“Little Miss Sunshine” ภาพยนตร์คลาสสิกประจำเดือนมีนาคม กลับมาฉายบนจอใหญ่อีกครั้งเริ่ม 19 มีนาคมนี้ ที่โรงภาพยนตร์ House Samyan
“Little Miss Sunshine” ผลงานแนวที่เปรียมเสมือนจดหมายรักถึงความล้มเหลวที่งดงาม ในโลกที่บังคับให้เราต้องชนะ ออกฉายครั้งแรก ปี 2006 ผลงานการกำกับโดย โจนาธาน เดย์ตัน และ วาเลอรี แฟริส เขียนบทโดย ไมเคิล อาร์นดต์ นำแสดงโดย เกร็ก คินเนียร์, สตีฟ คาเรลล์, โทนี คอลเล็ตต์, อบิเกล เบรสลิน, อลัน อาร์กิน, พอล เดโน นี่คือภาพยนตร์คลาสสิกประจำเดือนมีนาคม กลับมาฉายบนจอใหญ่อีกครั้งแบบรอบฉายจำกัด เริ่ม 19 มีนาคมนี้ ที่โรงภาพยนตร์ House Samyan
Little Miss Sunshine ว่าด้วยเรื่องราวบ้านของ เชอรีล ฮูเวอร์ (โทนี คอลเล็ตต์) แม่ลูกสองที่เครียดตลอดเวลา มีสมาชิกอยู่ด้วยกัน 6 คน ได้แก่ ริชาร์ด (เกร็ก คินเนียร์) สามีของเธอผู้กำลังคร่ำเคร่งกับการเป็นไลฟ์โค้ช, ดเวย์น (พอล เดโน) ลูกติดของเธอที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนิทเชว่าจะไม่พูดกับใครเลยจนกว่าเขาจะทำความฝันเรื่องเป็นนักบินรบได้สำเร็จ, แฟรงก์ (สตีฟ คาเรลล์) พี่ชายเกย์ของเชอรีลที่เคยพยายามจบชีวิตตัวเอง, เอ็ดวิน (อลัน อาร์กิน) พ่อของริชาร์ดที่เพิ่งโดนไล่ออกจากบ้านพักคนชราเพราะแอบเล่นยา และคนสุดท้าย โอลีฟ (อบิเกล เบรสลิน) ลูกสาวตัวน้อยที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนางงาม
.png)
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อโอลีฟต้องการไปประกวดนางงามเด็กที่แคลิฟอร์เนียซึ่งต้องเดินทางไปให้ทันกำหนดภายใน 2 วัน ทุกคนในครอบครัวสนับสนุนเธอ และยินดีนั่งรถตู้คันเก่าไปด้วยกันจากนิวเม็กซิโก ซึ่งกินระยะทางทั้งหมดพันกว่ากิโลเมตร การเดินทางเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เสียงหัวเราะและหยดน้ำตา ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงครอบครัวที่ไม่สมประกอบสักเท่าไรนี้ไปตลอดกาล
Little Miss Sunshine เป็นหนังโรดมูฟวี่ที่พูดถึงมนุษย์ที่ล้วนบกพร่อง ไม่สมบูรณ์แบบ และความพยายามที่สุดท้ายอาจไม่เป็นอย่างใจฝันได้อย่างอ่อนโยน และตอกย้ำว่าคุณค่าของมนุษย์ไม่ได้วัดกันด้วยมาตรฐานเดียว หนังใช้ทุนสร้างเพียง 8 ล้านเหรียญฯ ออกฉายครั้งแรกในเทศกาลหนังซันแดนซ์ปี 2006 พร้อมกับเสียงฮือฮาจากผู้ชม ก่อนจะกลายเป็นหนังทำเงินระดับร้อยล้านทั่วประเทศ หนังได้เข้าชิงออสการ์ 4 สาขา และคว้ามาได้ 2 ได้แก่ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ไมเคิล อาร์นดต์) และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (อลัน อาร์กิน)
.jpg)
เกร็ดภาพยนตร์
- ไมเคิล อาร์นดต์ เขียนบทหนัง Little Miss Sunshine โดยตั้งใจว่าจะกำกับเอง เขาได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนเพราะได้ยินประโยคที่อาร์โนลด์ ชวาร์ตเซเนเกอร์พูดว่า “ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่ผมเกลียดที่สุด สิ่งนั้นคงเป็นพวกขี้แพ้ ผมเกลียดคนขี้แพ้” อาร์นดต์ตั้งคำถามกับตัวเองว่า การเป็นคนขี้แพ้มันแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ ต่อมาเขาจึงเริ่มคิดพล็อตว่า จริงๆ แล้วอะไรกันแน่คือนิยามของ “คนขี้แพ้”
- อาร์นดต์ส่งบทให้โปรดิวเซอร์อ่านหลายคน และโปรดิวเซอร์พากันลงความเห็นว่าบทดีๆ แบบนี้น่าจะหาผู้กำกับมืออาชีพมาทำจะดีกว่า โจนาธาน เดย์ตัน และ วาเลอรี แฟริส เป็นสามีภรรยาผู้กำกับที่ทำมิวสิกวิดีโอมาก่อน พวกเขาได้รับบท Little Miss Sunshine มาจากเพื่อนโปรดิวเซอร์คนหนึ่ง และทั้งคู่ต่างรู้สึกว่า “มันโดนใจเหมือนเขียนมาให้พวกเราทำเป็นหนัง”
- หนังใช้ทุนสร้างเพียง 8 ล้านเหรียญฯ ส่วนที่ยากที่สุดคือการหานักแสดงเด็กมาเล่นบท โอลีฟ พวกเขาหาเด็กจากทั่วโลก (ที่พูดภาษาอังกฤษได้) จนมาเจอ อบิเกล เบรสลิน ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 6 ขวบ (สุดท้ายเธอได้ชิงออสการ์จากบทนี้)
- พอล เดโน ได้รับเลือกให้เล่นบท ดเวย์น ตั้งแต่ 2 ปีก่อนหนังจะเปิดกล้องเสียอีก และก่อนหนังจะถ่ายทำจริง เดโนก็ใช้เวลา 1 สัปดาห์เต็มโดยไม่พูดกับใครเลย เพื่อปรับตัวเองให้เข้ากับบท
- Little Miss Sunshine เปิดตัวที่เทศกาลหนังซันแดนซ์ และสตูดิโอ ฟ็อกซ์เสิร์ชไลต์ ก็มาซื้อไปจัดจำหน่ายด้วยราคาที่สูงที่สุดในเทศกาล ผลตอบรับของหนังดีทั้งในแง่คำวิจารณ์และรายได้ หนังได้ชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และการแสดงของอบิเกล เบรสลินก็เป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลกในปีนั้น
.png)



