึงขยายไปสู่ประเด็นด้านศีลธรรมและจริยธรรมที่กว้างขึ้น บุตเชอร์ ต้องการกำจัดซูปทั้งหมด เพราะพลังของซูเปอร์ฮีโร่ในระดับนั้นคือภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ

ขอบเขตของเป้าหมายของ บุตเชอร์ จึงขยายขึ้นตลอดทั้งเรื่อง ผมรู้สึกว่าเมื่อเรื่องดำเนินไป ตัวละครมีมิติมากขึ้น ซีรีส์นี้ทำงานได้ดีในเชิงเสียดสี มันสะท้อนสังคมและตั้งคำถามว่า นี่คือสิ่งที่เราเป็นอยู่หรือไม่ และนี่คือสิ่งที่เราอยากเป็นหรือเปล่า หน้าที่ของเราไม่ใช่การให้คำตอบหรือสั่งสอน ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดซีรีส์เรื่องนี้ ตราบใดที่มันทำให้เกิดการพูดคุย ก็จะนำไปสู่การตระหนักรู้ในตัวเอง

แอนโตนี สตาร์: ตอนรับงานนี้ ผมแทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย เพราะได้อ่านแค่ตอนแรก และมีตัวละครผมอยู่แค่สองฉาก มันคือภาพของคนที่ภายนอกดูเป็นคนดีมากในที่ประชุมทีม แล้วก็ไปยิงเลเซอร์ทำลายเครื่องบินครึ่งลำทั้งที่มีเด็กอยู่ในนั้น ผมเข้าใจทันทีว่าเขาคือคนเลวที่แสร้งเป็นคนดี หลังจากนั้นผมก็ได้อ่านบทที่เหลือ รวมถึงไปดูต้นฉบับซึ่งเราก็มีการดัดแปลงไปค่อนข้างมาก ไม่ใช่แค่ผมที่พัฒนาตัวละครนี้ แต่เป็นผมกับ อีริก ที่ช่วยกัน “เลี้ยงดู” ตัวละครนี้ และสุดท้ายมันก็ออกมาแตกต่างจากจุดเริ่มต้นอย่างมาก แต่ผมขอทิ้งท้ายว่า โฮมแลนเดอร์ ไม่ใช่คนดีนะ ขอให้ชัดเจนตรงนี้เลย

คาร์ล เออร์บัน: บุตเชอร์ ก็ไม่ใช่เหมือนกัน นั่นแหละคือความเป็นสีเทา คนดีสามารถทำสิ่งเลวร้ายได้ และคนเลวก็สามารถทำสิ่งที่ดีได้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจและซับซ้อนมาก

ช่วยพาเราย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของคุณกับ The Boys ให้ฟังหน่อย?

คาร์ล เออร์บัน: ผมอยู่ที่บ้านในนิวซีแลนด์ ตอนนั้นสิ่งแรกที่ผมรับรู้คือได้อ่านข่าวว่าเพื่อนของผม โฮมแลนเดอร์ ได้รับเลือกให้แสดงในเรื่องนี้ ผมรู้สึกสนใจทันที คิดว่ามันดูเท่มาก และอยากเป็นส่วนหนึ่งของอะไรแบบนี้ อีกประมาณ 3–4 วันต่อมา ตัวแทนของผมก็โทรมาบอกว่า เราจะส่งข้อเสนอจาก อีริก คริปเก สำหรับซีรีส์เรื่อง The Boys ให้คุณ ผมอ่านแล้วก็รู้สึกดึงดูดกับตัวละคร บุตเชอร์ ทันที มันมีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยในอาชีพนี้ คือผมรู้เลยว่าต้องทำรับเล่นเรื่องนี้ ผมบินไปลอสแอนเจลิสเพื่อเจอกับ อีริก คริปเก, เซธ โรเกน และ อีวาน โกลด์เบิร์ก และทันทีที่ได้เจอ ผมก็รับรู้ได้ถึงตัวตนของ อีริก และในฐานะโชว์รันเนอร์ เขาเป็นคนที่ผมพร้อมจะร่วมเดินทางไปด้วยกัน 5–7 ปี ผมเลยไม่ลังเล ตัดสินใจรับงาน และรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะมันเป็นโอกาสที่จะได้ทำอะไรที่มีความแหวกแนวและท้าทาย ในช่วง 20–30 ปีที่ผ่านมา เราถูกถาโถมด้วยคอนเทนต์ซูเปอร์ฮีโร่มากมาย แต่เรื่องนี้เหมือนเป็นการทำลายกรอบนั้น กลับด้านให้ซูเปอร์ฮีโร่กลายเป็นฝ่ายร้าย ขณะเดียวกันก็เป็นการเสียดสีและสะท้อนสังคม แต่สิ่งที่ดึงดูดผมมากที่สุดคือตัวละคร ผมคิดว่า ถ้าเราสามารถถ่ายทอดเรื่องราวและเส้นทางของตัวละครเหล่านี้ได้ดีสักครึ่งหนึ่งของที่มันเขียนไว้ เราก็จะได้บางสิ่งที่พิเศษมาก

ก่อนหน้านั้นคุณรู้จักคอมิกต้นฉบับมากน้อยแค่ไหน?

คาร์ล เออร์บัน: ผมรู้จักอยู่แล้ว และจำได้ว่าตอนที่มันออกใหม่ๆ ผมเคยเห็นในร้านหนังสือ ก็เลยเข้าไปดูเพราะชื่อเรื่องมันน่าสนใจมาก มันมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดทั้งชื่อและหน้าปก ผมอ่านแล้วก็คิดว่า “น่าสนใจดี” พอได้รับบท บุตเชอร์ ผมก็ลงลึกมากขึ้น อ่านทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจต้นฉบับและรากฐานของเรื่อง อีริก บอกผมว่า เราจะใช้พื้นฐานเดิม แต่จะปรับเปลี่ยนให้แตกต่างออกไปเล็กน้อย ผมพบว่าคอมิกมีประโยชน์มากในเรื่องโทน เนื้อหา เบื้องหลัง และจุดกำเนิดของตัวละคร บุตเชอร์

ตอนนั้นคุณคาดหวังอย่างไรกับกระแสตอบรับของซีรีส์ และเมื่อมองมาถึงตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

คาร์ล เออร์บัน: ผมเรียนรู้มานานแล้วว่าการมีความคาดหวังเป็นเรื่องอันตราย ผมคงไม่เรียกว่ามีความคาดหวัง แต่ผมมีความหวัง

เราถูกอนุมัติให้ทำซีซั่นสอง และค่อยๆ เริ่มรู้ตัวว่าซีรีส์นี้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ตัวเลขเรตติ้ง แต่จากชีวิตจริงด้วย

ผู้คนเข้ามาทักว่า “ผมชอบซีรีส์คุณมาก ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหม” มันค่อยๆ เปลี่ยนไปตามความนิยมที่เพิ่มขึ้น และก็แลกมาด้วยการสูญเสียความเป็นส่วนตัว จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งในช่วงต้นซีซั่นสาม ที่มีคนในกองถ่ายนำบทและข้อมูลไปปล่อยในอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นผมรู้เลยว่าเรามาถึงอีกระดับหนึ่งแล้ว มันบ้าดีจริง ๆ

คุณคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงอะไร?

คาร์ล เออร์บัน: ผมจะไม่ตอบแบบนั้น ผมคิดว่ามันเป็นความผิดพลาดของศิลปินถ้าจะไปนิยามงานของตัวเอง เพราะมันจะเป็นการปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความ ซีรีส์นี้พูดถึงหลายสิ่ง และสื่อสารได้หลายระดับ มันสะท้อนสังคมและถามว่า “นี่คือคุณหรือเปล่า? นี่คือสิ่งที่คุณอยากเป็นหรือไม่?” แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นความบันเทิงด้วย ผมไม่อยากกำหนดความหมายให้ผู้ชม ควรให้ผู้ชมดูแล้วตีความด้วยตัวเองดีที่สุด

ในมุมของ Butcher อะไรคือสิ่งที่คุณสนุกกับความเป็นตัวละครที่มีหลายมิติของเขา?

คาร์ล เออร์บัน: ตั้งแต่ตอนแรก เขาดูเป็นตัวละครที่สนุก สามารถโน้มน้าวให้ใครทำอะไรก็ได้ และถ้าใช้คำพูดไม่สำเร็จ เขาก็พร้อมจะข่มขู่ด้วยผลลัพธ์สุดโต่ง บุตเชอร์ เป็นเหมือนพลังธรรมชาติ เป็นคนที่จ้องมองความมืดมิดโดยไม่กระพริบตา แม้เขาจะมีด้านมืดและมีแนวโน้มใช้ความรุนแรง แต่ก็มีด้านที่อ่อนโยนและแสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจคนรอบตัวจริงๆ ผมสนุกมากกับการเล่นในมุมคอเมดี้ ตอนที่เขาเป็นคนเจ้าเล่ห์ โกหก หลอกล่อคนอื่น ผมชอบมาก แล้วก็ชอบเวลาสลับไปสู่ด้านมืดสุดโต่งของตัวละคร เขาเป็นตัวละครที่ซับซ้อนมาก และสามารถเป็นได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้ทำงานกับ อีริก คริปเก เพราะเขาเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์แบบ “ไอเดียที่ดีที่สุดชนะ” ซึ่งหาได้ยากมาก

คุณมองอย่างไรกับความเป็น “เหมือนทำนายอนาคต” ของ The Boys?

คาร์ล เออร์บัน: อีริก คริปเก เรียกห้องเขียนบทว่า “หม้อต้มของปีศาจ” เพราะหลายครั้งที่สิ่งที่ถูกเขียนในเรื่อง กลับไปปรากฏในสังคมจริงในอีก 1–2 ปีถัดมา เขามักเขียนสิ่งที่เขาสนใจและเป็นประเด็นสำคัญในสังคม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันน่าสนใจมากที่เห็นความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐฯ และซีรีส์ของเราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนานั้น นี่คือสัญญาณของงานเขียนที่ดี หากมันสร้างบทสนทนาได้ ก็จะนำไปสู่การตระหนักรู้ และอาจช่วยให้เราไม่ทำผิดซ้ำอีก

การทำงานกับนักแสดงคนอื่น ๆ เป็นอย่างไรบ้าง?

คาร์ล เออร์บัน: จากงานทั้งหมดที่ผมเคยทำมา ผมไม่เคยเจอความผูกพันและความเป็นหนึ่งเดียวแบบนี้มาก่อน ตอนแรกมันเหมือนมีสองโลก คือฝั่งซูเปอร์ฮีโร่ และฝั่ง The Boys และเราก็สนิทกันมากในฐานะทีม กองถ่ายอื่นนักแสดงมักจะกลับเทรลเลอร์ของตัวเองหลังถ่ายเสร็จ แต่เราไม่ เราจะอยู่ด้วยกัน เล่นดนตรี เล่นเกม และแกล้งกัน ความทรงจำที่ดีที่สุดหลายอย่างเกิดขึ้นระหว่างช่วงพักกอง เมื่อคุณต้องทำงานวันละ 16 ชั่วโมง การมีบรรยากาศที่สนุกและสนับสนุนกันเป็นสิ่งสำคัญมาก

อยากให้ผู้ชมจดจำซีรีส์เรื่องนี้ในแบบไหน?

คาร์ล เออร์บัน: The Boys เป็นซีรีส์ที่สามารถดูซ้ำได้เรื่อยๆ และผมหวังว่าผู้ชมจะยังดูมันต่อไปอีกนานหลังจากซีซั่นห้าจบ ผมอยากให้คนจดจำมันในฐานะซีรีส์ที่สนุก มันส์ แอ็กชั่นจัดเต็ม และบ้าระห่ำแบบสุด ๆ

รู้สึกอย่างไรบ้างที่ โฮมแลนเดอร์ กลายเป็นตัวละครที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำของผู้ชม?

แอนโตนี สตาร์: ผมชอบมากที่คนรุ่นใหม่ดูจะเชื่อมโยงกับตัวละครนี้ได้ แม้ว่าจะเป็นในแบบที่ค่อนข้างแปลกก็ตาม มีอยู่ช็อตหนึ่งในซีซั่นสามที่ โฮมแลนเดอร์ มีอาการแพนิก ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าแก้มตัวเองยืดหยุ่นได้ขนาดนั้น เหมือนยางเลย…! สองปีต่อมา เด็กๆ หลายคนก็ทำแก้มพองเหมือนลูกโป่งลมเลียนแบบผม กลายเป็นมีมีมเต็มไปหมด มันเหนือจริงมาก มีองค์ประกอบหลายอย่างของซีรีส์ หรืออาจจะทั้งเรื่อง ที่เข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปของผู้คนแล้ว ซึ่งมันยอดเยี่ยมมาก มันสะท้อนให้เห็นว่าซีรีส์เข้าไปอยู่ในความคิดของผู้ชมได้จริงๆ และมันก็สนุกดี ผมภูมิใจกับมีมของ โฮมแลนเดอร์ มาก

อีริก เคยพูดถึงโครงสร้างของซีรีส์ที่ผสมระหว่างความช็อก เสียดสี และความเป็นมนุษย์ คุณเห็นด้วยไหม?

แอนโตนี สตาร์: ผมคิดว่าสิ่งที่ผู้ชมเชื่อมโยงได้จริงๆ คือ “ความเป็นมนุษย์” และซีรีส์เรื่องนี้เต็มไปด้วยสิ่งนั้น ผมไม่คิดว่ามันจำเป็นต้องเป็นเรื่องการเมืองหรือความช็อก นั่นเป็นเพียงโทนของเรื่อง แต่ลึกลงไปคือความเรียบง่ายของการเป็นมนุษย์ นั่นแหละคือสิ่งที่ผู้คนเข้าถึงได้ และเป็นเหตุผลที่ Homelander เป็นตัวละครที่ทั้งน่าดึงดูดและทำให้สับสน เพราะผู้ชมสามารถเชื่อมโยงกับเขาได้ เรามีตัวอย่างมากมายที่ตัวละครต้องเผชิญสถานการณ์ที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับบางสิ่ง และต้องตัดสินใจในเชิงศีลธรรมและจริยธรรม ซึ่งเผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนโกรธ ร้องไห้ และหัวเราะ การได้เห็นมนุษย์เหล่านี้ดิ้นรนอยู่ในสถานการณ์ที่รุนแรงหรือสุดโต่งในโลกของเรื่อง และไม่ได้เลือกสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป

คุณมองอย่างไรกับความเป็น “เหมือนทำนายอนาคต” ของ The Boys?

แอนโตนี สตาร์: ซีรีส์ทำหน้าที่เสียดสีสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันได้ดีมาก แต่สิ่งที่มันเริ่มต้นเสียดสีจริงๆ คือเรื่องของคนดังและอำนาจ อำนาจที่มากเกินไปย่อมนำไปสู่การคอร์รัปชันอย่างแท้จริง สำหรับผมมันทั้งน่าสนใจและน่าตลก เพราะในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ความเป็นคนดังก็เปลี่ยนแปลงไป ตอนนี้คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยก็สามารถมีชื่อเสียงได้ ซึ่งมันแปลกมาก การเสียดสีเรื่องคนดัง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในโลกจริง และวิธีที่เรานำสิ่งเหล่านั้นมาถ่ายทอดในเรื่อง มันน่าสนใจจริงๆ

ซีรีส์เรื่องนี้ขึ้นชื่อเรื่องฉากที่ชวนช็อก มีฉากไหนที่คุณรู้สึกโดดเด่นเป็นพิเศษไหม?

แอนโตนี สตาร์: ส่วนใหญ่ฉากที่ผมรู้สึกว่าช็อก มักจะเป็นฉากของตัวละครอื่นมากกว่า โฮมแลนเดอร์ ผมไม่เคยรู้สึกช็อกกับสิ่งที่ โฮมแลนเดอร์ ทำเลย จะเรียกว่าสนุกมากกว่าก็ได้ อาจจะเพราะผมเริ่มชินแล้ว เพราะมันไปถึงจุดที่ทุกอย่างดูสุดโต่งและเหนือจริงมาก

เราเคยมีฉากที่มีคนตัวเล็กวิ่งเข้าไปในท่อปัสสาวะของใครบางคน และการรักษาโทนแบบนี้ให้ต่อเนื่องตลอดทั้งเรื่อง ทำให้ผมเริ่มชิน สำหรับผมสิ่งที่ เดอะ ดีพ ทำส่วนใหญ่มักจะตลกแบบหลุดโลกมาก

มีประสบการณ์อะไรที่น่าจดจำกับแฟน  บ้างไหม?

แอนโตนี สตาร์: ถ้าไม่มีพวกเขาที่เข้ามาดู รัก และอยากเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้ เราก็จะไม่มีซีรีส์เรื่องนี้ เรามีแฟนคลับที่ยอดเยี่ยมมาก ผมติดต่อกับพวกเขาผ่านโซเชียลมีเดีย และพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่น่าทึ่งจริงๆ ผมทั้งเคารพและรู้สึกขอบคุณอย่างมาก

ติดตาม “The Boys ก๊วนหนุ่มซ่าล่าซูเปอร์ฮีโร่ ซีซันที่ 5” ตอนใหม่พร้อมพากย์ไทยทุกวันพุธ ที่ Prime Video เท่านั้น

 

ท่านผู้นำชวนคุย!! บทสัมภาษณ์ คาร์ล เออร์บัน และ แอนโตนี สตาร์ สองนักแสดงนำจากซีรีส์ “The Boys ซีซันสุดท้าย”