realme นำกล้องเพอริสโคปเปิดตลาด midrange ครั้งแรกและหนึ่งเดียวกับ realme 12 Pro+ 5G พร้อมสัมผัสสุดยอดฟีเจอร์พร้อมกันเร็ว ๆ นี้!

realme นำกล้องเพอริสโคปเปิดตลาด midrange ครั้งแรกและหนึ่งเดียวกับ realme 12 Pro+ 5G พร้อมสัมผัสสุดยอดฟีเจอร์พร้อมกันเร็ว ๆ นี้!

realme นำกล้องเพอริสโคปเปิดตลาด midrange ครั้งแรกและหนึ่งเดียวกับ realme 12 Pro+ 5G

เปิดประสบการณ์ซูมภาพความละเอียดสูงเทียบชั้นแฟล็กชิปในท้องตลาด พร้อมสัมผัสสุดยอดฟีเจอร์พร้อมกันเร็ว ๆ นี้!

หลังจาก Apple ประกาศเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ iPhone 15 Pro ในปี 2023 คำว่า “กล้องเพอริสโคป” (Periscope Camera) ก็กลายเป็นประเด็นร้อนที่พูดถึงกันอีกครั้ง แต่รู้หรือไม่ว่า กล้องเพอริสโคปไม่ใช่แนวคิดใหม่แต่อย่างใด เพราะในปี 2019 สมาร์ตโฟน HUAWEI P30 Pro ก็สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยกล้องกำลังขยาย 50 เท่า พร้อม ๆ กับที่ Samsung สร้างกระแสฮือฮากับ Galaxy S20 Ultra ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์ Space Zoom 100 เท่ามาแล้ว

เราอาจสงสัยว่า เพราะเหตุใดฟีเจอร์กล้องเพอริสโคปจึงมีอยู่เฉพาะในสมาร์ตโฟนรุ่นเรือธงเท่านั้น? วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันถึงเหตุผลที่ทำให้กล้องเพอริสโคปมีราคาสูง รวมถึงการทำงานของเทคโนโลยีนี้

กล้องเพอริสโคป (Periscope Camera) นำชื่อมาจากอุปกรณ์ของเรือเดินสมุทรและเรือดำน้ำ โดยเป็นกล้องซูมเทเลโฟโต้ชนิดพิเศษที่ใช้สถาปัตยกรรมเลนส์และกระจกรับแสงคล้ายกับกล้องของเรือดำน้ำ เพื่อให้ได้ทางยาวโฟกัสที่มากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเลนส์ซูมเทเลโฟโต้ทั่วไป เลนส์เพอริสโคปจะมีความสามารถในการซูมที่ดีกว่าโดยไม่เพิ่มความหนาของสมาร์ตโฟน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Samsung S24 Ultra รุ่นล่าสุด สามารถซูมแบบออปติคอลได้สูงสุดถึง 10 เท่า คุณสมบัตินี้ช่วยให้เราถ่ายภาพวัตถุระยะไกลได้โดยไม่สูญเสียคุณภาพของภาพถ่าย ช่วยให้ได้ภาพที่คมชัดมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน 

การซูมจากชิ้นเลนส์ยังให้ระยะที่ชัดลึกดูเป็นธรรมชาติ เน้นตัววัตถุให้โดดเด่นคล้ายกับภาพถ่ายระดับมืออาชีพที่ถ่ายด้วยกล้อง DSLR มากยิ่งขึ้น

หากจะเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจน ต้นทุนเลนส์มาโครแบบ 2MP มีราคาประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่เลนส์เทเลโฟโต้แบบเพอริสโคปมีราคาที่ 80 ดอลลาร์ ทั้งยังต้องออกแบบให้มีระยะห่างระหว่างเซนเซอร์และชิ้นเลนส์ที่กว้างขึ้น เพื่อให้เอื้อต่อการเคลื่อนที่ของชิ้นส่วนในแนวตั้งและสร้างระยะการซูมแบบออปติคัล

การออกแบบกล้องเพอริสโคปในสมาร์ตโฟนจึงทำได้ค่อนข้างยาก ดังนั้น ด้วยต้นทุนที่สูงกว่าและความซับซ้อนทางเทคนิคจึงเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ผลิตสมาร์ตโฟนในการนำกล้องเพอริสโคปมาใช้ในอุปกรณ์ของตนเอง และทำให้กล้องเพอริสโคปยังถือเป็นฟีเจอร์พิเศษที่มีเฉพาะในรุ่นเรือธงระดับไฮเอนด์เท่านั้น อาทิ iPhone 15 Pro Max (12MP 5X Periscope Lens), vivo X100 Pro (64MP 4.2X Periscope Lens), Xiaomi 13 (50MP 5X Periscope Lens) เป็นต้น

แต่ข้อจำกัดนี้กำลังจะหมดไป! กับการเปิดตัว “realme 12 Pro+ 5G” ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า realme 12 Pro+ 5G จะมาพร้อมเลนส์เทเลโฟโต้แบบเพอริสโคป ซึ่งนับเป็นรุ่นแรกและรุ่นเดียวในกลุ่มราคานี้ โดยมาพร้อมความละเอียด 64 ล้านพิกเซล ใช้เซนเซอร์ OV64B ขนาด 1/2 นิ้ว พร้อมความสามารถซูมแบบออปติคอล 3 เท่า ซูมในเซนเซอร์ 6 เท่า และซูมดิจิทัลสูงสุดถึง 120 เท่า! ซึ่งเป็นสเปกที่เทียบเคียงกับเรือธงของแบรนด์เจ้าตลาดอย่าง iPhone 15 Pro และ Xiaomi 13 Ultra เลยทีเดียว

ในขณะที่สมาร์ตโฟนระดับ midrange ราคาประหยัดพยายามแข่งขันกันเรื่องการเพิ่มจำนวนพิกเซลของกล้องถ่ายภาพ แต่ realme กล้าฉีกไปสู่แนวทางใหม่ที่แตกต่างกัน โดย “realme 12 Pro+ 5G” พร้อมยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพที่เหนือชั้น และทำให้ฟีเจอร์ระดับเรือธงอย่างการซูมเพอริสโคปอื่น ๆ กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายและสบายกระเป๋ามากกว่าเดิม

จับตางานเปิดตัว “realme 12 Pro+ 5G” พร้อมกัน เร็วๆนี้!

เกาะติดข่าวสารกิจกรรมต่าง ๆ จาก realme Thailand ผ่านช่องทาง

Facebook: (https://www.facebook.com/realmeTH)

Instagram: (https://www.instagram.com/realme_thailand)

Tiktok: (https://www.tiktok.com/@realme_thailand)

Twitter: (https://twitter.com/realmeTH)

Youtube: (https://www.youtube.com/@realmeThailandTH)

realme นำกล้องเพอริสโคปเปิดตลาด midrange ครั้งแรกและหนึ่งเดียวกับ realme 12 Pro+ 5G พร้อมสัมผัสสุดยอดฟีเจอร์พร้อมกันเร็ว ๆ นี้!