พระราชกรณียกิจ ด้านการเกษตร

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงตระหนักในความสำคัญของการเกษตรซึ่งเป็นหัวใจหลักด้านเศรษฐกิจของชาติทั้งมีพระราชประสงค์จะทรงดำรงรักษาความผูกพันระหว่างสถาบันกษัตริย์และเกษตรกรตามรอยพระราชบุพการี

ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงปฏิบัติพระราชกิจ ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพระราชพิธีสร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรประจำทุกปี ส่วนการอื่นๆ ได้เสด็จไปทรงเป็นประธานในการทำนาสาธิตโดยการใช้ปุ๋ยหมัก ณ บริเวณบึงไผ่แขกตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงหว่านข้าวและเกี่ยวข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ที่บ้านนาป่า ตำบลบางงาม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี มีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ตั้งแต่พุทธศักราช 2545 เพื่อช่วยเหลือราษฎรในท้องถิ่นให้ได้มีเทคโนโลยีการเกษตรแผนใหม่และนำไปปรับปรุงงานเกษตรกรรมของตนให้ได้ผลผลิตมากขึ้นสามารถเลี้ยงตนเองได้อย่างยั่งยืน

ทรงยึดแนวทางการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการดูแลช่วยเหลือราษฎรในเรื่องปัญหาดินและน้ำ ในลักษณะต่างๆโดยมีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาแหล่งน้ำในหลายพื้นที่เช่นศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาด้านการเกษตรกรรมเกษตรวิชญา บ้านกองแห อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบสิรา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี การสร้างอ่างเก็บน้ำพร้อมระบบส่งน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำให้ราษฎรในหมู่บ้านในตำบลหนองแคน และตำบลดงมอน อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร

นอกจากนี้ยังเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมแหล่งเกษตรกรรมต่างๆ อาทิ โครงการปศุสัตว์ที่อำเภอมูโนะ จังหวัดนราธิวาส สถานที่สร้างอ่างเก็บน้ำสำหรับหมู่บ้านกกคู อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น

พระราชกรณียกิจ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

พุทธศักราช 2520 รัฐบาลและประชาชนชาวไทยทั่วประเทศได้ร่วมกันจัดสร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเพื่อเฉลิมพระเกียรติ จำนวน 21 แห่ง เพื่อให้บริการด้านสาธารณสุขกระจายไปยังประชาชนในถิ่นทุรกันดารอย่างทั่วถึงมีความสะดวกและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โครงการเฉลิมพระเกียรติครั้งนั้นได้อำนวยประโยชน์แก่มหาชนต้องตามพระราชปณิธานของพระองค์ ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์เปิดโรงพยาบาลสงฆ์ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของคณะแพทย์และเจ้าหน้าที่ ณ โรงพยาบาลแห่งนี้พร้อมทั้งส่งเยี่ยมราษฎรที่เจ็บป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลได้พระราชทานพระราชทรัพย์

สนับสนุนให้มีอุปกรณ์ทางการแพทย์เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยเพื่อสามารถให้บริการที่ดีแก่ประชาชนทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำรัสแก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล

“ทุกคนที่ทำงานให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจะต้องไม่ลืมว่าโรงพยาบาลแห่งนี้กำเนิดขึ้นจากความมุ่งปรารถนาอันแรงกล้าของคนไทยทั่วราชอาณาจักรที่ต้องการจะเห็นผู้ที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดารทุกหนแห่งได้รับความเอาใจใส่รักษาพยาบาลเป็นอย่างดีให้ปลอดภัยจากเจ็บใครโดยทั่วถึงเสมอหน้ากัน”

พระราชกรณียกิจ ด้านศาสนา

ได้ประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะ เมื่อพุทธศักราช 2509 และพุทธศักราช 2521 ส่งพระราชศรัทธาเสด็จออกทรงผนวช นอกจากนี้ยังทรงปฏิบัติพระราชกฤษฎีกากิจกรรมศาสนาต่างๆ อาทิเสด็จพระราชดำเนินในฐานะผู้แทนพระองค์ ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามฤดูกาล

ทรงเป็นผู้แทนพระองค์เปิดงานเมาลิดกลางของศาสนาอิสลามและร่วมกิจกรรมส่งเสริมคริสต์ศาสนา ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ เป็นต้น

สนับสนุนให้มีอุปกรณ์ทางการแพทย์เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยเพื่อสามารถให้บริการที่ดีแก่ประชาชนทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำรัสแก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล

พระอัจฉริยภาพทางการบิน

ทรงสนพระทัยด้านอากาศยานและการบินตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงเริ่มทำการบินตามหลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์ของโรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ เมื่อ 20 ธันวาคม 2522 พระองค์เริ่มทำการบินเฮลิคอปเตอร์แบบยูเอช-1 เอช และเฮลิคอปเตอร์แบบยูเอช-1 เอ็น เมื่อสำเร็จตามหลักสูตรทรงขึ้นรับพระราชทานประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถ ในการบินของกองทัพอากาศจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่9) และทรงสำเร็จหลักสูตรเฮลิคอปเตอร์โจมตีติดอาวุธ (Gunship) ของกองทัพบกรวม 2 เดือน

ในช่วงปี 2523 ขณะติดตามสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา ทรงเข้ารับการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์แบบยูเอช-1 เอช ของกองทัพบกสหรัฐฯ ที่นอร์ธแคโรไลนา และปี 2525 เสด็จยังฐานทัพอากาศวิลเลียม รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ทรงฝึกศึกษาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบเอฟ 5 อี/เอฟ และทรงเข้ารับการฝึกบินในหลักสูตรการบินรบชั้นสูง (Advance Fighter Course) กับเครื่องเอฟ 5 ดี/เอฟ ที่กองบิน 1 ฝูง 102 จนสำเร็จตามหลักสูตร มีชั่วโมงบินทุกประเภทรวมกันกว่า 1,000 ชั่วโมง

พระองค์มิได้ทรงละเลยการฝึกบินแบบใหม่ๆ โดยทรงเข้ารับการฝึกบินกับเครื่องบินใบพัดแบบมาร์คเคตตี้ของฝูงขั้นปลาย โรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ และฝึกบินกับเครื่องบินไอพ่นแบบที 37 กับแบบที 33 และจบหลักสูตรนักบินขับไล่ไอพ่นสมรรถนะสูงกับเครื่องบินขับไล่แบบเอฟ 5 อี/เอฟ ของกองบิน 1 ฝูงบิน 102 รวมชั่วโมงบิน 200 ชั่วโมง ด้วยความสนพระทัยอย่างมาก จนกระทั่งทรงพร้อมรบและครบ 1,000 ชั่วโมง เมื่อ 17 เมษายน 2532 อีกทั้งยังทรงเข้าร่วมการแข่งขันใช้อาวุธทางอากาศประจำปี โดยทรงทำคะแนนได้สูงตามกติกา กองทัพอากาศจึงทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องหมายความสามารถในการใช้อาวุธทางอากาศชั้นที่ 1 ประเภทอาวุธระเบิดสี่ดาว อาวุธจรวดสี่ดาว และอาวุธปืนสี่ดาว

พระองค์ยังทรงปฏิบัติหน้าที่ครูการบิน ฝึกสอนทั้งภาควิชาการกับการฝึกบินแก่นักบินขับไล่ของกองทัพอากาศ ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นพระเมตตา