5 things โปรดักทีฟมากไป ชีวิตก็พังได้

5 things โปรดักทีฟมากไป ชีวิตก็พังได้

เพราะเทรนโลกนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับคนกลาง ๆ กำลังมา สารพัดหนังสือ HOW TO ทริคสอนคุณให้ขยันขึ้นอีก 10 เท่า ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทุ่มเทกับการพัฒนาตัวเองแบบสุดกู่ จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ใครเล่าจะรู้ว่าแท้จริงแล้วนั้น การโปรดักทีฟมากไปก็มีข้อเสียเหมือนกันนะ!

Productive คืออะไร

การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มักเอาคำนี้มานิยามคนที่ไฟแรงสุด ๆ สามารถใช้เวลา 24 ชั่วโมงได้เกิดประโยชน์แบบที่คาดไม่ถึงเช่น ใน 24 ชั่วโมง เราอาจ ทำงานไปแล้ว 10 ชั่วโมง กินข้านข้าว 2 ชั่วโมง ดูหนัง 2 แล้วพักผ่อนอีก 10 ชั่วโมงที่เหลือ แต่คน Productive อาจ สามารถเอาเวลา 24 ชั่วโมงนี้ไป ทำงาน เรียนเพิ่มเติม อ่านหนังสือ ดูหนัง ไปยิม กินข้าว ปลูกต้นไม้ สานสัมพันธ์กับคนในครอบครัว พักผ่อนแถมไม่ติดขัดอะไร พลังงานเหลือล้นแบบนี้นี่เองที่เป็นนิยามของคำว่า Productive มันก็ฟังดูดีนะ แต่ว่าแท้จริงแล้วต้นกำเนิดมันมาพร้อมกับระบบทุนนิยมนี่สิ!

ต้นกำเนิดของคำว่า Productive

ที่มาของ Productive นั้นมาจาก Productivity หรือ “ผลิตภาพ” ผลิตภาพนั้นถูกใช้ในระบบการผลิตของอุตสาหกรรมหน้าที่ของมันคือ ตัวชี้วัดในการทำงานกับองค์กร ว่าการทำงานนั้นมีประสิทธิภาพแค่ไหน เพื่อยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ยกตัวอย่างเช่น บริษัทของคุณมีผลิตภาพในการผลิตสบู่วันละ 1,000 ก้อน แต่ถ้าหากเราสามารถหาวิธีที่ทำให้บริษัทเราสามารถผลิตสบู่ 1,000 ก้อนในระยะเวลาเพียงครึ่งวัน เท่ากับว่า 1 วันบริษัทสามารถทำสบู่ได้ทั้งหมด 2,000 ก้อนทำให้มีอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ดังนั้นเราจึงนำผลิตภาพมาปรับใช้กับแนวทางการทำงานของมนุษย์เพื่อสร้างงานให้ได้มากที่สุดใน 1 วัน จากปกติที่ 24 ชั่วโมงคุณทำได้เพียงทำงาน 2-3 ชิ้น แล้วหมดเวลาเลิกงานคุณก็กลับไปพักผ่อน เปลี่ยนเป็น 24 ชั่วโมง คุณแบ่งเวลายิบย่อยออกเป็นช่วงๆ หรือตารางเพื่อให้คุณทำอะไรได้หลากหลายขึ้นหรือ “ได้งาน” มากขึ้นนั่นเอง

มันฟังดูดีนี่ แล้วมันจะมีข้อเสียอะไรล่ะ?

1. ปัญหาครอบครัว

การที่คุณโปรดักทีฟมากเกินไป จนรู้สึกว่าการพูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงนั้นคือ สิ่งที่เปล่าประโยชน์ เอาเวลาอันมีค่าไปนั่งอ่านหนังสือหรือทำงานให้มันดียิ่งขึ้นมากกว่านั้นทำร้ายครอบครัวคุณเองอย่างคาดไม่ถึง อาทิเช่น ซีอีโอที่ร่ำรวยระดับโลกอย่าง อีลอน มัสก์ ที่เหมือนจะสมบูรณ์แบบนั้น กลับมีชีวิตคู่ที่ล้มเหลวมาแล้วถึงสามครั้ง เพราะความโปรดักทีฟมากเกินไปของเขาจนละเลยความสัมพันธ์ของตนเอง

2. คุณจะรับความผิดหวังไม่ได้

จะเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาแน่นอน เช่น ให้ตายเถอะ ฉันทุ่มเททำงาน พัฒนาตัวเองขนาดนี้ทำไมคนในทีมฉันมันไม่กระตือรือร้นเอาเสียเลย แบบนี้ผลประเมินรายปีของฉันก็แย่น่ะสิ หรือเอ๊ะ ฉันโปรดักทีฟขนาดนี้ทำไมฉันไม่ได้รับการปรับเงินเดือน ทำไมฉันทำขนาดนี้แล้วฉันยังไม่สอบผ่านกันนะ? เมื่อคุณโปรดีกทีฟจัด ๆ มักจะเกิดความคาดหวังอย่างแรงถึงผลตอบแทนที่คุณควรจะได้ แต่โลกนี้มันไม่ยุติธรรมแบบนี้แหล่ะ บางครั้งคุณอาจทำดีแล้วแต่ดันมีคนที่ดีกว่าจริง ๆ ชาวโปรดักทีฟมักจะรับมือกับความผิดหวังได้ไม่ดีนัก เพราะพวกเขามักจะคาดหวังความสำเร็จในระยะสั้นมากกว่าใครเขา เมื่อแผนมันไม่เป็นไปดั่งใจก็อาจจะเกิดอาการผิดหวังแบบสุด ๆ จน Burnout ไปเลยก็ได้

3. Burnout เมื่อไม่สามารถทำตามแผนได้

การคิดนั้นง่ายกว่าลงมือทำเสมอ ทันที่ที่คุณเริ่มอินกับพอดแคสต์ที่กระตุ้นให้คุณออกมาเป็นคนไฟแรง พลังงานล้น พร้อมลุยทุกอย่าง คุณเริ่มวางแผนตารางชีวิตว่าแต่ละวันคุณจะทำอะไรบ้าง ตารางกิจกรรมสุดแน่นของคุณที่มันจะช่วยให้คุณเป็นคนใหม่ และมีมูลค่ามากขึ้นในระยะเวลาสามเดือนนี้แน่ ๆ แต่อนิจจาพอลงมือทำมันไม่ง่ายแบบนั้นสิ มีบางครั้งที่คุณเครียด หรือเหนื่อยเกินกว่าจะไปยิม คุณพลาดตารางตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ความรู้สึกผิดหวังในตนเองและรู้สึกตัวเองล้มเหลวมันจะโถมเข้าใส่คุณอย่างบ้าคลั่ง จนคุณหมดไฟที่จะทำมันไปเสียอย่างงั้น จากคนธรรมดาที่มีทุกข์มีสุขคุณกลับมองตัวเองไร้ค่าขึ้นมาเฉย

4. คุณจะไม่มีความคิดสร้างสรรค์

สมองเราไม่สามารถทำงานต่อเนื่องกันได้เป็นเวลานานๆ แบบที่เราคิด ความเครียด การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ สภาวะอากาศ ความกดดันล้วนมีผลต่อสมอง ทุกคนล้วนเคยสมองตื้อ ๆ หลังจากอ่านหนังสือนาน ๆ หรือออกมาจากห้องประชุมใหม่ ๆ สมองเราต้องการการพักผ่อนเพื่อผ่อนคลาย การที่เรามุ่งมั่นทำตามตารางตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตายจนสมองไมได้พัก นั้นทำให้เราไม่สามารถสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาได้ หรือที่เราเรียกว่าอาการสมองตันนั่นเอง

5. ตาย

ฟังดูเหลือเชื่อแต่ประโยคที่เขาชอบพูดกันว่า “การทำงานหนักไม่เคยฆ่าใครตาย” นั้นเป็นวาทกรรมสวยหรูขัดกับความจริงที่มีคนฆ่าตัวตายเพราะทำงานหนักเสียจริง ๆ ผู้เขียนเองเคยเสียรุ่นพี่ที่เคารพจากการโหมงานหนักด้วยอาการหัวใจวายขณะหลับมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเหลือเกิน ในบริษัทเราอาจเป็นพนักงานคนหนึ่งที่บริษัทพร้อมเสียเราไปทุกเมื่อ แต่ครอบครัวข้างหลังเรานั้นเขามีเพียงเราคนเดียวและไม่พร้อมที่จะเสียเราไป การที่โปรดักทีฟจนกระทบชีวิตประจำวันนั้นอาจทำให้คุณพักผ่อนไม่พอจนสามารถเสียชีวิตได้

ดังนั้นโปรดักทีฟได้เเต่จงยืดหยุ่นกับตัวเองเสียบ้าง อย่าใจร้ายและเฆี่ยนตีตัวเองนักเลย จงฟังเสียงร่างกายตนเอง หากตารางที่คุณวางไว้มันตึงเกินไป จนคุณเริ่มเครียด ลองลดทอนบางอย่างลงดูบ้าง บางครั้งการนั่งจิบโกโก้ร้อนซักถ้วย การนั่งเฉย ๆ มองท้องฟ้า การพูดคุยกับคนในบ้าน อาจทำให้คุณสนุกกับการมีชีวิตมากขึ้นกว่าที่เคยก็เป็นได้

5 things โปรดักทีฟมากไป ชีวิตก็พังได้