“Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” ยังยืนหนึ่งเสิร์ฟความสนุกในโรงภาพยนตร์ ชวนตีตั๋วดูซ้ำ ตามล่า Easter Eggs จากจักรวาลพิกซาร์
.jpg)
บอกเลยว่าดูรอบเดียวไม่พอ เพราะ “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” ไม่ได้มีแค่ความสนุกสุดป่วนและความอบอุ่นหัวใจ แต่ยังซ่อน “Easter Eggs” และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทีมผู้สร้างตั้งใจเชื่อมโยง Hoppers เข้ากับจักรวาลพิกซาร์ ผ่านข้าวของที่ทำให้นึกถึง Toy Story, Finding Nemo และภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ใครทันสังเกตไหมว่ามีอะไรบ้าง ถ้าสนุกจนดูเพลิน ไม่ทันเห็น แนะนำว่าต้องตีตั๋วดูซ้ำเพื่อไล่เช็กเก็บความลับจากจักรวาลพิกซาร์ด้วยกันในโรงภาพยนตร์
.jpg)
จุดแรกที่อยากให้สังเกตกันคือโคมไฟ “Pixar Lamp” อันเป็นสัญลักษณ์ของพิกซาร์ ซึ่งตั้งอยู่ข้างตู้เลี้ยงเต่าในห้องเรียนของเมเบิล อีกหนึ่งจุดที่ทำให้ยิ้มตามในฉากนี้ คือน้องเต่าในตู้ที่มีชื่อว่า “Crush” ซึ่งตั้งตามชื่อของตัวละครเต่าทะเลสุดชิลจากภาพยนตร์ Finding Nemo นั่นเอง และอีกฉากในห้องทำงานของ Dr. Sam ยังเผยให้เห็นตัวด้วงจากเรื่อง The Good Dinosaur ที่ถูกสตัฟฟ์ไว้ในกรอบบนผนัง
.jpg)
ส่วนฉากที่เกี่ยวกับนายกเทศมนตรีเจอร์รี่ก็มี Easter Eggs ให้ตามเก็บ ทั้งผ้าห่มคลุมรถเข็นเด็กที่เดินผ่านหน้าบ้านคุณแม่ของเจอร์รี่ ซึ่งเป็น “ลายผ้า Tartan” ที่ออกแบบในธีมของภาพยนตร์เรื่อง Brave และในฉากที่เผยข้อมูลข่าวบนโลกออนไลน์ ยังปรากฏภาพของ “Mr. Mittens” จากภาพยนตร์เรื่อง Soul และ “Gamma” จากภาพยนตร์เรื่อง Up อยู่ข้างบทความ “17 Mayors We’re Obsessed With” ด้วย
.jpg)
สำหรับแฟน ๆ ของ Toy Story ก็มีเซอร์ไพรส์ซ่อนอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโมเดล “รถ Pizza Planet” ที่วางอยู่ในตู้โชว์บริเวณโถงทางเดินของโรงเรียน ขณะที่เมเบิลพยายามขนสัตว์ต่าง ๆ หนีออกจากการถูกกักขัง และในฉากห้องนอนของเมเบิลยังมีของเล่นตัวใหม่จาก Toy Story 5 ที่ชื่อว่า “Atlas” วางอยู่อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมี Easter Eggs ที่ทีมงานตั้งใจใส่ไว้อีกมากมาย โดยเฉพาะในห้องของเมเบิล มีทั้งของเล่นจากซีรีส์ We Bare Bears, งานศิลปะจากวง Devo ของ Mark Mothersbaugh ผู้แต่งเพลงประกอบให้กับเรื่องนี้ และผลงานศิลปะของ Piper Curda ผู้พากย์เสียงเมเบิล
.jpg)
ฝั่งของ Dr. Sam ก็ซ่อน Easter Eggs ไว้เพียบ ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขห้องทำงาน A113 ซึ่งเป็น Easter Eggs สุดคลาสสิกที่ซ่อนไว้ในภาพยนตร์ทุกเรื่องของพิกซาร์ และชื่อเต็มของ Dr. Sam ยังมีชื่อว่า Dr. Samantha E. Fairfax ซึ่งตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ Dr. Emily Fairfax ผู้เชี่ยวชาญด้านบีเวอร์ซึ่งมานั่งเป็นที่ปรึกษาให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อย อย่างการแทรกชื่อทีมงานของพิกซาร์ไว้ในเนื้อหาบทความที่ปรากฏในภาพยนตร์ ใช้ชื่อ Tom Nettleship วิศวกรซอฟต์แวร์ของพิกซาร์ เป็นชื่อผู้สมัครเลือกตั้งอีกคนที่ลงแข่งกับเจอร์รี่ และใช้ชื่อของ Christine Jiang ผู้จัดการฝ่ายการเงิน เป็นชื่อแพทย์ที่ดูแลคุณยาย Tanaka ซึ่งปรากฏบนสายรัดข้อมือของโรงพยาบาล
ไม่เพียงแค่นั้น ยังมี Fun Facts เบื้องหลังการสร้าง ที่หากรู้แล้วอาจจะทำให้การดู “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น อาทิ
- การได้ 3 นักพากย์หลักจากซีรีส์ We Bare Bears ของ Cartoon Network (กำกับโดย Daniel Chong) มาร่วมให้เสียงพาก ทั้ง Bobby Moynihan ผู้ให้เสียงราชาจอร์จ Demetri Martin ให้เสียงเจ้าหนอนตัวร้าย และ Eric Edelstein ให้เสียงเป็นหนึ่งในคนงานก่อสร้าง
- Piper Curda ผู้ให้เสียงเมเบิล ต้องอัดเสียงประโยค “This is like Avatar” ถึง 83 ครั้ง กว่าจะผ่าน
- ในฉากระเบิดเขื่อน มีมดทั้งหมดถึง 19,436 ตัว
- ต้องใช้ผีเสื้อถึง 39,256 ตัว เพื่อรวมพลังเพื่อยกน้ำหนักของ Apex Predator
- ใช้งูจำนวน 547 ตัว เพื่อสร้างคลื่นและเข้าจู่โจมเมเบิล
- ไดแอนฉลาม ถูกยกขึ้นโดยนกนางนวลถึง 413 ตัว
- ใช้ไม้ทั้งหมด 62,939 ชิ้น เพื่อสร้างเนิน Superlodge หรือรังบีเวอร์ในภาพยนตร์
- จำนวนต้นไม้ในพื้นที่ Superlodge มีทั้งหมด 251,663 ต้น
- จำนวนพร็อพทั้งหมดในห้องทดลอง Hoppers และห้องสร้างหุ่นยนต์คือ 3,534 ชิ้น
- ถนนเลียบชายฝั่งที่นายกเทศมนตรีเจอร์รี่ขับรถในฉากไล่ล่า มีความยาว 8.5 ไมล์
- เพื่ออินกับการทำงานมากยิ่งขึ้น ทีมแอนิเมชันของ Hoppers ได้สร้าง “Superlodge” (รังบีเวอร์) ของตัวเองขึ้นมาในห้อง polish งานแอนิเมชัน (ที่เรียกว่า The Glade) โดยจะติดไม้ทีละชิ้นบนผนัง ทุกครั้งที่งานงานแต่ละช็อตผ่านการอนุมัติ และ Evan Bonifacio แอนิเมเตอร์ในทีม เป็นผู้ติดไม้ชิ้นสุดท้ายลงบนผลงานชิ้นนี้
- ทีมงานใส่เอฟเฟ็กต์และซิมูเลชันในช็อตภาพยนตร์ทั้งหมด 1,718 ช็อต (รวมเครดิตอีก 28 ช็อต) โดยมี 348 ช็อต ที่ต้องใช้ซิมูเลชันพืชพรรณ และ 1,633 ช็อต ที่ต้องใช้ซิมูเลชันตัวละคร
- กิ้งก่าในห้องเรียนของเมเบิลมีชื่อว่า “Rocket” (ดูจากภาพจรวดที่ติดไว้ในตู้) ซึ่งตั้งตามสัตว์เลี้ยงของ Robert Kosai ศิลปินด้านซิมูเลชัน
- Sonoko Konishi ศิลปินด้านซิมูเลชันในทีม ได้สร้างชุดปลอมตัวเป็นบีเวอร์ของ Dr. Sam ขึ้นจริง ๆ ในโลกความเป็นจริง
ทั้งกระแสดี แถมยังมีกิมมิกน่ารัก ๆ ให้ตามเก็บแบบ ใครที่ยังไม่ได้ดูอย่าพลาดซื้อตั๋วไปเช็กอินความสนุกแบบด่วน ๆ ส่วนใครที่ดูแล้วแต่ไม่ทันได้สังเกต Easter Eggs เหล่านี้ แนะนำว่าต้องดูซ้ำ เพื่อเพิ่มความประทับใจให้มากขึ้น “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” ยังรอเสิร์ฟความสนุกให้กับทุกคน ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

โซเชียลมีเดีย:
Instagram: @disneystudiosth
Facebook: @WaltDisneyStudiosTH
Youtube: @waltdisneystudiosth
Hashtag: #HoppersTH #เด้งโดดเปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์



